ท้องเสีย (Diarrhea) คือการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเหลวกว่าที่เป็นปกติของคนคนนั้น ดังนั้นการเข้าห้องน้ำหลายครั้งในหนึ่งวันไม่ได้แปลว่าท้องเสียเสมอไป หากอุจจาระยังมีลักษณะเป็นก้อนและเป็นรูปแบบการขับถ่ายตามปกติของตนเอง ในทางกลับกัน หากอุจจาระเปลี่ยนจากปกติเป็นเหลวมากหรือเป็นน้ำ และถ่ายบ่อยขึ้นอย่างชัดเจน แม้เพิ่งเริ่มมีอาการก็ควรสังเกตอาการร่วมอื่น ๆ โดยเฉพาะการสูญเสียน้ำ เพราะภาวะแทรกซ้อนสำคัญของท้องเสียคือ ภาวะขาดน้ำและเสียสมดุลเกลือแร่
ถ่ายกี่ครั้งถึงเรียกว่า “ท้องเสีย”
เกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปคือ ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง แต่จำนวนครั้งไม่ใช่สิ่งเดียวที่ต้องดู ควรพิจารณาร่วมกับลักษณะของอุจจาระและการเปลี่ยนแปลงจากปกติของตนเอง ด้วย ตัวอย่างเช่น คนที่ปกติถ่ายวันละครั้ง แต่อยู่ ๆ ถ่ายเหลวเป็นน้ำหลายครั้งภายในวันเดียว ย่อมถือว่ารูปแบบการขับถ่ายผิดปกติ แม้อาการเพิ่งเริ่มต้นก็ตาม ในทางตรงกันข้าม คนที่ถ่ายวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ แต่อุจจาระยังเป็นก้อนตามปกติ ไม่มีปวดท้อง ไม่มีไข้ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นท้องเสียเพียงเพราะจำนวนครั้งมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน
อาการท้องเสียไม่ได้มีแค่ “ถ่ายบ่อย”
อาการหลักคืออุจจาระมีความเหลวมากขึ้น แต่บางคนอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารอื่นร่วมด้วย เช่น
- ปวดท้องหรือปวดบิด
- ปวดเบ่งหรือรู้สึกอยากถ่ายทันที
- ท้องอืด
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- เบื่ออาหาร
- มีไข้ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อบางชนิด
ท้องเสียเกิดจากอะไรได้บ้าง?
แม้คนจำนวนมากจะนึกถึงอาหารเป็นพิษก่อน แต่จริง ๆ แล้วท้องเสียเกิดได้จากหลายสาเหตุ
- การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต
- อาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน
- ภาวะแพ้อาหารหรือไม่สามารถย่อยอาหารบางชนิดได้
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
- ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
| ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ภาวะไม่ทนต่อน้ำตาลแลคโตส (Lactose intolerance) ผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้อง และท้องเสียหลังรับประทานนมหรืออาหารที่มีแลคโตส เพราะลำไส้เล็กมีเอนไซม์ lactase ไม่เพียงพอสำหรับย่อยน้ำตาลชนิดนี้ |
ท้องเสียแบ่งตามระยะเวลาได้อย่างไร?
การดูว่าเป็นมานานแค่ไหนช่วยให้แพทย์ประเมินสาเหตุได้ดีขึ้น โดยท้องเสียเฉียบพลัน เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดและหลายกรณีสามารถดีขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน ส่วนอาการที่ยืดเยื้อควรได้รับการประเมินมากขึ้น
- ท้องเสียเฉียบพลัน (Acute diarrhea) มักเกิดช่วงสั้น ๆ และหลายกรณีดีขึ้นภายในประมาณ 1–3 วัน
- ท้องเสียต่อเนื่อง (Persistent diarrhea) มีอาการต่อเนื่องประมาณ 2–4 สัปดาห์
- ท้องเสียเรื้อรัง (Chronic diarrhea) มีอาการตั้งแต่ประมาณ 4 สัปดาห์ขึ้นไป
ท้องเสียแบบไหนที่ควรระวัง?
อาการท้องเสียเฉียบพลันที่ไม่รุนแรงจำนวนมากสามารถดูแลเบื้องต้นได้ แต่ควรให้ความสำคัญกับอาการที่บ่งบอกว่าอาจมีภาวะขาดน้ำหรือโรคที่รุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการ เช่น
- ถ่ายเป็นเลือดหรือมีมูกเลือด
- ไข้สูงหรือหนาวสั่น
- ปวดท้องรุนแรง
- อาเจียนมากจนดื่มน้ำไม่ได้
- ปากแห้ง กระหายน้ำมาก
- ปัสสาวะลดลงชัดเจน
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออ่อนเพลียมาก
- อาการไม่ดีขึ้นภายในหลายวัน
- ท้องเสียต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำบ่อย
สรุป
ท้องเสียหมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเหลวกว่าปกติของตนเอง การประเมินจึงควรดูทั้งจำนวนครั้ง ลักษณะอุจจาระ และความเปลี่ยนแปลงจากปกติ ไม่ใช่ดูจำนวนครั้งเพียงอย่างเดียว ท้องเสียเกิดได้จากทั้งการติดเชื้อ อาหาร ยา และโรคของระบบทางเดินอาหาร หากอาการไม่รุนแรงควรเน้นทดแทนน้ำและเกลือแร่ แต่ถ้ามีถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ หรือมีอาการขาดน้ำ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
Q: ถ่ายวันละ 3 ครั้งถือว่าท้องเสียหรือไม่?
A: ไม่เสมอไป ต้องดูลักษณะของอุจจาระ ด้วย หากถ่าย 3 ครั้งแต่ยังเป็นก้อนและเป็นรูปแบบปกติของตนเองก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นท้องเสีย แต่หากถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งใน 24 ชั่วโมง จะเข้าเกณฑ์ท้องเสียทั่วไป
Q: ถ่ายเหลวครั้งเดียวถือว่าท้องเสียหรือไม่?
A: โดยทั่วไปยังไม่เข้าเกณฑ์ท้องเสียตามนิยามที่ใช้จำนวนตั้งแต่ 3 ครั้งใน 24 ชั่วโมง แต่หากมีเลือดปน ปวดท้องรุนแรง ไข้สูง หรืออาการผิดปกติอื่น ไม่ควรรอดูเฉพาะจำนวนครั้ง
Q: ท้องเสียแต่ไม่มีอาการปวดท้องได้หรือไม่?
A: ได้ ท้องเสียไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดท้องทุกคน อาการขึ้นอยู่กับสาเหตุ บางรายอาจมีเพียงอุจจาระเหลว ขณะที่บางรายมีปวดบิด คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ร่วมด้วย
Q: ท้องเสียต้องหยุดถ่ายทันทีหรือไม่?
A: ไม่จำเป็น เป้าหมายสำคัญคือป้องกันการขาดน้ำและหาสาเหตุที่เหมาะสม การทำให้หยุดถ่ายไม่ใช่เป้าหมายเดียวของการรักษา โดยเฉพาะหากมีสัญญาณการติดเชื้อรุนแรง
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









