หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ชะลอไตเสื่อมได้อย่างไร? 8 วิธีดูแลไตให้เสื่อมช้าลง

ชะลอไตเสื่อมได้อย่างไร? 8 วิธีดูแลไตให้เสื่อมช้าลง

ชะลอไตเสื่อมได้อย่างไร? 8 วิธีดูแลไตให้เสื่อมช้าลง

การชะลอไตเสื่อมทำได้ โดยหัวใจสำคัญคือควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ ลดปัจจัยที่ทำร้ายไต และติดตามการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมความดันโลหิตและเบาหวาน ลดโซเดียม รับประทานอาหารให้เหมาะกับระยะโรค ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงยาและสารที่อาจเป็นอันตรายต่อไต รวมถึงใช้ยาที่มีหลักฐานช่วยชะลอโรคตามข้อบ่งใช้ของแพทย์ 

ทำไมต้องรีบชะลอไตเสื่อม? 

โรคไตเรื้อรัง หรือ Chronic Kidney Disease: CKD เกิดจากความเสียหายของไตที่คงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน เมื่อหน่วยไตเสียหายถาวรแล้ว ส่วนที่สูญเสียไปมักไม่สามารถกลับมาเป็นปกติทั้งหมดได้ เป้าหมายของการดูแลจึงไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเลข eGFR สูงขึ้น แต่คือ 

  • ทำให้ eGFR ลดลงช้าที่สุด
  • ลดอัลบูมินหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • ลดโอกาสเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย

ผู้ป่วยแต่ละคนมีความเร็วในการเสื่อมของไตไม่เท่ากัน การควบคุมปัจจัยเสี่ยงจึงมีผลอย่างมากต่อแนวโน้มของโรค 

อ่านเพิ่มเติม: ไตเสื่อมรักษาหายไหม? หรือทำได้เพียงชะลอการเสื่อม

8 วิธีชะลอไตเสื่อมที่สำคัญ

1. ควบคุมความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงเป็นทั้งสาเหตุและตัวเร่งของโรคไตเรื้อรัง เมื่อความดันสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดขนาดเล็กและหน่วยกรองภายในไตจะได้รับแรงดันมากขึ้น ทำให้ไตเสียหายต่อเนื่อง สิ่งที่ช่วยควบคุมความดัน ได้แก่ 

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • ลดโซเดียม
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ออกกำลังกาย
  • งดสูบบุหรี่
  • วัดความดันสม่ำเสมอ

2. ควบคุมระดับน้ำตาลหากเป็นเบาหวาน

เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของ CKD เพราะระดับน้ำตาลสูงเรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือดและโครงสร้างที่ทำหน้าที่กรองเลือดภายในไต การควบคุมเบาหวานจึงช่วยลดความเสียหายต่อไตในระยะยาว หลักสำคัญ ได้แก่

  • รับประทานอาหารให้เหมาะสม
  • ออกกำลังกาย
  • ใช้ยาตามคำแนะนำ
  • ติดตามระดับน้ำตาลและ HbA1c
  • ตรวจ eGFR และ UACR ตามความเหมาะสม

ปัจจุบันมียาบางกลุ่ม เช่น SGLT2 inhibitor ที่มีหลักฐานช่วยลดความเสี่ยงการดำเนินของ CKD ในผู้ป่วยที่เหมาะสม ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะลดระดับน้ำตาลเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม: เบาหวานทำให้ไตเสื่อมได้อย่างไร?

3. ลดเค็ม แต่ไม่จำเป็นต้องกินจืดจนกินไม่ได้

การได้รับโซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ร่างกายกักน้ำมากขึ้น อาการบวมเพิ่มขึ้น และการควบคุมความดันทำได้ยากขึ้น อาหารโซเดียมสูงที่ควรระวัง เช่น

  • น้ำปลา
  • ซีอิ๊ว
  • ซอสปรุงรส
  • อาหารหมักดอง
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • เนื้อแปรรูป
  • อาหารสำเร็จรูป
  • ขนมขบเคี้ยว

4. กินโปรตีนให้เหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป

ผู้ป่วย CKD มักกังวลเรื่องการกินโปรตีนแล้วไตทำงานหนัก จนบางคนงดเนื้อสัตว์หรือโปรตีนเกือบทั้งหมด แต่ร่างกายยังต้องใช้โปรตีนเพื่อ

  • รักษามวลกล้ามเนื้อ
  • ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • สร้างฮอร์โมนและเอนไซม์
  • ป้องกันภาวะขาดสารอาหาร

ในผู้ป่วย CKD ที่ยังไม่ได้ฟอกไต อาจต้องควบคุมปริมาณโปรตีนตามระยะของโรค แต่ต้องได้รับพลังงานเพียงพอด้วย เพื่อป้องกันร่างกายสลายกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน

อ่านเพิ่มเติม: ผู้ป่วยไตเสื่อมควรกินโปรตีนอย่างไร?

5. อย่าเหมารวมว่าต้องงดผัก ผลไม้ โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสทุกคน

การจำกัดโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสขึ้นอยู่กับระยะ CKD ผลเลือด ยาที่ใช้ โรคร่วม และรูปแบบอาหาร KDIGO 2024 ให้ความสำคัญกับรูปแบบอาหารที่มีอาหารจากพืชมากขึ้นและอาหารแปรรูปสูงน้อยลง แต่ต้องปรับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโปรตีนให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน

อ่านเพิ่มเติม: ไตเสื่อมกินอะไรดี? หลักการเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต

6. หลีกเลี่ยงยาและสารที่อาจทำร้ายไต

สิ่งที่ควรระวัง ได้แก่

  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
  • สมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนประกอบ
  • อาหารเสริมที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย
  • ยาที่ซื้อรับประทานเองเป็นเวลานาน
  • การใช้ยาหลายชนิดโดยไม่แจ้งแพทย์

NSAIDs เช่น ibuprofen, naproxen และ diclofenac สามารถลดการไหลเวียนเลือดเข้าสู่ไตและเพิ่มความเสี่ยงต่อไตบาดเจ็บ โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD อยู่แล้ว ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ

7. ออกกำลังกายและงดสูบบุหรี่

การออกกำลังกายช่วยได้มากกว่าการลดน้ำหนัก เพราะมีส่วนช่วย

  • ควบคุมความดัน
  • ควบคุมน้ำตาล
  • รักษามวลกล้ามเนื้อ
  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยการนอนและสุขภาพโดยรวม

ผู้ที่ยังไม่เคยออกกำลังกายสามารถเริ่มจากกิจกรรมเบา ๆ เช่น เดิน แล้วค่อยเพิ่มตามความสามารถและคำแนะนำของแพทย์ ส่วนการสูบบุหรี่ทำลายหลอดเลือด รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต จึงควรงดสูบบุหรี่เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อทั้ง CKD และโรคหัวใจและหลอดเลือด

8. ติดตาม eGFR และ UACR ไม่ใช่ดูแต่ Creatinine

ควรดูแนวโน้มของ

  • eGFR ความสามารถในการกรองของไต
  • UACR ปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะ
  • ความดันโลหิต
  • ระดับน้ำตาล
  • โพแทสเซียม
  • ภาวะแทรกซ้อนอื่นตามระยะโรค

การดูแนวโน้มหลายครั้งช่วยให้เห็นว่าโรคคงที่ เสื่อมช้า หรือกำลังเสื่อมเร็วขึ้น หากค่า eGFR ลดลงเร็วกว่าที่คาด อัลบูมินในปัสสาวะเพิ่มขึ้น หรือเกิดอาการผิดปกติ แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและปรับการรักษาได้เร็วขึ้น

บทบาทของยาสมุนไพรจีนในการชะลอไตเสื่อม

ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Dihuang, Shanzhuyu, Shanyao, Zexie, Fuling ฯลฯ มีประวัติการใช้เพื่อช่วยปรับสมดุลของระบบที่เกี่ยวข้องกับ “ไต” มีแนวคิดหลักในการอุ่นและบำรุงไตหยาง พร้อมช่วยส่งเสริมการควบคุมและการเปลี่ยนแปลงสารน้ำ ตำรับนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีลักษณะของ ไตหยางพร่องและการควบคุมสารน้ำบกพร่อง เช่น ปวดเมื่อยเอวและเข่า หนาวง่าย แขนขาเย็น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน อ่อนแรง หรือมีอาการบวมที่สัมพันธ์กับภาวะพร่องและความเย็นภายใน

5 สิ่งที่ไม่ควรทำถ้าอยากชะลอไตเสื่อม

  1. อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง เพราะกลัวว่ายาจะทำให้ค่าไตเปลี่ยน
  2. อย่ากินอาหารเสริมหรือสมุนไพรจากคำโฆษณาว่าเพิ่ม eGFR
  3. อย่าดื่มน้ำจำนวนมากเพื่อหวังล้างไต
  4. อย่างดโปรตีนทั้งหมด เพราะเสี่ยงขาดสารอาหารและสูญเสียกล้ามเนื้อ
  5. อย่ารอจนมีอาการ แล้วจึงตรวจติดตาม เพราะ CKD สามารถดำเนินโรคโดยไม่มีอาการได้

การชะลอไตเสื่อมต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว

สรุป

การชะลอไตเสื่อมทำได้โดยลดปัจจัยที่ทำให้หน่วยไตเสียหายเพิ่มเติม ควบคุมความดันและเบาหวาน ลดโซเดียม รับประทานโปรตีนให้เหมาะสม ปรับอาหารตามผลเลือด ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงยาและสารที่อาจทำร้ายไต สิ่งสำคัญคือควรติดตามทั้ง eGFR และ UACR ไม่ใช่ดู Creatinine เพียงตัวเดียว ผู้ป่วยแต่ละคนมีความเสี่ยงและระยะโรคแตกต่างกัน จึงควรปรับแผนอาหาร ยา และการติดตามให้เหมาะกับแต่ละคน

คำถามที่พบบ่อย

Q: ไตเสื่อมสามารถหยุดไม่ให้แย่ลงได้ไหม?

A: บางรายสามารถมีการทำงานของไตคงที่เป็นเวลานานได้ หากรักษาสาเหตุและควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ดี แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะหยุดการดำเนินโรคทั้งหมดในทุกคน

Q: อาหารอะไรช่วยชะลอไตเสื่อมได้ดีที่สุด?

A: ไม่มีอาหารชนิดเดียวที่ชะลอ CKD ได้ สิ่งสำคัญคือรูปแบบอาหารโดยรวม เช่น ลดโซเดียม ลดอาหารแปรรูปสูง รับประทานอาหารหลากหลาย และปรับโปรตีน โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสตามระยะโรคและผลเลือด

Q: ค่า eGFR ต่ำแล้วเพิ่มขึ้นได้หรือไม่?

A: อาจเพิ่มขึ้นได้หากมีปัจจัยชั่วคราวที่แก้ไขได้ เช่น ขาดน้ำหรือ AKI แต่ใน CKD ที่มีความเสียหายถาวร เป้าหมายหลักคือทำให้ eGFR ลดลงช้าที่สุด มากกว่าคาดหวังให้กลับมาเป็นปกติ

Q: ผู้ป่วยไตต้องดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตรหรือไม่?

A: ไม่ใช่ทุกคน ปริมาณน้ำควรขึ้นอยู่กับระยะ CKD ปริมาณปัสสาวะ อาการบวม โรคหัวใจ และภาวะสุขภาพ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องจำกัดน้ำ

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Maxitin Formula 2

Maxitin Formula 2

ไตและทางเดินปัสสาวะ // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top