หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ท้องผูกเกิดจากอะไร? สาเหตุที่พบบ่อยในทุกช่วงวัย

ท้องผูกเกิดจากอะไร? สาเหตุที่พบบ่อยในทุกช่วงวัย

ท้องผูกเกิดจากอะไร? สาเหตุที่พบบ่อยในทุกช่วงวัย

ท้องผูกไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว บางคนเกิดจากการรับประทานใยอาหารไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อย หรือกลั้นอุจจาระ ขณะที่บางคนอาจเกิดจากยาที่รับประทาน โรคประจำตัว ลำไส้เคลื่อนไหวช้า หรือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการขับถ่ายทำงานไม่สัมพันธ์กัน ดังนั้น หากท้องผูกเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง การหาสาเหตุให้ได้จึงสำคัญกว่าการพยายามใช้ยาระบายเพียงอย่างเดียว

1. รับประทานใยอาหารไม่เพียงพอ
หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยคือการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารน้อย เช่น รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี หรือถั่วน้อย แต่รับประทานอาหารแปรรูปและอาหารที่ผ่านการขัดสีเป็นหลัก ผู้ใหญ่โดยทั่วไปควรได้รับใยอาหารประมาณ 22–34 กรัมต่อวัน โดยปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุและเพศ และควรเพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อป้องกันอาการท้องอืด 

2. ดื่มน้ำน้อยหรือมีภาวะขาดน้ำ 
เมื่อร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ลำไส้ใหญ่อาจดูดน้ำกลับจากกากอาหารมากขึ้น ส่งผลให้อุจจาระแห้งและแข็งขึ้น ควรดื่มน้ำให้เพียงพอตามความต้องการของร่างกาย มากกว่ากำหนดตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน

3. เคลื่อนไหวร่างกายน้อย
ผู้ที่นั่งทำงานเป็นเวลานาน เคลื่อนไหวร่างกายน้อย หรือมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว อาจมีโอกาสเกิดท้องผูกมากขึ้น กิจกรรมทางกายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร จึงมีการแนะนำให้มีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลและป้องกันท้องผูก

4. กลั้นอุจจาระบ่อย
เมื่อมีอุจจาระเข้าสู่ไส้ตรง ร่างกายจะส่งสัญญาณให้รู้สึกอยากถ่าย หากกลั้นซ้ำ ๆ อุจจาระจะอยู่ในลำไส้นานขึ้นและถูกดูดน้ำออกมากขึ้น ทำให้แข็งและขับออกยาก เมื่อเกิดซ้ำเป็นประจำ อาจทำให้รูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปและทำให้ปัญหาท้องผูกเรื้อรังขึ้นได้

5. การเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน
บางคนเริ่มท้องผูกเมื่อเดินทาง เปลี่ยนเวลาเข้านอน เปลี่ยนเวลารับประทานอาหาร หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจกระทบทั้งอาหาร ปริมาณน้ำ การเคลื่อนไหว และเวลาที่ใช้เข้าห้องน้ำ จึงพบอาการท้องผูกได้แม้ไม่มีโรคของลำไส้โดยตรง

6. ยาและอาหารเสริมบางชนิด
หากเริ่มท้องผูกหลังจากเริ่มยาใหม่หรือปรับขนาดยา ควรตรวจสอบว่ายานั้นมีผลต่อการขับถ่ายหรือไม่ กลุ่มยาที่อาจทำให้ท้องผูก ได้แก่

  • ยาแก้ปวดกลุ่ม opioids
  • ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic
  • ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด
  • calcium channel blockers
  • ยากันชักบางชนิด
  • ยาที่ใช้รักษา Parkinson’s disease บางชนิด
  • ยาลดกรดที่มี aluminum หรือ calcium
  • ธาตุเหล็ก
  • แคลเซียม
  • ยาขับปัสสาวะบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตนเอง หากสงสัยว่ายาเป็นสาเหตุควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาปรับยา ขนาดยา หรือแนวทางป้องกันท้องผูกที่เหมาะสม

7. ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ
ผู้ที่มี Slow-transit Constipation มีการเคลื่อนของอุจจาระผ่านลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ ทำให้อุจจาระอยู่ในลำไส้นาน ลำไส้ดูดน้ำกลับมากขึ้น และอุจจาระแข็งขึ้น ลักษณะที่อาจพบคือถ่ายไม่บ่อย รู้สึกอยากถ่ายน้อย และอาจมีอาการท้องอืดร่วมด้วย

8. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานไม่สัมพันธ์กัน
การขับถ่ายปกติต้องอาศัยการทำงานสัมพันธ์กันระหว่างกล้ามเนื้อหน้าท้อง ไส้ตรง หูรูดทวารหนัก และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ในผู้ที่มี Defecatory Disorder หรือ Pelvic Floor Dysfunction กล้ามเนื้อที่ควรคลายขณะถ่ายอาจไม่คลายตัวอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดอาการ เช่น

  • ต้องเบ่งมาก
  • ใช้เวลาถ่ายนาน
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งกีดขวาง
  • ถ่ายไม่สุด
  • บางรายต้องใช้นิ้วช่วยขับถ่าย

ภาวะนี้สำคัญเพราะการเพิ่มใยอาหารหรือใช้ยาระบายเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้สาเหตุได้ หากตรวจพบความผิดปกติของกล้ามเนื้อ แพทย์อาจใช้ Biofeedback Therapy เพื่อช่วยฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อใหม่

9. โรคทางระบบประสาท
ระบบประสาทมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้และการขับถ่าย หากสมอง ไขสันหลัง หรือเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องผิดปกติ อาจทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้าหรือการขับถ่ายผิดปกติได้ โรคหรือภาวะที่อาจสัมพันธ์กับท้องผูก เช่น

  • Parkinson’s disease
  • Multiple sclerosis
  • การบาดเจ็บของไขสันหลัง
  • โรคหลอดเลือดสมองบางราย
  • ความผิดปกติของเส้นประสาทจากเบาหวาน

NIDDK ระบุว่าความผิดปกติของสมอง ไขสันหลัง รวมถึงเบาหวาน เป็นหนึ่งในกลุ่มปัญหาสุขภาพที่สามารถทำให้เกิดท้องผูกได้

10. โรคของฮอร์โมนและเมตาบอลิซึม
โรคบางชนิดสามารถทำให้การเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารเปลี่ยนไป เช่น 

  • Hypothyroidism หรือภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
  • Diabetes mellitus
  • ความผิดปกติบางชนิดของเมตาบอลิซึมหรือเกลือแร่

โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวานเป็นเวลานาน อาจเกิดความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของทางเดินอาหาร ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เกิดท้องผูกได้

11. โรคของระบบทางเดินอาหาร
ท้องผูกอาจพบร่วมกับโรคของระบบทางเดินอาหาร เช่น

  • Irritable Bowel Syndrome with Constipation (IBS-C)
  • Celiac disease
  • Proctitis
  • Diverticular disease บางกรณี
  • ความผิดปกติทางกายวิภาคของทางเดินอาหาร

สำหรับ IBS-C มักมี อาการปวดท้องสัมพันธ์กับการขับถ่าย ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของลักษณะหรือความถี่ของอุจจาระ จึงแตกต่างจาก Functional Constipation บางรูปแบบ 

12. การอุดกั้นหรือความผิดปกติทางกายวิภาค
แม้พบได้น้อยกว่าสาเหตุจากพฤติกรรมหรือการทำงานของลำไส้ แต่ท้องผูกอาจเกิดจากสิ่งกีดขวางหรือความผิดปกติของโครงสร้าง เช่น

  • ลำไส้อุดตัน
  • ก้อนหรือเนื้องอกในลำไส้
  • ความผิดปกติบริเวณทวารหนักและไส้ตรง
  • ความผิดปกติของโครงสร้างทางเดินอาหารบางชนิด

ทำไมผู้สูงอายุจึงท้องผูกได้ง่ายขึ้น?

อายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องท้องผูก แต่ผู้สูงอายุมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเกิดร่วมกันได้ง่าย เช่น

  • เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง
  • รับประทานอาหารและน้ำลดลง
  • ใช้ยาหลายชนิด
  • มีโรคประจำตัวมากขึ้น
  • การทำงานของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อเปลี่ยนแปลง

จึงควรประเมินเรื่องยา อาหาร น้ำ การเคลื่อนไหว และโรคประจำตัวทั้งหมดร่วมกัน มากกว่าสรุปว่าอาการท้องผูกเป็นผลจากอายุเพียงอย่างเดียว

สรุป

สาเหตุท้องผูกมีได้หลายปัจจัยและบางคนอาจมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุพร้อมกัน ตั้งแต่ใยอาหารและน้ำไม่เพียงพอ เคลื่อนไหวน้อย กลั้นอุจจาระ การใช้ยา ไปจนถึงลำไส้เคลื่อนไหวช้า ความผิดปกติของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โรคทางระบบประสาท ฮอร์โมน และโรคของทางเดินอาหาร การแก้ท้องผูกให้ได้ผลจึงควรเริ่มจากการหาว่าอะไรเป็นปัจจัยหลักของแต่ละคน หากท้องผูกบ่อย เป็นเรื้อรัง หรือไม่ดีขึ้นหลังปรับพฤติกรรม ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและเลือกการรักษาที่เหมาะสม 

คำถามที่พบบ่อย

Q: ท้องผูกบ่อยเกิดจากอะไร?

A: อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ใยอาหารไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อย กลั้นอุจจาระ เคลื่อนไหวน้อย การใช้ยาบางชนิด ไปจนถึงความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของลำไส้ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือโรคประจำตัว จึงควรดูรูปแบบอาการและปัจจัยอื่นร่วมกัน

Q: ความเครียดทำให้ท้องผูกได้ไหม?

A: ความเครียดอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบทางเดินอาหาร รวมถึงทำให้พฤติกรรมการกิน การนอน การเคลื่อนไหว และการขับถ่ายเปลี่ยนไป จึงอาจมีส่วนทำให้อาการท้องผูกในบางคนแย่ลง แต่หากมีอาการเรื้อรังไม่ควรสรุปว่าเกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว

Q: ท้องผูกเกิดจากลำไส้ขี้เกียจจริงหรือไม่?

A: คำว่า “ลำไส้ขี้เกียจ” ไม่ใช่การวินิจฉัยที่บอกสาเหตุได้ทั้งหมด บางคนอาจมี Slow-transit Constipation ซึ่งลำไส้ใหญ่เคลื่อนอุจจาระช้า แต่บางรายเกิดจาก Pelvic Floor Dysfunction ยา โรคประจำตัว หรือปัจจัยอื่น จึงต้องแยกสาเหตุก่อนรักษา

Q: ท้องผูกจากโรคอะไรได้บ้าง?

A: พบได้ในโรคหรือภาวะหลายชนิด เช่น hypothyroidism, diabetes, Parkinson’s disease, ความผิดปกติของไขสันหลัง IBS-C และโรคหรือความผิดปกติของลำไส้บางชนิด หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top