หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ท้องอืดเกิดจากอะไร? 10 สาเหตุที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน

ท้องอืดเกิดจากอะไร? 10 สาเหตุที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน

ท้องอืดเกิดจากอะไร? 10 สาเหตุที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน

ท้องอืดเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ อย่างกินเร็ว กินอาหารมากเกินไป หรือดื่มน้ำอัดลม ไปจนถึงท้องผูก การย่อยน้ำตาลบางชนิดได้ไม่ดี หรือความผิดปกติของกระเพาะและลำไส้ ที่สำคัญคือ ท้องอืดไม่ได้หมายความว่ามีแก๊สในท้องมากเสมอไป บางคนมีแก๊สปกติ แต่ระบบทางเดินอาหารไวต่อแรงดันและการยืดตัวมากกว่าคนทั่วไปได้

1. กินเร็ว ทำให้กลืนอากาศเข้าไปมาก ทุกครั้งที่กิน ดื่ม หรือกลืนน้ำลาย เราจะกลืนอากาศเข้าไปด้วยเล็กน้อย แต่ถ้ากินเร็ว ปริมาณอากาศที่กลืนเข้าไปอาจเพิ่มขึ้น สิ่งที่มักทำให้กลืนอากาศมากขึ้น เช่น

  • กินอาหารเร็ว อาจทำให้กลืนทั้งอาหารและอากาศเข้าไปพร้อมกันมากขึ้น
  • พูดระหว่างกินอาหาร เพิ่มโอกาสกลืนอากาศโดยไม่รู้ตัว
  • เคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอมบ่อย ทำให้กลืนน้ำลายและอากาศบ่อยขึ้น
  • ดื่มผ่านหลอดบ่อย ในบางคนอาจเพิ่มอากาศที่เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร

2. กินอาหารมากเกินไปในหนึ่งมื้อ หลังรับประทานอาหาร กระเพาะต้องขยายตัวเพื่อรองรับอาหาร หากกินมื้อใหญ่หรือกินจนแน่นมาก อาจรู้สึกเต็ม อึดอัด หรือท้องอืดได้แม้จะไม่ได้มีแก๊สมากผิดปกติ อาการมักพบได้ง่ายขึ้นเมื่อ

  • กินมื้อใหญ่
  • กินบุฟเฟต์หรืออาหารหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
  • กินเร็วมากจนร่างกายยังไม่ทันรับรู้ความอิ่ม
  • กินอาหารมื้อหนักก่อนนอน

3. ดื่มเครื่องดื่มอัดลม น้ำอัดลม โซดา หรือเครื่องดื่มที่มีฟองมีแก๊สอยู่แล้ว เมื่อดื่มเข้าไปแก๊สจึงเข้าสู่กระเพาะโดยตรง ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • เรอบ่อยขึ้น
  • รู้สึกแน่นท้อง
  • ท้องอืดหรือท้องป่องชั่วคราว
  • อึดอัดหลังดื่ม

4. อาหารบางชนิดถูกแบคทีเรียในลำไส้หมักจนเกิดแก๊ส คาร์โบไฮเดรตบางชนิดย่อยหรือดูดซึมในลำไส้เล็กได้ไม่หมด เมื่อเดินทางถึงลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียประจำถิ่นจะนำไปย่อยต่อ ทำให้เกิดแก๊สตามธรรมชาติ อาหารที่อาจทำให้บางคนมีแก๊สมากขึ้น เช่น

  • ถั่วและพืชตระกูลถั่ว
  • กะหล่ำปลี บรอกโคลี กะหล่ำดอก
  • หัวหอม
  • ผลไม้บางชนิด
  • ธัญพืชหรืออาหารที่มีใยอาหารสูง
  • สารให้ความหวานบางชนิด เช่น sorbitol หรือ mannitol

5. ย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ไม่ดี หากดื่มนมหรือกินผลิตภัณฑ์นมแล้วมีท้องอืด แก๊ส ปวดท้อง หรือท้องเสีย อาจเกี่ยวข้องกับ Lactose intolerance ภาวะนี้เกิดจากลำไส้เล็กมีเอนไซม์ lactase ไม่เพียงพอสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม แบคทีเรียในลำไส้นำแลคโตสไปหมัก ทำให้เกิดแก๊สมากขึ้น จึงอาจรู้สึกท้องอืด แน่นท้อง หรือผายลมบ่อย

6. ท้องผูก ท้องผูกเป็นหนึ่งในสาเหตุที่มักถูกมองข้าม เมื่ออุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ช้าหรือค้างอยู่มาก อาจมีอาการร่วม เช่น

  • แน่นท้อง
  • ท้องอืด
  • รู้สึกเต็มท้อง
  • ถ่ายไม่สุด
  • ผายลมมากขึ้นในบางคน

7. Functional Dyspepsia หรือภาวะอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง บางคนรู้สึกแน่นท้อง อิ่มเร็ว หรืออิ่มนานหลังอาหาร แต่ตรวจแล้วไม่พบแผลหรือโรคที่อธิบายอาการได้ชัดเจน ภาวะหนึ่งที่พบได้คือ Functional Dyspepsia ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานระหว่างสมองกับระบบทางเดินอาหารที่เปลี่ยนไป สิ่งที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • กระเพาะคลายตัวรับอาหารได้ไม่ดี ทำให้อิ่มเร็ว
  • กระเพาะไวต่อการยืดตัว กินไม่มากก็รู้สึกแน่นมาก
  • การรับรู้ความรู้สึกจากกระเพาะไวขึ้น ทำให้รู้สึกอึดอัดได้มากกว่าคนทั่วไป
  • อาจมีท้องอืด คลื่นไส้ หรือเรอร่วมด้วย

8. IBS หรือภาวะลำไส้แปรปรวน Irritable Bowel Syndrome หรือ IBS เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานระหว่างสมองและลำไส้ และสามารถมีท้องอืดร่วมกับความผิดปกติของการขับถ่ายได้ ควรนึกถึงมากขึ้นหากมี

  • ท้องอืดร่วมกับปวดท้อง
  • ท้องผูกสลับท้องเสีย
  • ถ่ายแล้วอาการปวดเปลี่ยนไป
  • ลักษณะหรือความถี่ของการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง

9. โรคหรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ท้องอืดอาจเป็นอาการร่วมของโรคอื่นได้ โดยเฉพาะหากเกิดบ่อยหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น

  • โรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะ อาจมีปวดหรือแสบท้องส่วนบนร่วมด้วย
  • กรดไหลย้อน อาจมีแสบร้อนกลางอกหรือเรอเปรี้ยวร่วมด้วย
  • Gastroparesis กระเพาะส่งอาหารลงลำไส้ช้ากว่าปกติ อาจทำให้อิ่มเร็ว แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • Celiac disease อาจมีท้องอืด ท้องเสีย น้ำหนักลด หรือขาดสารอาหารในบางราย

10. ยาบางชนิด ยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาหารไม่ย่อย แน่นท้อง หรืออาการทางระบบทางเดินอาหารได้ ตัวอย่างที่มีรายงาน ได้แก่

  • NSAIDs เช่น ยาแก้ปวดลดอักเสบบางชนิด
  • ธาตุเหล็ก
  • ยาปฏิชีวนะบางชนิด
  • Corticosteroids
  • ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคกระดูกพรุน
  • GLP-1 receptor agonists ซึ่งใช้รักษาเบาหวานและโรคอ้วน

หากเริ่มมีอาการหลังเริ่มยาใหม่ ไม่ควรหยุดยาเอง แต่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินว่าอาการเกี่ยวข้องกับยาหรือไม่

ท้องอืดแบบไหนควรพบแพทย์?

  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • เบื่ออาหารหรือกินอาหารได้น้อยลง
  • กลืนลำบากหรือเจ็บเวลากลืน
  • อาเจียนบ่อย
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • ถ่ายดำหรือมีเลือดในอุจจาระ
  • ปวดท้องรุนแรงหรือปวดต่อเนื่อง
  • ท้องบวมหรือแน่นต่อเนื่องไม่ยุบ
  • ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
  • เจ็บหน้าอกหรือหายใจลำบาก

สรุป

ท้องอืดเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่กินเร็ว กลืนอากาศ ดื่มน้ำอัดลม อาหารบางชนิด Lactose intolerance และท้องผูก ไปจนถึง Functional Dyspepsia, IBS โรคระบบทางเดินอาหาร หรือยาบางชนิด สิ่งสำคัญคือไม่ควรมองว่าท้องอืดทุกครั้งเกิดจาก “ลมเยอะ” เพียงอย่างเดียว การดูอาการที่เกิดร่วมกันและช่วงเวลาที่มีอาการจะช่วยหาสาเหตุได้ดีขึ้น หากอาการเกิดบ่อย เป็นต่อเนื่อง หรือมีน้ำหนักลด อาเจียน เลือดออก หรือปวดท้องรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

Q: ท้องอืดทุกวันเกิดจากอะไร?

A: อาจเกิดจากท้องผูก อาหารบางชนิด Functional Dyspepsia, IBS การย่อยน้ำตาลบางชนิดได้ไม่ดี หรือยา หากเกิดทุกวันต่อเนื่องควรหาสาเหตุแทนการใช้ยาขับลมอย่างเดียว

Q: ทำไมกินนิดเดียวก็ท้องอืด?

A: อาจเกี่ยวข้องกับการที่กระเพาะขยายตัวรับอาหารได้ไม่ดี ความไวของระบบทางเดินอาหาร หรือ Functional Dyspepsia ไม่ได้หมายความว่ามีแก๊สเยอะเสมอไป

Q: ท้องอืดหลังดื่มนมเกิดจากอะไร?

A: หากมีแก๊ส ปวดท้อง หรือท้องเสียร่วมด้วย อาจเกี่ยวกับ Lactose intolerance ซึ่งเกิดจากการย่อยน้ำตาล lactose ได้ไม่สมบูรณ์

Q: ท้องผูกทำให้ท้องอืดได้ไหม?

A: ได้ ท้องผูกสามารถทำให้รู้สึกแน่น เต็ม และท้องอืดได้ โดยเฉพาะเมื่ออุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ช้า

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top