หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ประจำเดือนมาน้อย เกิดจากอะไร? แบบไหนผิดปกติ

ประจำเดือนมาน้อย เกิดจากอะไร? แบบไหนผิดปกติ

ประจำเดือนมาน้อย เกิดจากอะไร? แบบไหนผิดปกติ

ประจำเดือนมาน้อยไม่จำเป็นต้องผิดปกติเสมอไป เพราะปริมาณเลือดประจำเดือนของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนมีประจำเดือนเพียง 2–3 วันและมีปริมาณไม่มากเป็นปกติอยู่แล้ว สิ่งที่ควรสังเกตคือ ประจำเดือนน้อยลงจากเดิมอย่างชัดเจนหรือไม่ เช่น จากเดิมมา 5 วัน กลายเป็น 1–2 วัน หรือจากที่เคยใช้ผ้าอนามัยหลายแผ่นต่อวัน เหลือเพียงเลือดเล็กน้อยหรือกะปริบกะปรอย หากเกิดขึ้นเพียงรอบเดียวอาจเป็นความเปลี่ยนแปลงชั่วคราว แต่ถ้าเกิดซ้ำหลายเดือน โดยเฉพาะร่วมกับประจำเดือนมาห่าง ประจำเดือนขาด น้ำหนักเปลี่ยน หรือมีโอกาสตั้งครรภ์ ควรหาสาเหตุที่แน่ชัด

ประจำเดือนมาน้อย แบบไหนเรียกว่าผิดปกติ?

โดยทั่วไปประจำเดือนสามารถอยู่นานประมาณ 2–7 วัน และปริมาณเลือดแตกต่างกันในแต่ละคน ดังนั้นสิ่งที่ควรดูคือ การเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบปกติของตัวเอง ตัวอย่างเช่น

  • ปกติมา 4–5 วัน → ช่วงหลังเหลือ 1–2 วัน
  • ปกติเลือดออกปานกลาง → ช่วงหลังออกเพียงเล็กน้อย
  • จากประจำเดือนตามปกติ → กลายเป็นเพียงเลือดกะปริบกะปรอย
  • ประจำเดือนมาน้อยพร้อมกับรอบเดือนเริ่มห่างขึ้น
  • ประจำเดือนน้อยลงต่อเนื่องหลายรอบ

ในทางกลับกัน หากประจำเดือนมาประมาณ 2–3 วันมาตลอด รอบเดือนสม่ำเสมอ และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ก็อาจเป็นรูปแบบปกติของคนนั้นได้

อ่านเพิ่มเติม: รอบเดือนปกติกี่วัน? เช็กแบบไหนเรียกว่าประจำเดือนผิดปกติ

ประจำเดือนมา 1–2 วัน ถือว่าน้อยไหม?

ประจำเดือนทั่วไปสามารถอยู่ประมาณ 2–7 วัน ดังนั้นการมีประจำเดือน 2 วันยังสามารถพบได้ และไม่ได้หมายความว่ามีโรคเสมอไป แต่ถ้าเดิมมีประจำเดือน 5–6 วัน แล้วช่วงหลังเหลือเพียง 1–2 วันอย่างต่อเนื่อง ควรสังเกตว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นในช่วงนั้น เช่น

  • น้ำหนักลดลงมากหรือไม่
  • กินอาหารน้อยลงหรือไม่
  • ออกกำลังกายหนักขึ้นหรือไม่
  • เครียดมากขึ้นหรือไม่
  • เริ่มใช้ยาคุมกำเนิดหรือไม่
  • รอบเดือนเริ่มมาห่างขึ้นหรือไม่

ประจำเดือนมาน้อย เกิดจากอะไร?

สาเหตุมีตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ การคุมกำเนิด ไปจนถึงภาวะที่รบกวนการตกไข่

1. การคุมกำเนิดแบบฮอร์โมน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย เนื่องจากวิธีคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนหลายชนิดสามารถทำให้ประจำเดือน น้อยลง สั้นลง หรือหยุดไป เพราะฮอร์โมนมีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง ดังนั้นหากประจำเดือนน้อยลงหลังเริ่มคุมกำเนิด อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นจากวิธีคุมกำเนิดนั้นได้

2. น้ำหนักลดลงมากหรือกินอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายต้องได้รับพลังงานเพียงพอเพื่อให้ระบบฮอร์โมนและการตกไข่ทำงานตามปกติ หาก

  • ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
  • จำกัดอาหารมากเกินไป
  • กินพลังงานไม่เพียงพอ
  • มีไขมันในร่างกายต่ำมาก

ร่างกายอาจลดการส่งสัญญาณฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ ทำให้ประจำเดือนมาน้อยลง รอบเดือนยาวขึ้น ประจำเดือนมาช้า และหากรุนแรงขึ้น ประจำเดือนอาจขาดไปได้

อ่านเพิ่มเติม: ประจำเดือนขาดเกิดจากอะไร? ถ้าไม่ท้องยังมีสาเหตุอะไรอีก

3. ออกกำลังกายหนักเกินไป การออกกำลังกายไม่ได้ทำให้ประจำเดือนผิดปกติเสมอไป แต่ปัญหามักเกิดเมื่อใช้พลังงานมากและได้รับพลังงานจากอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่

  • ออกกำลังกายหนักเกือบทุกวัน
  • เพิ่มความหนักของการฝึกอย่างรวดเร็ว
  • ลดน้ำหนักร่วมด้วย
  • จำกัดอาหารมาก
  • มีไขมันในร่างกายต่ำ

หากประจำเดือนเริ่มน้อยลงพร้อมกับน้ำหนักลดหรือการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นมาก ควรพิจารณาเรื่องพลังงานที่ร่างกายได้รับด้วย

4. ความเครียด ความเครียดสามารถรบกวนระบบฮอร์โมนที่ควบคุมรอบเดือนและการตกไข่ ในบางคนอาจทำให้

  • ไข่ตกช้าลง
  • รอบเดือนยาวขึ้น
  • ประจำเดือนมาช้า
  • ประจำเดือนเปลี่ยนไปจากเดิม

อย่างไรก็ตาม หากประจำเดือนมาน้อยลงต่อเนื่อง ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย

อ่านเพิ่มเติม: ความเครียดทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้หรือไม่?

5. PCOS PCOS มักทำให้การตกไข่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้รูปแบบของประจำเดือนเปลี่ยนไปได้ บางคนอาจมี

  • ประจำเดือนมาห่าง
  • ประจำเดือนขาด
  • รอบเดือนไม่สม่ำเสมอ
  • ปริมาณเลือดแต่ละรอบแตกต่างกัน

หากประจำเดือนมาน้อยร่วมกับรอบเดือนห่าง สิวมาก ขนบริเวณใบหน้าหรือลำตัวเพิ่มขึ้น หรือน้ำหนักเพิ่ม ควรได้รับการประเมินว่าเกี่ยวข้องกับ PCOS หรือไม่

อ่านเพิ่มเติม: PCOS คืออะไร? ทำไมจึงทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ

6. ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์มีความสัมพันธ์กับระบบสืบพันธุ์และการตกไข่ หากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ รอบเดือนจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรสังเกตอาการอื่นร่วม เช่น

  • น้ำหนักเปลี่ยนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เหนื่อยง่าย
  • ใจสั่น
  • มือสั่น
  • หนาวหรือร้อนง่ายผิดปกติ
  • ท้องผูก
  • ผิวหรือเส้นผมเปลี่ยนไป

หากมีหลายอาการร่วมกับประจำเดือนผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์

7. ช่วงใกล้หมดประจำเดือน เมื่อเข้าสู่ช่วง Perimenopause หรือช่วงก่อนหมดประจำเดือน การตกไข่และระดับฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยนแปลง ประจำเดือนจึงอาจ

  • มาถี่ขึ้นหรือห่างขึ้น
  • มามากขึ้นหรือน้อยลง
  • สั้นหรือยาวกว่าที่เคย

หากอยู่ในช่วงวัยนี้และรูปแบบประจำเดือนเริ่มเปลี่ยน จึงอาจสัมพันธ์กับการเข้าสู่ช่วงก่อนหมดประจำเดือนได้

ประจำเดือนมาน้อยในทัศนะการแพทย์จีน

ในทัศนะการแพทย์จีน ประจำเดือนมาน้อยอาจเกิดจากความไม่สมดุลจากหลายรูปแบบ เช่น 

  • เลือดพร่อง (Blood Deficiency) ปริมาณประจำเดือนน้อย สีค่อนข้างจาง อาจมีอาการหน้าซีดหรือเวียนศีรษะร่วมด้วย
  • ชี่และเลือดพร่อง (Qi and Blood Deficiency) อาจมีอ่อนเพลีย ไม่มีแรงร่วมด้วย
  • เลือดคั่ง (Blood Stasis) อาจพิจารณาร่วมกับอาการปวดและลักษณะเลือด
  • ความเย็น ตามทฤษฎีแพทย์จีนอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของชี่และเลือด

การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วย Danggui, Baishao, Shudihuang, Huangqi, Chuanxiong ฯลฯ ที่มีสรรพคุณบำรุงเลือด เสริมสร้างพลังชี่ และช่วยปรับสมดุลของพลังชี่และเลือดตามศาสตร์การแพทย์จีน ใช้ในกลุ่มอาการประจำเดือนผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะพร่องร่วมด้วย

สรุป

ประจำเดือนมาน้อยไม่จำเป็นต้องเป็นโรค เพราะปริมาณและระยะเวลาของประจำเดือนแตกต่างกันในแต่ละคน สิ่งสำคัญคือสังเกตว่าน้อยลงจากรูปแบบเดิมอย่างชัดเจนหรือเกิดซ้ำหรือไม่ สาเหตุอาจมาจากการคุมกำเนิด น้ำหนักลด การกินไม่เพียงพอ ออกกำลังกายหนัก ความเครียด PCOS หรือความผิดปกติของฮอร์โมน หากมีโอกาสตั้งครรภ์ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อน และหากประจำเดือนเปลี่ยนไปต่อเนื่องควรหาสาเหตุแทนการพยายามทำให้เลือดประจำเดือนออกมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

Q: ประจำเดือนมา 2 วัน ถือว่าปกติไหม?

A: สามารถอยู่ในช่วงปกติได้ เพราะประจำเดือนทั่วไปอาจอยู่ประมาณ 2–7 วัน สิ่งสำคัญคือดูว่าต่างจากรูปแบบเดิมของตัวเองมากหรือไม่

Q: ประจำเดือนมาแค่วันเดียว ผิดปกติไหม?

A: หากเกิดเพียงครั้งเดียว ยังบอกสาเหตุไม่ได้ แต่ถ้าเดิมประจำเดือนมาหลายวันแล้วเปลี่ยนเป็นเพียงวันเดียวซ้ำ ๆ หรือมีเลือดเพียงกะปริบกะปรอย ควรหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากมีโอกาสตั้งครรภ์

Q: ประจำเดือนมาน้อยแต่ตรงทุกเดือน ต้องกังวลไหม?

A: หากเป็นรูปแบบเดิมของตัวเอง รอบเดือนสม่ำเสมอ และไม่มีอาการผิดปกติอื่น อาจไม่ใช่ปัญหา แต่หากปริมาณลดลงจากเดิมอย่างชัดเจนและต่อเนื่องควรได้รับการประเมิน

Q: กินน้อยหรือลดน้ำหนักทำให้ประจำเดือนน้อยได้ไหม?

A: ได้ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอจนรบกวนระบบฮอร์โมนและการตกไข่ หากรุนแรงขึ้นอาจทำให้รอบเดือนห่างหรือประจำเดือนขาดได้

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

[enwei_product_13336]

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top