การป้องกันไตเสื่อมไม่ใช่การหายาหรืออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมาบำรุงไต แต่คือการลดปัจจัยที่ทำร้ายไตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมเบาหวานและความดัน ลดอาหารเค็ม ไม่สูบบุหรี่ ระวังยาที่อาจกระทบไต และตรวจการทำงานของไตเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้มีอาการ เพราะโรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีสัญญาณชัดเจน การเริ่มดูแลตั้งแต่ไตยังทำงานดีจึงมีโอกาสป้องกันหรือชะลอความเสียหายได้มากกว่า
1. ควบคุมน้ำตาลในเลือด ป้องกันเบาหวานทำร้ายไต
เบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรัง หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หลอดเลือดขนาดเล็กและหน่วยกรองภายในไตอาจได้รับความเสียหาย จนเกิดอัลบูมินรั่วในปัสสาวะและการทำงานของไตลดลง หากเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควร
- ควบคุมระดับน้ำตาลตามเป้าหมายที่กำหนดร่วมกับทีมรักษา
- รับประทานยาตามที่ได้รับ
- ติดตาม HbA1c ตามความเหมาะสม
- ตรวจการทำงานของไตตามกำหนด
- ควบคุมความดันและปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
อ่านเพิ่มเติม: เบาหวานทำให้ไตเสื่อมได้อย่างไร? รู้ทันโรคไตจากเบาหวาน
2. ควบคุมความดัน ไม่ปล่อยให้สูงเรื้อรัง
ความดันโลหิตสูงสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กภายในไต หากปล่อยไว้นาน ๆ หน่วยกรองไตอาจได้รับความเสียหายและการทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง ควร
- วัดความดันเป็นระยะ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งหากได้รับการวินิจฉัยแล้ว
- ลดอาหารเค็ม
- ควบคุมน้ำหนัก
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ไม่หยุดยาความดันเองเมื่อค่าความดันดีขึ้น
การควบคุมความดันไม่เพียงช่วยปกป้องไต แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย
อ่านเพิ่มเติม: ความดันโลหิตสูงทำให้ไตเสื่อมได้หรือไม่?
3. ลดเค็ม ไม่ใช่แค่ลดเกลือ
การได้รับโซเดียมมากเกินไปสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่สูงขึ้น และทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น การลดโซเดียมจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดปัจจัยที่ทำร้ายไต โซเดียมจำนวนมากมาจาก
- น้ำปลา
- ซีอิ๊ว
- ซอสปรุงรส
- ผงปรุงรส
- อาหารหมักดอง
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
- ไส้กรอก แฮม และเนื้อแปรรูป
- อาหารสำเร็จรูป
- ขนมขบเคี้ยว
วิธีง่ายที่สุดคือ ลดอาหารแปรรูปและชิมก่อนปรุงเพิ่ม รวมถึงอ่านฉลากโภชนาการเพื่อเปรียบเทียบปริมาณโซเดียมระหว่างผลิตภัณฑ์
4. ระวังยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
หนึ่งในพฤติกรรมที่อาจทำร้ายไตโดยไม่รู้ตัวคือ การใช้ยาแก้ปวดบางชนิดบ่อยหรือเป็นเวลานาน ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen และ naproxen สามารถลดการไหลเวียนเลือดเข้าสู่ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อไตบาดเจ็บ โดยเฉพาะในผู้ที่
- มีโรคไตอยู่แล้ว
- เป็นเบาหวาน
- มีความดันโลหิตสูง
- เป็นผู้สูงอายุ
- มีภาวะขาดน้ำ
- ใช้ยาบางชนิดร่วมกัน
จึงไม่ควรซื้อยาแก้ปวดกินต่อเนื่องเองโดยไม่ทราบว่าเป็นยากลุ่มใด หากต้องใช้ยาเป็นประจำควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรว่ามีผลต่อไตหรือไม่
5. ดื่มน้ำให้เหมาะสม ไม่ต้อง “ยิ่งเยอะยิ่งดี”
ความเชื่อที่พบบ่อยคือ ต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อขับของเสียและล้างไต แต่ร่างกายไม่ได้ต้องการน้ำปริมาณเท่ากันทุกคน ความต้องการน้ำขึ้นอยู่กับ
- ขนาดร่างกาย
- อากาศ
- การออกกำลังกาย
- การเสียเหงื่อ
- อาหาร
- โรคประจำตัว
- ยาที่ใช้
ส่วนผู้ที่มีโรคไตหรือโรคหัวใจอยู่แล้ว ปริมาณน้ำที่เหมาะสมอาจแตกต่างออกไป และบางรายอาจต้องจำกัดน้ำตามคำแนะนำของทีมรักษา
6. ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
น้ำหนักเกินและการไม่ค่อยเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงโรคไต เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด การออกกำลังกายจึงไม่ได้ช่วยไตโดยการ “กระตุ้นการขับของเสีย” แต่ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้ไตเสียหายในระยะยาว สามารถเริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ เช่น
- เดินเร็ว
- ปั่นจักรยาน
- ว่ายน้ำ
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิก
- ฝึกกล้ามเนื้อตามความเหมาะสม
7. ไม่สูบบุหรี่ และดูแลสุขภาพหัวใจไปพร้อมกับไต
การสูบบุหรี่ทำร้ายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันสูงก็มีความเสี่ยง CKD สูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การดูแลไตควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม ไม่ใช่แยกออกจากการดูแล
- ความดัน
- น้ำตาล
- ไขมันในเลือด
- น้ำหนัก
- การออกกำลังกาย
- การสูบบุหรี่
8. มีความเสี่ยงต้องตรวจไต แม้ไม่มีอาการ
โรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีอาการ การรอให้มีขาบวม ปัสสาวะผิดปกติ หรืออ่อนเพลียมากก่อนจึงตรวจ อาจทำให้พบโรคเมื่อไตเสียหายไปแล้ว กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับการประเมินไต ได้แก่ ผู้ที่มี
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- ประวัติครอบครัวเป็นโรคไตหรือไตวาย
- ปัจจัยเสี่ยงอื่นตามการประเมินของแพทย์
สรุป
การป้องกันไตเสื่อมเริ่มได้ก่อนที่ค่าไตจะผิดปกติ โดยหัวใจสำคัญคือควบคุมเบาหวานและความดัน ลดอาหารเค็ม ระวังการใช้ยา NSAIDs ไม่สูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และดื่มน้ำให้เหมาะสม ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจการทำงานของไตแม้ไม่มีอาการ เพราะ CKD ระยะแรกอาจไม่แสดงความผิดปกติให้สังเกตได้ การรู้ความเสี่ยงและดูแลตั้งแต่วันนี้จึงมีประโยชน์กว่าการรอให้ค่าไตลดลงแล้วจึงเริ่มปกป้องไต
คำถามที่พบบ่อย
Q: ดื่มน้ำเยอะช่วยป้องกันไตเสื่อมไหม?
A: ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมากกว่าความต้องการเพื่อหวังล้างไต สิ่งสำคัญคือหลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำและดื่มให้เหมาะกับร่างกาย ผู้ที่มีโรคไตหรือโรคหัวใจอาจต้องปรับปริมาณน้ำเป็นรายบุคคล
Q: กินเค็มทำให้ไตเสื่อมไหม?
A: การได้รับโซเดียมสูงสามารถทำให้ความดันควบคุมยากขึ้น ซึ่งความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายไต การลดโซเดียมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรคไต
Q: กินยาแก้ปวดบ่อยทำให้ไตเสื่อมได้ไหม?
A: ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs สามารถทำร้ายไตได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรือใช้ในช่วงที่ร่างกายขาดน้ำ และความเสี่ยงสูงขึ้นในผู้ที่มี CKD เบาหวาน หรือความดันสูง
Q: ไม่มีเบาหวานหรือความดัน จะเป็นโรคไตได้ไหม?
A: ได้ แม้เบาหวานและความดันสูงเป็นสาเหตุสำคัญ แต่ CKD ยังเกิดจากโรคของหน่วยไต โรคทางพันธุกรรม การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อ และสาเหตุอื่นได้
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









