หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ถ่ายเป็นน้ำเกิดจากอะไร? เมื่อไรควรไปพบแพทย์

ถ่ายเป็นน้ำเกิดจากอะไร? เมื่อไรควรไปพบแพทย์

ถ่ายเป็นน้ำเกิดจากอะไร? เมื่อไรควรไปพบแพทย์

ถ่ายเป็นน้ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยที่พบบ่อยคือการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารจากไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต รวมถึงอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน แต่บางครั้งก็อาจเกิดจากยา การย่อยอาหารบางชนิดไม่ได้ หรือโรคของระบบทางเดินอาหาร การถ่ายเป็นน้ำเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นไวรัส แบคทีเรีย หรืออาหารเป็นพิษ และไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอันตรายทุกครั้ง สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องดูว่า ถ่ายมากแค่ไหน มีอาการอะไรตามมา และเริ่มมีภาวะขาดน้ำหรือไม่

ถ่ายเป็นน้ำแบบไหนเรียกว่า “ท้องเสีย”

องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้นิยามท้องเสียว่า การถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเหลวกว่าที่เป็นปกติของบุคคลนั้น และยังแบ่งท้องเสียทางคลินิกออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • Acute watery diarrhea ท้องเสียเฉียบพลันที่อุจจาระเป็นน้ำ
  • Acute bloody diarrhea ท้องเสียเฉียบพลันที่มีเลือดปน หรือบิด
  • Persistent diarrhea ท้องเสียต่อเนื่องตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป

ดังนั้น หากอยู่ ๆ ถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งภายในวันเดียว ก็เข้าลักษณะของ ท้องเสียเฉียบพลันเป็นน้ำ (Acute watery diarrhea) ได้

ถ่ายเป็นน้ำเกิดจากอะไร?

สาเหตุที่พบได้มีหลายกลุ่ม

1. การติดเชื้อไวรัส ไวรัสเป็นสาเหตุหนึ่งของท้องเสียเฉียบพลัน เช่น Norovirus, Rotavirus การติดเชื้อสามารถแพร่ผ่านอาหาร น้ำ มือ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อได้ อาการอาจประกอบด้วย

  • ถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำ
  • ปวดหรือบิดท้อง
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • บางรายมีไข้
🚨ข้อสำคัญหากเกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาไวรัสได้ จึงไม่ควรเห็นว่าถ่ายเป็นน้ำแล้วซื้อยาปฏิชีวนะกินเองทันที

2. การติดเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิต แบคทีเรียและปรสิตหลายชนิดสามารถทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน โดยอาจได้รับผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ตัวอย่างเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่

  • Salmonella
  • Campylobacter
  • E. coli บางสายพันธุ์
  • Vibrio บางชนิด

ลักษณะอาการแตกต่างกันตามเชื้อ บางคนถ่ายเป็นน้ำอย่างเดียว ขณะที่บางคนอาจมี ไข้ ปวดท้องมาก หรือถ่ายเป็นเลือด 

3. อาหารหรือน้ำปนเปื้อน หากอาหารหรือน้ำมีเชื้อโรคหรือสารพิษปนเปื้อน อาจทำให้เกิดอาการทางเดินอาหาร เช่น

  • ถ่ายเป็นน้ำ
  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • มีไข้ในบางราย

แต่การถ่ายเป็นน้ำหลังรับประทานอาหาร ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นอาหารเป็นพิษเสมอไป เพราะอาการอาจเกิดจากสาเหตุอื่น และเชื้อที่ทำให้เกิดโรคจากอาหารแต่ละชนิดมีระยะฟักตัวต่างกัน

4. ร่างกายย่อยอาหารบางชนิดไม่ได้ ตัวอย่างที่พบได้คือ Lactose intolerance หรือภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ไม่ดี เมื่อแลคโตสไม่ถูกย่อยและดูดซึมตามปกติ อาจทำให้มีน้ำอยู่ในลำไส้มากขึ้นและเกิดการหมักโดยแบคทีเรียในลำไส้ ส่งผลให้เกิดอาการ

  • ท้องอืด
  • มีแก๊ส
  • ปวดท้อง
  • ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ

หากสังเกตว่ามีอาการซ้ำหลังดื่มนมหรือรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีแลคโตส จึงอาจต้องคิดถึงสาเหตุนี้ด้วย

5. ยาบางชนิด ยาหลายชนิดสามารถทำให้ท้องเสียเป็นผลข้างเคียงได้ เช่น

  • ยาปฏิชีวนะบางชนิด
  • ยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม
  • ยาบางชนิดสำหรับรักษาเบาหวาน
  • ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ระบาย

หากเริ่มถ่ายเป็นน้ำหลังเริ่มยาใหม่หรือปรับขนาดยา ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร และ ไม่ควรหยุดยาประจำเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำ

ถ่ายเป็นน้ำอันตรายไหม?

อาจไม่อันตราย หากอาการไม่รุนแรงและสามารถทดแทนน้ำที่สูญเสียได้เพียงพอ แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อถ่ายบ่อย อาเจียนร่วมด้วย หรือดื่มน้ำไม่ได้ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เมื่อถ่ายเป็นน้ำ ร่างกายไม่ได้เสียเฉพาะน้ำ แต่ยังสูญเสียเกลือแร่ เช่น โซเดียม คลอไรด์ และโพแทสเซียมด้วย หากสูญเสียต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการทดแทนอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้

ถ่ายเป็นน้ำ ควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?

แนวทาง IDSA แนะนำ ORS (Oral Rehydration Solution) เป็นการรักษาลำดับแรกสำหรับภาวะขาดน้ำเล็กน้อยถึงปานกลางจากท้องเสียเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด เบื้องต้นควร

  • ดื่ม ORS ตามคำแนะนำบนผลิตภัณฑ์
  • หากคลื่นไส้ ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อย
  • ดื่มเพิ่มเติมเพื่อชดเชยการสูญเสียจากการถ่าย
  • รับประทานอาหารตามที่รับไหว ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร
  • สังเกตปริมาณปัสสาวะ
  • สังเกตจำนวนครั้งและลักษณะการถ่าย
  • ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง

หลังได้รับน้ำเพียงพอแล้ว สามารถกลับไปรับประทานอาหารตามวัยและตามที่ร่างกายรับไหวได้ โดยไม่จำเป็นต้องอดอาหารเป็นเวลานาน

ถ่ายเป็นน้ำแบบไหนควรไปพบแพทย์?

  • ถ่ายเป็นเลือด
  • ไข้สูง
  • ปวดท้องรุนแรง
  • ถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากหรือถี่มาก
  • อาเจียนต่อเนื่องจนดื่มไม่ได้
  • ปัสสาวะลดลงมาก
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืดมาก
  • ซึม หรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป
  • มีสัญญาณขาดน้ำชัดเจน
  • อาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นต่อเนื่อง

เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีความเสี่ยงจากภาวะขาดน้ำและภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น จึงควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

สรุป

ถ่ายเป็นน้ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ไวรัส แบคทีเรีย อาหารหรือน้ำปนเปื้อน การย่อยอาหารบางชนิดไม่ได้ ผลข้างเคียงจากยา ไปจนถึงโรคทางเดินอาหาร การถ่ายเป็นน้ำไม่ได้บอกสาเหตุหรือความรุนแรงได้ด้วยตัวมันเอง สิ่งสำคัญคือดูจำนวนครั้ง อาการร่วม และสัญญาณขาดน้ำ หากอาการไม่รุนแรงควรเน้นทดแทนน้ำและเกลือแร่ด้วย ORS แต่หากถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อย หรือซึม ควรพบแพทย์โดยเร็ว

คำถามที่พบบ่อย

Q: ถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้งถือว่าท้องเสียไหม?

A: ตามนิยามทั่วไป การถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งใน 24 ชั่วโมงจึงเข้าเกณฑ์ท้องเสีย แต่ต้องดูความเปลี่ยนแปลงจากการขับถ่ายตามปกติของแต่ละคนด้วย

Q: ถ่ายเป็นน้ำแต่ไม่มีไข้ เป็นอาหารเป็นพิษได้ไหม?

A: เป็นได้ เพราะอาหารเป็นพิษไม่ได้ทำให้มีไข้ทุกกรณี และบางสาเหตุอาจทำให้ท้องเสียหรืออาเจียนโดยไม่มีไข้ จึงไม่สามารถใช้การไม่มีไข้ตัดอาหารเป็นพิษออกได้

Q: ถ่ายเป็นน้ำควรกิน ORS หรือดื่มแต่น้ำเปล่า?

A: หากสูญเสียน้ำจากท้องเสีย ORS มีประโยชน์เพราะช่วยทดแทนทั้งน้ำและเกลือแร่ แนวทาง IDSA แนะนำ ORS เป็นการรักษาลำดับแรกสำหรับภาวะขาดน้ำเล็กน้อยถึงปานกลางจากท้องเสียเฉียบพลัน

Q: ถ่ายเป็นน้ำต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?

A: ไม่จำเป็นทุกกรณี แนวทาง IDSA ไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมเชื้อเป็นประจำในคนส่วนใหญ่ที่มีท้องเสียเฉียบพลันเป็นน้ำและไม่มีประวัติเดินทางต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top