หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ท้องอืด ท้องเฟ้อคืออะไร? สาเหตุ อาการ วิธีรักษาและป้องกัน

ท้องอืด ท้องเฟ้อคืออะไร? สาเหตุ อาการ วิธีรักษาและป้องกัน

ท้องอืด ท้องเฟ้อคืออะไร? สาเหตุ อาการ วิธีรักษาและป้องกัน

ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นอาการที่หลายคนเคยเป็น โดยอาจรู้สึกแน่น อึดอัด หรือเหมือนมีลมอยู่ในท้องหลังรับประทานอาหาร ส่วนใหญ่เกิดขึ้นชั่วคราวจากพฤติกรรมการกินหรืออาหารบางชนิด แต่ถ้าเกิดบ่อย เป็นต่อเนื่อง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย อาจเกี่ยวข้องกับโรคของระบบทางเดินอาหารและควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ สิ่งสำคัญคือ ท้องอืดไม่ได้หมายความว่ามีแก๊สในท้องมากเกินไปเสมอไป เพราะบางคนมีปริมาณแก๊สตามปกติ แต่ระบบทางเดินอาหารไวต่อความรู้สึกมากกว่าคนทั่วไปได้เช่นกัน

ท้องอืด ท้องเฟ้อ คืออะไร?

ท้องอืด (bloating) หมายถึงความรู้สึกว่าในท้องเต็ม แน่น บวม หรืออึดอัด แม้ว่าหน้าท้องอาจไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้นจริงก็ตาม ส่วนการที่หน้าท้องขยายหรือโป่งออกจนสังเกตเห็นได้ เรียกว่า abdominal distention ซึ่งสามารถเกิดร่วมกับท้องอืดได้ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

❓ คำว่า ท้องเฟ้อ ในภาษาทั่วไปมักใช้เมื่อรู้สึกว่ามีลมในทางเดินอาหาร และอาจมีอาการร่วม เช่น เรอ ผายลม หรือแน่นท้องหลังอาหาร แก๊สในทางเดินอาหารเป็นเรื่องปกติ ร่างกายได้รับแก๊สส่วนหนึ่งจากการกลืนอากาศ และอีกส่วนเกิดเมื่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ย่อยคาร์โบไฮเดรตบางชนิดที่ย่อยไม่หมดในลำไส้เล็ก

ท้องอืดกับอาหารไม่ย่อยเหมือนกันหรือไม่?

“ไม่เหมือนกัน แต่สามารถเกิดร่วมกันได้” อาหารไม่ย่อย หรือ Dyspepsia เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มอาการบริเวณช่องท้องส่วนบน เช่น ปวดหรือแสบท้อง อิ่มเร็ว แน่นหลังอาหาร คลื่นไส้ เรอ และท้องอืด ดังนั้น ท้องอืดจึงเป็นหนึ่งในอาการที่อาจพบร่วมกับอาหารไม่ย่อย แต่คนที่ท้องอืดไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Dyspepsia ทุกคน

ท้องอืด ท้องเฟ้อเกิดจากอะไร?

สาเหตุมีตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโรคของระบบทางเดินอาหาร โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • กินอาหารเร็วหรือกลืนอากาศมาก เช่น พูดขณะกิน ใช้หลอดบ่อย หรือกินอาหารอย่างเร่งรีบ
  • กินอาหารมื้อใหญ่เกินไป ทำให้เกิดความรู้สึกแน่นและเต็มท้อง
  • อาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น เครื่องดื่มอัดลม ถั่ว ผักบางชนิด หรือคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายย่อยได้ไม่สมบูรณ์
  • แพ้อาหารหรือย่อยอาหารบางชนิดได้ไม่ดี เช่น Lactose intolerance
  • ท้องผูก เพราะอุจจาระค้างในลำไส้อาจทำให้รู้สึกแน่นและมีแก๊สมากขึ้น
  • Functional Dyspepsia หรือภาวะอาหารไม่ย่อยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกระเพาะและการสื่อสารระหว่างสมองกับลำไส้
  • Irritable Bowel Syndrome หรือ IBS ซึ่งอาจมีท้องอืด ปวดท้อง และลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง
  • โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะอาหาร อาจมีอาการแน่นท้องหรืออาหารไม่ย่อยร่วมด้วย
  • กระเพาะอาหารเคลื่อนไหวช้า เช่น Gastroparesis ซึ่งอาจทำให้อิ่มเร็ว แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • ยาบางชนิด เช่น NSAIDs ธาตุเหล็ก รวมถึง GLP-1 receptor agonists ที่ใช้รักษาเบาหวานหรือโรคอ้วน อาจทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยในบางคนได้

ทำไมบางคนท้องอืดทั้งที่ไม่ได้มีแก๊สมาก?

บางคนมีปริมาณแก๊สไม่ได้มากผิดปกติ เพียงแต่ทางเดินอาหารไวต่อการยืดตัวหรือการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ภาวะอย่าง Functional Dyspepsia และ IBS จัดอยู่ในกลุ่ม disorders of gut–brain interaction ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานและการสื่อสารระหว่างสมองกับทางเดินอาหาร เมื่อระบบนี้ไวมากขึ้น ความรู้สึกแน่นหรืออึดอัดอาจเกิดได้แม้มีแก๊สในระดับปกติ ดังนั้นการมีอาการท้องอืดเรื้อรังจึงไม่ควรแก้ด้วยยาขับลมเพียงอย่างเดียวโดยไม่ประเมินสาเหตุ

ท้องอืด ท้องเฟ้อแบบไหนยังถือว่าพบได้ทั่วไป?

อาการที่เกิดเป็นครั้งคราวหลังอาหารมื้อใหญ่ กินเร็ว หรือรับประทานอาหารบางชนิด แล้วค่อย ๆ ดีขึ้น มักไม่ใช่เรื่องอันตราย ตัวอย่างเช่น หลังดื่มน้ำอัดลม กินถั่วหรืออาหารที่ก่อแก๊สมาก หรือรับประทานอาหารเร็วเกินไป อาจรู้สึกแน่นท้อง เรอ หรือผายลมมากขึ้นได้ หากรู้ว่าอาหารหรือพฤติกรรมใดกระตุ้นอาการ การปรับพฤติกรรมมักช่วยได้มาก โดยไม่จำเป็นต้องงดอาหารหลายชนิดโดยไม่มีเหตุผล

ท้องอืดแบบไหนควรพบแพทย์?

หากท้องอืดเกิดบ่อย ไม่ดีขึ้น หรือเริ่มรบกวนการกินอาหารและชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย

  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • เบื่ออาหาร หรือกินได้น้อยลงอย่างชัดเจน
  • กลืนอาหารลำบาก
  • อาเจียนบ่อย
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • ถ่ายดำ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ
  • ปวดท้องรุนแรง หรือปวดต่อเนื่องไม่ดีขึ้น
  • ท้องบวมหรือแน่นท้องต่อเนื่องผิดปกติ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • เจ็บหน้าอก หรือมีอาการผิดปกติรุนแรงร่วมด้วย

ท้องอืด ท้องเฟ้อ ทำอย่างไรให้ดีขึ้น?

ถ้าอาการท้องอืดเกิดจากอาหารหรือพฤติกรรมการกิน สามารถเริ่มดูแลตัวเองง่าย ๆ ได้ดังนี้

  • กินอาหารให้ช้าลง และเคี้ยวให้ละเอียด เพื่อลดการกลืนอากาศเข้าไปในท้อง
  • ไม่กินอิ่มเกินไป หากกินมื้อใหญ่แล้วแน่นท้องบ่อย อาจลองแบ่งเป็นมื้อเล็กลง
  • ลดเครื่องดื่มอัดลม เพราะมีแก๊สที่อาจทำให้แน่นท้องหรือเรอมากขึ้น
  • สังเกตอาหารที่ทำให้มีอาการ เช่น อาหารมัน นม ถั่ว หรืออาหารบางชนิดที่กินแล้วท้องอืด
  • ไม่จำเป็นต้องงดอาหารทุกอย่าง เพราะอาหารที่ทำให้ท้องอืดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
  • ดูแลเรื่องการขับถ่าย หากมีท้องผูกร่วมด้วย เพราะอุจจาระค้างอาจทำให้แน่นท้องและท้องอืดมากขึ้น

หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังเกิดบ่อย เป็นต่อเนื่อง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ 

ท้องอืดในทัศนะการแพทย์แผนจีน

ในทัศนะการแพทย์จีน อาการท้องอืด แน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือถ่ายเหลว สัมพันธ์กับภาวะที่มีความชื้นสะสม (湿) และการไหลเวียนของพลังชี่ (气) บริเวณม้ามและกระเพาะติดขัด การรักษาจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรจีนหลายชนิด เช่น Guanghuoxiang, Chenpi, Houpo, Fuling, Banxia ฯลฯ มีสรรพคุณในการขจัดความชื้น ปรับสมดุลการทำงานของม้ามและกระเพาะ และปรับการไหลเวียนของพลังชี่ ลดการติดขัด 

ตำรับยาสมุนไพรจีนลดท้องอืด ท้องเฟ้อได้อย่างไร?

งานวิจัยทางเภสัชวิทยาพบกลไกที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารหลายด้าน ไม่ได้ออกฤทธิ์เพียงการ “ขับลม” อย่างเดียว โดยกลไกสำคัญที่มีการศึกษาประกอบด้วย

  • ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ช่วยให้อาหารเคลื่อนผ่านทางเดินอาหารอย่างเหมาะสม ลดความรู้สึกอาหารค้าง แน่นท้อง หรืออิ่มเร็ว
  • ช่วยลดการอักเสบ ช่วยลดกระบวนการอักเสบและการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร
  • ช่วยรักษาความแข็งแรงของเยื่อบุลำไส้ ช่วยให้ “เกราะป้องกันของลำไส้” แข็งแรงและทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

ป้องกันท้องอืด ท้องเฟ้อได้อย่างไร?

การปรับพฤติกรรมการกินและหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นอาการ สามารถช่วยลดโอกาสเกิดท้องอืด ท้องเฟ้อได้ ดังนี้

  • กินอาหารให้ช้าลงและเคี้ยวให้ละเอียด ช่วยลดการกลืนอากาศเข้าไปในท้อง
  • หลีกเลี่ยงการกินอิ่มเกินไป หากมื้อใหญ่ทำให้แน่นท้อง อาจแบ่งเป็นมื้อเล็กลง
  • ลดเครื่องดื่มอัดลม เพราะแก๊สในเครื่องดื่มอาจทำให้เรอและแน่นท้องมากขึ้น
  • สังเกตอาหารที่กระตุ้นอาการ เพราะอาหารที่ทำให้ท้องอืดของแต่ละคนแตกต่างกัน
  • ดูแลการขับถ่ายให้สม่ำเสมอ เพราะท้องผูกสามารถทำให้รู้สึกแน่นและท้องอืดมากขึ้น
  • ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหลายชนิดพร้อมกัน หากต้องจำกัดอาหารหลายกลุ่มเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร เพื่อป้องกันการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

สรุป

ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่กินเร็ว กลืนอากาศ อาหารบางชนิด ท้องผูก ไปจนถึง Functional Dyspepsia, IBS หรือโรคระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ การมีอาการเป็นครั้งคราวมักดูแลด้วยการปรับพฤติกรรมได้ แต่หากเป็นต่อเนื่องหรือมีน้ำหนักลด อาเจียน ถ่ายดำ กลืนลำบาก หรือปวดท้องรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ การรักษาที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียง “ขับลม” แต่ควรเลือกให้ตรงกับสาเหตุของอาการแต่ละคน

คำถามที่พบบ่อย

Q: ท้องอืดทุกวันอันตรายไหม?

A: ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคร้ายแรงเสมอไป แต่หากเป็นแทบทุกวันต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือมีน้ำหนักลด อาเจียน ถ่ายดำ ปวดท้องมาก หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

Q: ท้องอืดเกิดจากแก๊สอย่างเดียวหรือไม่?

A: ไม่ใช่ค่ะ ท้องอืดอาจเกิดจากแก๊ส การกลืนอากาศ ท้องผูก อาหารบางชนิด ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร หรือความไวของระบบทางเดินอาหารที่เพิ่มขึ้นได้

Q: ท้องอืดหลังอาหารเป็นโรคกระเพาะหรือไม่?

A: อาจเกิดร่วมกับโรคกระเพาะได้ แต่ใช้เพียงอาการท้องอืดวินิจฉัยโรคกระเพาะไม่ได้ เพราะมีสาเหตุอื่นอีกหลายอย่าง

Q: ท้องอืดกับกรดไหลย้อนเหมือนกันหรือไม่?

A: ไม่เหมือนกัน กรดไหลย้อนเกิดจากสิ่งที่อยู่ในกระเพาะย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร ส่วนท้องอืดเป็นความรู้สึกแน่นหรือเต็มท้อง แต่สองภาวะนี้สามารถเกิดร่วมกันได้

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top