การตรวจเนื้องอกมดลูกมักเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจอัลตราซาวนด์ ซึ่งช่วยดูได้ว่ามีก้อนหรือไม่ อยู่ตำแหน่งใด มีขนาดและจำนวนเท่าไร สำหรับหลายคนข้อมูลจากอัลตราซาวนด์ก็เพียงพอต่อการประเมินเบื้องต้นแล้ว ไม่ได้หมายความว่าตรวจพบ Fibroid แล้วจะต้องทำ MRI หรือส่องกล้องโพรงมดลูกทุกคน
ตรวจเนื้องอกมดลูกเริ่มจากอะไร?
ก่อนตรวจด้วยเครื่องมือ จะมีการประเมินอาการและประวัติก่อน เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยบอกว่าควรตรวจอะไรเพิ่มเติม ตัวอย่างข้อมูลสำคัญ ได้แก่
- ประจำเดือนมามากหรือมานานกว่าปกติหรือไม่
- มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือไม่
- ปวดหรือรู้สึกแน่นบริเวณท้องน้อยหรือไม่
- ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูกผิดปกติหรือไม่
- มีอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด หรือสงสัยภาวะโลหิตจางหรือไม่
- กำลังวางแผนตั้งครรภ์หรือมีปัญหาด้านการมีบุตรหรือไม่
จากนั้นอาจมีการตรวจบริเวณอุ้งเชิงกราน หากมดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือรูปร่างไม่เรียบ อาจทำให้สงสัยว่ามีก้อน แต่การตรวจร่างกายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกตำแหน่ง ขนาด และจำนวนของ Fibroid ได้ละเอียด จึงมักใช้การตรวจด้วยภาพเข้ามาช่วย
อัลตราซาวนด์ตรวจเนื้องอกมดลูกได้อย่างไร?
Ultrasound หรืออัลตราซาวนด์ ใช้คลื่นเสียงสร้างภาพของอวัยวะภายใน และเป็นการตรวจสำคัญสำหรับการประเมินเนื้องอกมดลูก ข้อมูลที่อัลตราซาวนด์ช่วยประเมินได้ เช่น
- มีก้อนในมดลูกหรือไม่
- ก้อนมีขนาดเท่าไร
- มีกี่ก้อน
- อยู่บริเวณใดของมดลูก
- ก้อนอยู่ในผนังมดลูก ยื่นเข้าโพรงมดลูก หรือโตออกด้านนอก
- มีความผิดปกติอื่นบริเวณมดลูกหรือรังไข่ร่วมด้วยหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะอาการของ Fibroid ไม่ได้ขึ้นกับขนาดก้อนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับตำแหน่งและจำนวนก้อนด้วย
อัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องกับทางช่องคลอดต่างกันอย่างไร?
การตรวจอัลตราซาวนด์บริเวณอุ้งเชิงกรานสามารถทำได้หลายวิธี โดยที่พบบ่อย ได้แก่
- อัลตราซาวนด์ทางหน้าท้อง ใช้หัวตรวจวางบริเวณหน้าท้องเพื่อดูมดลูกและอวัยวะในอุ้งเชิงกราน โดยมักต้องมีปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะพอสมควรเพื่อช่วยให้เห็นอวัยวะได้ดีขึ้น
- อัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด ใช้หัวตรวจขนาดเล็กสอดเข้าไปในช่องคลอด ทำให้หัวตรวจอยู่ใกล้มดลูกและรังไข่มากขึ้น จึงสามารถเห็นรายละเอียดของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจนขึ้นในหลายกรณี
ตรวจอัลตราซาวนด์แล้วเพียงพอหรือไม่?
สำหรับหลายกรณี อัลตราซาวนด์ให้ข้อมูลเพียงพอสำหรับการตรวจพบและประเมินเนื้องอกมดลูกเบื้องต้น หากเห็นก้อนชัดเจน สามารถระบุตำแหน่ง ขนาด และจำนวนได้ และไม่มีประเด็นอื่นที่ต้องตรวจเพิ่มเติม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำ MRI ต่อเสมอไป แต่บางสถานการณ์อาจต้องการรายละเอียดมากขึ้น เช่น
- มีก้อนหลายก้อนจนประเมินรายละเอียดได้ยาก
- ต้องการข้อมูลตำแหน่งและขอบเขตของก้อนอย่างละเอียดก่อนวางแผนรักษา
- ต้องการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างก้อนกับโพรงมดลูก
- ผลอัลตราซาวนด์ยังไม่สามารถอธิบายความผิดปกติได้ชัดเจน
- ต้องการแยก Fibroid ออกจากความผิดปกติของมดลูกบางชนิด
เมื่อไรจึงอาจต้องตรวจ MRI?
MRI หรือ Magnetic Resonance Imaging สามารถสร้างภาพเนื้อเยื่อของมดลูกได้ละเอียด และช่วยแสดงตำแหน่ง จำนวน ขนาด และลักษณะของก้อนได้ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม MRI ไม่ใช่การตรวจที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีเนื้องอกมดลูกทุกคน อาจมีการพิจารณา MRI ในบางสถานการณ์ เช่น ต้องการข้อมูลของก้อนอย่างละเอียดมากขึ้น ผลอัลตราซาวนด์ยังไม่ชัดเจน หรือจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติมในการวางแผนการรักษาบางวิธี
Sonohysterography คืออะไร?
หากต้องการทราบว่า ก้อนยื่นเข้าไปในโพรงมดลูกมากน้อยเพียงใด ในกรณีนี้อาจใช้ Saline Infusion Sonohysterography ซึ่งเป็นการใส่น้ำเกลือปลอดเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ น้ำเกลือจะช่วยให้โพรงมดลูกกางออก ทำให้เห็นรูปร่างด้านในของโพรงมดลูกและความผิดปกติที่ยื่นเข้าไปในโพรงได้ชัดขึ้น การตรวจชนิดนี้จึงมีประโยชน์เมื่อสงสัยก้อนที่อยู่ใกล้หรือยื่นเข้าโพรงมดลูก รวมถึงความผิดปกติบางชนิดภายในโพรงมดลูก
การส่องกล้องโพรงมดลูกใช้เมื่อไร?
Hysteroscopy หรือการส่องกล้องโพรงมดลูก เป็นการใช้กล้องขนาดเล็กผ่านทางช่องคลอดและปากมดลูกเข้าไปดูด้านในของโพรงมดลูกโดยตรง จึงมีประโยชน์เมื่อจำเป็นต้องประเมินความผิดปกติที่อยู่ภายในโพรงมดลูก เช่น ก้อนที่ยื่นเข้ามาในโพรง แต่การส่องกล้องโพรงมดลูกไม่ใช่การตรวจคัดกรองที่ทุกคนต้องทำหลังพบ Fibroid จากอัลตราซาวนด์ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งก้อน อาการ และจุดประสงค์ของการตรวจ
สรุป
การตรวจเนื้องอกมดลูกมักเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอัลตราซาวนด์ เพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาด และจำนวนของก้อน สำหรับหลายกรณีข้อมูลเหล่านี้เพียงพอต่อการประเมินเบื้องต้น และไม่จำเป็นต้องทำ MRI หรือส่องกล้องโพรงมดลูกทุกคน หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม การเลือกตรวจ MRI, Sonohysterography หรือ Hysteroscopy จะขึ้นอยู่กับคำถามที่ต้องการหาคำตอบ เช่น ต้องการเห็นรายละเอียดของก้อนมากขึ้น หรือต้องการประเมินความผิดปกติภายในโพรงมดลูก ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมคือ เลือกการตรวจให้ตรงกับข้อมูลที่จำเป็น ไม่ใช่ตรวจทุกอย่างพร้อมกัน
คำถามที่พบบ่อย
Q: สงสัยเนื้องอกมดลูก ตรวจอะไรเป็นอันดับแรก?
A: หลังซักประวัติและประเมินอาการ การอัลตราซาวนด์เป็นการตรวจด้วยภาพที่ใช้บ่อยและช่วยประเมินตำแหน่ง ขนาด และจำนวนของก้อนได้
Q: อัลตราซาวนด์เห็นเนื้องอกมดลูกชัดไหม?
A: สามารถตรวจพบและประเมิน Fibroid ได้ในหลายกรณี แต่ความชัดเจนขึ้นอยู่กับตำแหน่ง จำนวนและขนาดก้อน รวมถึงวิธีตรวจ หากข้อมูลยังไม่เพียงพออาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม
Q: เป็นเนื้องอกมดลูกต้องทำ MRI ทุกคนไหม?
A: ไม่จำเป็น MRI มักใช้เมื่อจำเป็นต้องเห็นรายละเอียดมากขึ้น หรือเมื่อข้อมูลจากการตรวจเดิมยังไม่เพียงพอต่อการประเมินหรือวางแผนรักษา
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









