การวินิจฉัย PCOS ไม่สามารถพิจารณาจากอาการเพียงข้อเดียว และไม่สามารถยืนยันจากการพบฟองไข่หลายใบในอัลตราซาวนด์เพียงอย่างเดียว แพทย์ต้องประเมินประวัติรอบเดือน อาการของฮอร์โมนเพศชาย ผลตรวจเลือด และลักษณะของรังไข่ พร้อมตรวจหาภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกันก่อนยืนยันการวินิจฉัย แนวทางสากลฉบับปี 2023 ซึ่งได้รับการปรับคำเรียกจาก PCOS เป็น PMOS ในปี 2026 ยังคงใช้หลักเกณฑ์การวินิจฉัยเดิม โดยในผู้ใหญ่ต้องพบองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ หลังจากตัดสาเหตุอื่นออกแล้ว
เกณฑ์วินิจฉัย PCOS
แพทย์มักใช้เกณฑ์ Rotterdam ที่ปรับปรุงตามหลักฐานปัจจุบัน โดยต้องพบอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้
1. การตกไข่ผิดปกติหรือรอบเดือนผิดปกติ อาการที่อาจบ่งชี้ว่าไข่ตกไม่สม่ำเสมอ ได้แก่
- ประจำเดือนมาห่าง
- รอบเดือนยาวกว่าปกติ
- ประจำเดือนขาดหลายเดือน
- มีประจำเดือนน้อยครั้งต่อปี
- มีบุตรยากจากภาวะไข่ไม่ตก
อย่างไรก็ตาม การที่ประจำเดือนมาทุกเดือนไม่ได้ยืนยันว่ามีการตกไข่ทุกครั้ง หากแพทย์สงสัย อาจพิจารณาตรวจระดับโปรเจสเตอโรนในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อประเมินว่ามีการตกไข่หรือไม่
2. มีภาวะฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง ฮอร์โมนแอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนที่พบได้ตามปกติในผู้หญิง แต่ผู้ที่เป็น PCOS อาจมีระดับสูงเกินไป โดยประเมินได้ 2 ลักษณะ
อาการที่เห็นได้จากภายนอก
- ขนขึ้นมากผิดปกติบริเวณหน้า คาง หน้าอก หรือหน้าท้อง
- สิวเรื้อรังหรือสิวอักเสบรุนแรง
- ผมบางในรูปแบบคล้ายศีรษะล้านแบบผู้ชาย
ผลตรวจเลือด
- Total testosterone
- Free testosterone หรือค่าที่ใช้ประเมินฮอร์โมนเพศชายอิสระ
- อาจพิจารณา androstenedione หรือ DHEAS เมื่อผลเบื้องต้นยังไม่ชัดเจน
แนวทางสากลให้ความสำคัญกับการใช้วิธีตรวจฮอร์โมนที่มีความแม่นยำ เนื่องจากระดับฮอร์โมนในผู้หญิงมีปริมาณต่ำและอาจได้รับผลกระทบจากยาคุมกำเนิดหรือยาฮอร์โมน
3. พบลักษณะรังไข่แบบหลายฟองไข่จากอัลตราซาวนด์ หรือมี AMH สูง แพทย์อาจใช้อัลตราซาวนด์ตรวจจำนวนฟองไข่ขนาดเล็กและขนาดของรังไข่ หากพบลักษณะที่เข้าเกณฑ์ อาจนับเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการวินิจฉัย ในผู้ใหญ่ แนวทางปี 2023 อนุญาตให้ใช้ระดับ Anti-Müllerian Hormone: AMH เป็นทางเลือกแทนการอัลตราซาวนด์เพื่อประเมินลักษณะรังไข่แบบหลายฟองไข่ได้ในบางกรณี แต่ไม่ควรใช้ AMH เป็นการตรวจเพียงอย่างเดียวเพื่อวินิจฉัย PCOS และไม่จำเป็นต้องตรวจทั้ง AMH และอัลตราซาวนด์พร้อมกัน เนื่องจากอาจเพิ่มโอกาสวินิจฉัยเกินความเป็นจริง
ตรวจ PCOS ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง?
ขั้นตอนที่ 1 ซักประวัติรอบเดือนและอาการ
- อายุที่เริ่มมีประจำเดือน
- ความยาวของรอบเดือน
- ประจำเดือนขาดนานที่สุดกี่เดือน
- จำนวนครั้งที่มีประจำเดือนในหนึ่งปี
- สิว ขนดก หรือผมบาง
- น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลง
- ประวัติการตั้งครรภ์และการมีบุตรยาก
- ยา ฮอร์โมน หรืออาหารเสริมที่ใช้อยู่
- ประวัติ PCOS เบาหวาน หรือโรคฮอร์โมนในครอบครัว
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจร่างกาย
- น้ำหนักและส่วนสูง
- ดัชนีมวลกาย
- รอบเอว
- ความดันโลหิต
- ลักษณะและตำแหน่งของขน
- สิวและภาวะผมบาง
- ผิวหนังคล้ำและหนาบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ
ผิวหนังคล้ำที่เรียกว่า Acanthosis Nigricans อาจพบร่วมกับภาวะดื้ออินซูลิน แต่ไม่สามารถใช้ยืนยัน PCOS ได้ด้วยตัวเอง
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจเลือดประเมินฮอร์โมน นอกจากการตรวจแอนโดรเจน แพทย์อาจสั่งตรวจเพื่อแยกโรคอื่นที่ทำให้ประจำเดือนผิดปกติหรือฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น
- การทดสอบการตั้งครรภ์
- TSH เพื่อประเมินการทำงานของต่อมไทรอยด์
- Prolactin
- 17-hydroxyprogesterone เพื่อคัดกรองภาวะต่อมหมวกไตผิดปกติบางชนิด
- การตรวจเพิ่มเติมตามอาการ หากสงสัยโรคคุชชิงหรือเนื้องอกที่สร้างแอนโดรเจน
การตัดสาเหตุอื่นออกเป็นส่วนสำคัญของการวินิจฉัย เพราะ PCOS ไม่มีการตรวจเลือดชนิดเดียวที่สามารถยืนยันโรคได้ทันที
ขั้นตอนที่ 4 อัลตราซาวนด์รังไข่ การอัลตราซาวนด์ช่วยประเมินจำนวนฟองไข่และปริมาตรของรังไข่ โดยการตรวจผ่านช่องคลอดมักให้ภาพชัดกว่าในผู้ใหญ่ที่ยินยอมและเหมาะสมกับการตรวจ ส่วนผู้ที่ไม่สะดวกตรวจผ่านช่องคลอดอาจตรวจผ่านหน้าท้องแทน แต่ความละเอียดอาจแตกต่างกัน
สิ่งที่เห็นในอัลตราซาวนด์ของ PCOS คือ ฟองไข่ขนาดเล็กที่ยังเจริญไม่เต็มที่ ไม่ใช่ถุงน้ำอันตรายหรือเนื้องอกที่ต้องผ่าตัดออก
หากผู้ป่วยมีทั้งรอบเดือนผิดปกติและอาการหรือผลเลือดแสดงแอนโดรเจนสูงอย่างชัดเจน แพทย์อาจวินิจฉัย PCOS ได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจอัลตราซาวนด์หรือ AMH เพิ่ม เพราะเข้าเกณฑ์ครบ 2 ข้อแล้ว
เป็น PCOS ต้องตรวจน้ำตาลและไขมันด้วยหรือไม่?
PCOS เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านระบบเผาผลาญ แพทย์จึงอาจประเมินเพิ่มเติม ได้แก่
- การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม หรือ OGTT
- น้ำตาลขณะอดอาหาร
- HbA1c
- ระดับไขมันในเลือด
- ความดันโลหิต
แนวทางสากลระบุว่า OGTT มีความแม่นยำสูงที่สุดในการประเมินความผิดปกติของระดับน้ำตาลในผู้ที่เป็น PCOS และควรพิจารณาเป็นพิเศษก่อนวางแผนตั้งครรภ์หรือเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก
อย่างไรก็ตาม การตรวจน้ำตาลและไขมันใช้ประเมินความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน ไม่ใช่เกณฑ์หลักสำหรับยืนยันว่าเป็น PCOS
ต้องหยุดยาคุมก่อนตรวจฮอร์โมนหรือไม่?
ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมสามารถเปลี่ยนระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนและเพิ่ม SHBG ทำให้การแปลผลตรวจเลือดยากขึ้น หากจำเป็นต้องประเมินฮอร์โมนอย่างแม่นยำ แพทย์อาจพิจารณาให้หยุดยาเป็นระยะเวลาหนึ่งและเลือกวิธีคุมกำเนิดอื่นชั่วคราว แต่ไม่ควรหยุดยาด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนทุกครั้ง
สรุป
การตรวจ PCOS ไม่ได้อาศัยผลอัลตราซาวนด์หรือค่าฮอร์โมนเพียงค่าเดียว ในผู้ใหญ่ แพทย์จะพิจารณาอย่างน้อย 2 ใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การตกไข่ผิดปกติ ภาวะแอนโดรเจนสูง และลักษณะรังไข่แบบหลายฟองไข่จากอัลตราซาวนด์หรือระดับ AMH ที่เข้าเกณฑ์ พร้อมตรวจแยกโรคอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน การวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้สามารถวางแผนดูแลรอบเดือน ภาวะเจริญพันธุ์ และความเสี่ยงด้านน้ำตาล ไขมัน และสุขภาพในระยะยาวได้ครบถ้วน
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









