โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่โครงสร้างภายในข้อเข่าค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปแพทย์สามารถแบ่งความรุนแรงจากภาพเอกซเรย์ตามเกณฑ์ Kellgren–Lawrence หรือ KL grading ตั้งแต่เกรด 0 ซึ่งยังไม่พบลักษณะข้อเสื่อม ไปจนถึงเกรด 4 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของข้ออย่างรุนแรง
ระยะที่ 1 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของข้อ
ในระยะแรก ภาพเอกซเรย์อาจพบเพียงกระดูกงอกขนาดเล็กมาก หรือยังไม่สามารถยืนยันความผิดปกติได้ชัดเจน กระดูกอ่อนอาจเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ช่องว่างระหว่างข้อยังไม่แคบลงอย่างเห็นได้ชัด อาการที่อาจพบ
- ส่วนใหญ่อาจยังไม่มีอาการ
- ปวดเล็กน้อยหลังเดินหรือยืนนาน
- รู้สึกตึงเข่าหลังใช้งานหนัก
- อาจมีเสียงในข้อโดยไม่ปวด
- อาการมักดีขึ้นเมื่อพัก
ระยะนี้เหมาะกับการเริ่มปรับพฤติกรรม เช่น ควบคุมน้ำหนัก เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มแรงกระแทกต่อข้อเข่ามากเกินไป
ระยะที่ 2 ข้อเข่าเสื่อมเล็กน้อย
ระยะนี้เริ่มเห็น กระดูกงอกอย่างชัดเจน บนภาพเอกซเรย์ แต่ช่องว่างระหว่างข้ออาจยังคงอยู่หรือเริ่มแคบลงเพียงเล็กน้อย ตามเกณฑ์ Kellgren–Lawrence ระยะนี้ถือเป็นจุดที่สามารถระบุลักษณะข้อเสื่อมจากภาพเอกซเรย์ได้ชัดขึ้น อาการที่อาจพบ
- ปวดหลังเดินหรือยืนนาน
- ปวดเวลาขึ้นลงบันได
- ปวดเมื่อลุกจากเก้าอี้
- ข้อฝืดหลังตื่นนอนหรือนั่งนาน
- อาจมีเสียงกรอบแกรบร่วมกับอาการปวด
- อาการยังมักดีขึ้นเมื่อพัก
ผู้ป่วยระยะนี้มักยังทำกิจวัตรประจำวันได้ แต่ควรเริ่มดูแลอย่างจริงจัง เพราะการลดน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดอาการและภาระต่อข้อได้
ระยะที่ 3 ข้อเข่าเสื่อมปานกลาง
ภาพเอกซเรย์จะเห็นกระดูกงอกหลายตำแหน่ง ช่องว่างระหว่างข้อแคบลงอย่างชัดเจน และอาจเริ่มเห็นกระดูกใต้ผิวข้อหนาหรือแข็งขึ้น อาการที่อาจพบ
- ปวดบ่อยขึ้นขณะเดินหรือยืน
- ปวดเวลาขึ้นลงบันได
- ข้อฝืดและงอเหยียดได้ลดลง
- อาจมีข้อบวมหลังใช้งาน
- เข่ามีเสียงกรอบแกรบชัดขึ้น
- เดินไกลหรือทำกิจกรรมได้น้อยลง
- บางคนเริ่มปวดแม้ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย
ระยะนี้อาจกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวันมากขึ้น การดูแลควรรวมทั้งการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล การควบคุมน้ำหนัก การใช้ยา หรือวิธีรักษาอื่น ๆ
ระยะที่ 4 ข้อเข่าเสื่อมรุนแรง
ระยะที่ 4 เป็นระดับที่ภาพเอกซเรย์พบช่องว่างข้อแคบลงอย่างมาก กระดูกงอกมีขนาดใหญ่ กระดูกใต้ผิวข้อแข็งขึ้น และอาจเริ่มมีรูปร่างของกระดูกหรือแนวข้อผิดปกติ อาการที่อาจพบ
- ปวดมากขณะเดิน ยืน หรือลุกนั่ง
- อาจปวดแม้ขณะพักหรือเวลากลางคืน
- ข้อฝืดและเคลื่อนไหวได้น้อยลงมาก
- ข้อบวมเป็น ๆ หาย ๆ
- เดินได้ระยะสั้นลง
- ขาอาจโก่งหรือข้อเข่าผิดรูป
- ต้องใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดิน
- คุณภาพชีวิตและการทำกิจวัตรลดลงชัดเจน
หากอาการรุนแรงและการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม การอยู่ในระยะที่ 4 จากภาพเอกซเรย์ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องผ่าตัดทันที เพราะการตัดสินใจต้องพิจารณาระดับอาการและผลกระทบต่อชีวิตร่วมด้วย

เข่าเสื่อมระยะไหนรักษาได้โดยไม่ผ่าตัด?
ข้อเข่าเสื่อมทุกระยะสามารถเริ่มต้นด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ โดยเฉพาะผู้ที่ยังสามารถควบคุมอาการและใช้ชีวิตประจำวันได้ แนวทางสำคัญ ได้แก่
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- ออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า
- เลือกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ
- ปรับท่าทางและลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ
- ใช้ยาแก้ปวดหรือยาทาตามคำแนะนำของแพทย์
- ทำกายภาพบำบัด
- ใช้อุปกรณ์ช่วยเดินเมื่อจำเป็น
การออกกำลังกายเพื่อการรักษาและการควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกินถือเป็นแนวทางหลักของการดูแลโรคข้อเสื่อม ไม่ว่าจะอยู่ในระยะใด
เข่าเสื่อมระยะไหนต้องผ่าตัด?
ไม่มีระยะใดที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเมื่อ
- ปวดรุนแรงและต่อเนื่อง
- เดินหรือทำกิจวัตรประจำวันลำบาก
- ข้อเข่าผิดรูปหรือเคลื่อนไหวจำกัดมาก
- รักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
- อาการส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน
ผู้ที่อยู่ในระยะ 3 หรือ 4 อาจมีโอกาสได้รับการประเมินเรื่องผ่าตัดมากขึ้น แต่ยังต้องพิจารณาอายุ สุขภาพโดยรวม ความต้องการ และความพร้อมของผู้ป่วยแต่ละราย
อ่านเพิ่มเติม: เข่าเสื่อมระยะไหนต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า?
สรุป
ข้อเข่าเสื่อมมักแบ่งเป็น 4 ระยะตามระดับความเปลี่ยนแปลงที่พบในภาพเอกซเรย์ ตั้งแต่ระยะแรกที่อาการยังไม่ชัด ไปจนถึงระยะรุนแรงที่ช่องข้อแคบและอาจเกิดข้อผิดรูป อย่างไรก็ตาม ระยะในภาพเอกซเรย์อาจไม่ตรงกับระดับความปวดเสมอไป การดูแลจึงต้องพิจารณาทั้งอาการ ความสามารถในการใช้ข้อ ผลกระทบต่อชีวิต และผลการตรวจร่วมกัน การเริ่มควบคุมน้ำหนัก เสริมกล้ามเนื้อ และปรับกิจกรรมตั้งแต่ระยะต้น สามารถช่วยลดอาการและรักษาความสามารถในการใช้ข้อได้นานขึ้น ส่วนการผ่าตัดจะพิจารณาเมื่ออาการรุนแรงและการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่เพียงพอ ไม่ได้ตัดสินจากหมายเลขระยะเพียงอย่างเดียว
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









