ประจำเดือนมาช้าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความเครียด นอนน้อย น้ำหนักเปลี่ยน ออกกำลังกายหนัก การใช้ยาคุมกำเนิด ไปจนถึง PCOS หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ แต่หากมีเพศสัมพันธ์และมีโอกาสตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่ควรตรวจคือ การตั้งครรภ์ เพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของประจำเดือนที่ไม่มาตามรอบ ประจำเดือนเลื่อนเพียงไม่กี่วันเป็นครั้งคราวไม่ได้หมายความว่ามีโรคเสมอไป สิ่งสำคัญคือดูว่า รอบเดือนเปลี่ยนจากปกติของตัวเองมากแค่ไหน และเกิดขึ้นซ้ำหรือไม่
ประจำเดือนมาช้ากี่วันถึงเรียกว่า “มาช้า”
การนับรอบเดือนให้นับจากวันแรกที่มีประจำเดือนรอบหนึ่ง ถึงวันก่อนที่ประจำเดือนรอบถัดไปจะมา ตัวอย่างเช่น
- ประจำเดือนรอบก่อนเริ่มวันที่ 1 สิงหาคม
- รอบใหม่เริ่มวันที่ 30 สิงหาคม
- เท่ากับมีรอบเดือน 29 วัน
ในผู้ใหญ่ รอบเดือนโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 21–35 วัน และไม่จำเป็นต้องเท่ากับ 28 วันทุกเดือน ดังนั้นการที่ประจำเดือนมาช้ากว่าเดือนก่อน 2–3 วัน ไม่ได้หมายความว่าผิดปกติเสมอไป หากช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รอบเดือนอยู่ที่ 28 → 30 → 29 → 31 → 29 → 30 วัน แม้ประจำเดือนจะไม่ได้มาตรงวันที่เดิมทุกเดือน แต่รอบเดือนยังค่อนข้างสม่ำเสมอ
ประจำเดือนมาช้า เกิดจากอะไร?
หากประจำเดือนที่ควรมาแล้วยังไม่มา สาเหตุที่ควรนึกถึงมีดังนี้
1. การตั้งครรภ์ หากมีเพศสัมพันธ์และมีโอกาสตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ควรเป็นสิ่งแรกที่ตรวจสอบ เพราะประจำเดือนที่ขาดหรือมาช้าเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ ไม่ควรรอให้มีอาการคลื่นไส้ คัดเต้านม หรือแพ้ท้องก่อนจึงค่อยตรวจ เพราะบางคนตั้งครรภ์โดยแทบไม่มีอาการอื่นในช่วงแรก หากประจำเดือนเลยวันที่คาดว่าจะมาแล้ว สามารถตรวจด้วยชุดตรวจการตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ได้
2. ความเครียด ช่วงที่เครียดมาก ประจำเดือนสามารถเลื่อนได้จริง เพราะความเครียดสามารถรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ เมื่อไข่ตกช้ากว่าปกติ ประจำเดือนรอบนั้นก็จะมาช้าตามไปด้วย จึงอาจพบประจำเดือนเลื่อนในช่วงที่
- ทำงานหนัก
- มีความกังวลมาก
- มีปัญหาส่วนตัว
- พักผ่อนน้อย
- มีความเครียดต่อเนื่อง
NHS จัดความเครียดและความวิตกกังวลเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบได้ของรอบเดือนที่ไม่สม่ำเสมอ
3. น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือกินอาหารน้อยเกินไป อาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอ เมื่อเกิดขึ้นมาก ร่างกายอาจลดการส่งสัญญาณฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตกไข่ ส่งผลให้ไข่ตกช้า → รอบเดือนยาวขึ้น → ประจำเดือนมาช้า หากรุนแรงมากขึ้น ประจำเดือนอาจหยุดไปเลยได้
4. น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก ไม่ใช่เฉพาะน้ำหนักลดเท่านั้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากก็สัมพันธ์กับรอบเดือนที่ผิดปกติได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนผิดปกติหรือ PCOS ร่วมด้วย แต่การมีน้ำหนักเพิ่มและประจำเดือนมาช้า ไม่ได้หมายความว่าเป็น PCOS เสมอไป ต้องดูอาการและผลตรวจอื่นร่วมด้วย
5. ออกกำลังกายหนักเกินไป หากออกกำลังกายหนักมาก โดยเฉพาะเมื่อกินอาหารไม่เพียงพอกับพลังงานที่ใช้ ร่างกายอาจลดการทำงานของระบบสืบพันธุ์ชั่วคราว ทำให้การตกไข่ช้าลง ไม่ตกไข่ หรือประจำเดือนขาดได้ จึงพบปัญหานี้ได้ในนักกีฬาหรือผู้ที่เพิ่มความหนักในการออกกำลังกายพร้อมกับควบคุมอาหารอย่างมาก
6. PCOS หรือกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็นอีกสาเหตุสำคัญของรอบเดือนที่มาห่างหรือไม่สม่ำเสมอ ผู้ที่มี PCOS อาจไม่ได้มีแค่ประจำเดือนมาช้า แต่อาจพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
- ประจำเดือนมาห่างเป็นประจำ
- บางเดือนประจำเดือนไม่มา
- สิวมาก
- ผิวมัน
- ขนบริเวณใบหน้าหรือลำตัวเพิ่มขึ้น
- น้ำหนักเพิ่มหรือลดน้ำหนักยาก
- มีบุตรยากจากการตกไข่ไม่สม่ำเสมอ
7. ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ทั้งภาวะไทรอยด์ทำงานมากเกินไปและน้อยเกินไปสามารถส่งผลต่อรอบเดือนได้ หากประจำเดือนมาช้าหรือไม่สม่ำเสมอร่วมกับอาการ เช่น
- น้ำหนักเปลี่ยนผิดปกติ
- เหนื่อยง่าย
- ใจสั่น
- มือสั่น
- หนาวง่ายหรือร้อนง่าย
- ท้องผูก
8. ยาคุมกำเนิดและการคุมกำเนิดแบบฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด และห่วงคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนสามารถเปลี่ยนรูปแบบของประจำเดือนได้ บางคนอาจมีเลือดออกน้อยลง รอบเดือนเปลี่ยน หรือไม่มีประจำเดือนในบางช่วง ดังนั้นหากประจำเดือนเปลี่ยนหลังเริ่ม เปลี่ยน หรือหยุดวิธีคุมกำเนิด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อเข้ารับการประเมิน
9. ช่วงใกล้หมดประจำเดือน ในช่วงก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน การตกไข่อาจเริ่มไม่สม่ำเสมอ ทำให้รอบเดือนเปลี่ยนไปจากเดิม บางรอบอาจสั้นลง บางรอบยาวขึ้น หรือขาดไปบางเดือน โดยช่วงเปลี่ยนผ่านนี้มักเกิดในวัยประมาณ 45–55 ปี แต่ช่วงเวลาของแต่ละคนแตกต่างกันได้

ประจำเดือนมาช้า 3–7 วัน อันตรายไหม?
หากมาช้าเพียงไม่กี่วันเป็นครั้งคราว ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผิดปกติ ตัวอย่างเช่น ปกติรอบเดือนประมาณ 28–30 วัน แต่เดือนนี้มาในวันที่ 32 อาจเป็นความแปรปรวนของรอบเดือนที่เกิดขึ้นได้ ควรดูมากกว่าว่า
- รอบเดือนทั้งหมดเกิน 35 วันหรือไม่
- เกิดขึ้นซ้ำหลายรอบหรือไม่
- รอบเดือนเปลี่ยนไปจากเดิมมากหรือไม่
- มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่
- มีโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่
ประจำเดือนมาช้า แต่ตรวจแล้วไม่ท้อง ต้องทำอย่างไร?
หากตรวจการตั้งครรภ์แล้วไม่พบการตั้งครรภ์ ให้เริ่มจากสังเกตว่าในช่วงที่ผ่านมาเกิดอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่น
- เครียดมากขึ้นหรือไม่
- นอนน้อยหรือไม่
- น้ำหนักลดหรือเพิ่มเร็วหรือไม่
- ออกกำลังกายหนักขึ้นหรือไม่
- เริ่มใช้หรือเปลี่ยนยาคุมกำเนิดหรือไม่
- กำลังให้นมบุตรหรือไม่
- มีอาการของ PCOS หรือไทรอยด์ร่วมด้วยหรือไม่
จากนั้นจดวันที่ประจำเดือนมาและติดตามรอบถัดไป หากประจำเดือนยังไม่มา ขาดซ้ำ หรือรอบเดือนเริ่มผิดปกติต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
ประจำเดือนมาช้าแบบไหนควรพบแพทย์?
- ประจำเดือนมาช้าหรือไม่สม่ำเสมอบ่อย ๆ
- รอบเดือนยาวเกินประมาณ 35 วันเป็นประจำ
- ประจำเดือนขาด 3 รอบติดต่อกัน
- รอบเดือนที่เคยสม่ำเสมอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- มีน้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- มีขนบริเวณใบหน้ามากขึ้น
- ผิวมันหรือแห้งผิดปกติ
- กำลังพยายามมีบุตรแต่รอบเดือนไม่สม่ำเสมอ
NHS แนะนำให้พบแพทย์หากประจำเดือนขาด 3 ครั้งติดต่อกัน หรือประจำเดือนขาดร่วมกับอาการอย่างน้ำหนักเปลี่ยน เหนื่อยง่าย ขนบนใบหน้าเพิ่ม หรือผิวเปลี่ยนแปลง
สรุป
ประจำเดือนมาช้าเพียงไม่กี่วันเป็นครั้งคราวไม่ได้หมายความว่ามีโรค เพราะรอบเดือนสามารถเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยได้ สาเหตุที่ทำให้เมนส์เลื่อนมีตั้งแต่ความเครียด น้ำหนักเปลี่ยน ออกกำลังกายหนัก การคุมกำเนิด ไปจนถึง PCOS และไทรอยด์ หากมีโอกาสตั้งครรภ์ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อน แต่ถ้ารอบเดือนยาวเกิน 35 วันบ่อย ๆ ประจำเดือนขาดหลายรอบ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรพยายามทำให้ประจำเดือนมาโดยที่ยังไม่ทราบต้นเหตุ
คำถามที่พบบ่อย
Q: ประจำเดือนมาช้า 3 วัน ถือว่าผิดปกติไหม?
A: ยังไม่จำเป็นต้องผิดปกติ รอบเดือนสามารถเปลี่ยนจากเดิมเล็กน้อยได้ ควรดูความยาวของรอบเดือนทั้งหมดและเปรียบเทียบกับรอบปกติของตัวเอง
Q: ประจำเดือนมาช้า 7 วัน แต่ไม่ท้อง เกิดจากอะไร?
A: หากตรวจแล้วไม่ตั้งครรภ์ อาจสัมพันธ์กับความเครียด น้ำหนักเปลี่ยน ออกกำลังกายหนัก การคุมกำเนิด PCOS ไทรอยด์ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอื่น ๆ ได้
Q: ประจำเดือนมาช้าสุดกี่วันถึงถือว่าผิดปกติ?
A: ไม่ควรตัดสินจากจำนวนวันที่ “ช้า” เพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ใหญ่ หากนับรอบเดือนแล้วระยะห่างระหว่างวันแรกของประจำเดือนแต่ละรอบ มากกว่า 35 วัน ถือว่าอยู่นอกช่วงรอบเดือนปกติทั่วไป และหากเกิดบ่อยควรหาสาเหตุ
Q: เครียดทำให้ประจำเดือนเลื่อนได้กี่วัน?
A: ไม่มีจำนวนวันที่แน่นอน เพราะผลของความเครียดต่อการตกไข่แตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่ควรใช้จำนวนวันที่ประจำเดือนเลื่อนเพื่อสรุปว่าเกิดจากความเครียด
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)
[enwei_product_13336]








