ยารักษาริดสีดวงมีหลายประเภท ได้แก่ ยาทาภายนอก ยาเหน็บทวารหนัก ยารับประทาน และยาที่ช่วยให้อุจจาระนิ่ม โดยยาแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน บางชนิดช่วยลดอาการคัน ปวด หรือระคายเคือง ขณะที่บางชนิดช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้นและลดการเบ่ง อย่างไรก็ตาม ยาส่วนใหญ่มีบทบาทในการบรรเทาอาการ ไม่ได้ทำให้ก้อนริดสีดวงทุกชนิดหายไปอย่างถาวร การเลือกใช้ยาจึงควรพิจารณาจากชนิดของริดสีดวง อาการที่เป็น และข้อควรระวังของยาแต่ละกลุ่ม
ยารักษาริดสีดวงมีกี่ประเภท?
ยาที่ใช้ดูแลอาการริดสีดวงแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก โดยมีจุดประสงค์แตกต่างกัน ดังนี้
| ประเภทยา | ประโยชน์หลัก |
|---|---|
| ยาทาริดสีดวง | บรรเทาอาการคัน ปวด แสบ หรือระคายเคืองบริเวณรอบทวาร |
| ยาเหน็บริดสีดวง | บรรเทาอาการบางอย่างภายในช่องทวารตามข้อบ่งใช้ของยา |
| ยารับประทานบางกลุ่ม | อาจช่วยลดอาการเลือดออกหรืออาการรบกวนในผู้ป่วยบางราย |
| ยาเพิ่มกากใยและยาช่วยขับถ่าย | ทำให้อุจจาระนิ่ม ลดการเบ่ง และช่วยลดปัจจัยที่ทำให้อาการกำเริบ |
การใช้ยาไม่จำเป็นต้องใช้ทุกประเภทพร้อมกัน และไม่ควรเลือกยาจากความเชื่อว่ายาชนิดใดแรงกว่าหรือทำให้ก้อนยุบเร็วกว่าเพียงอย่างเดียว
ยาทาริดสีดวง ช่วยลดอาการอะไรได้บ้าง?
ยาทาริดสีดวงเป็นยาที่ใช้บริเวณรอบปากทวาร โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการคัน แสบ ปวด หรือระคายเคือง ยาทาแต่ละสูตรอาจมีส่วนประกอบต่างกัน เช่น
- ยาชาเฉพาะที่ เช่น Lidocaine ช่วยลดความรู้สึกเจ็บหรือแสบชั่วคราว
- ยาสเตียรอยด์ เช่น Hydrocortisone ช่วยลดการอักเสบและอาการคันในระยะสั้น
- สารเคลือบปกป้องผิว เช่น Zinc oxide หรือ Petrolatum ช่วยลดการเสียดสีและปกป้องผิวบริเวณที่ระคายเคือง
ข้อควรระวังคือ ยาทาบางชนิดเหมาะสำหรับใช้ภายนอกเท่านั้น ไม่ควรนำเข้าไปใช้ภายในช่องทวารหากฉลากไม่ได้ระบุไว้ นอกจากนี้ ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำ เพราะอาจทำให้ผิวหนังบางหรือเกิดการระคายเคืองได้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ Hydrocortisone สำหรับริดสีดวงไม่ควรใช้เกิน 7 วัน เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ยาเหน็บริดสีดวง เหมาะกับอาการแบบไหน?
ยาเหน็บทวารหนักเป็นยาที่ออกแบบให้สอดเข้าไปในช่องทวาร โดยมีส่วนประกอบแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ เช่น สารช่วยลดการระคายเคืองหรือยาสเตียรอยด์บางชนิด ยาเหน็บอาจใช้บรรเทาอาการภายในช่องทวารตามข้อบ่งใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่ายาเหน็บจะมีประสิทธิภาพดีกว่ายาทาเสมอไป สิ่งที่ควรทราบก่อนใช้ยาเหน็บ ได้แก่
- เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าใช้ทางทวารหนักโดยเฉพาะ
- ใช้ตามขนาดและระยะเวลาที่กำหนด
- ไม่ใช้ยาเหน็บหลายชนิดร่วมกันโดยไม่มีคำแนะนำ
- หากมีเลือดออกทางทวารโดยยังไม่ทราบสาเหตุ ควรได้รับการประเมินก่อนใช้ยาต่อเนื่อง
ผู้ที่มีก้อนริดสีดวงยื่นออกมามากหรือดันกลับไม่ได้ อาจต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม ไม่ควรคาดหวังว่ายาเหน็บจะทำให้ก้อนกลับเข้าสู่ตำแหน่งปกติได้ทุกกรณี
ยากินริดสีดวง มีอะไรบ้าง?
ยารับประทานที่อาจใช้ร่วมในการดูแลริดสีดวงมีหลายกลุ่ม โดยไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกันทั้งหมด
- กลุ่มยาที่มีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ตัวอย่างเช่น Diosmin และ Hesperidin ซึ่งเป็นสารในกลุ่มที่มักเรียกว่า Phlebotonics มีการศึกษาการใช้เพื่อบรรเทาอาการริดสีดวงบางอย่าง เช่น เลือดออก คัน หรืออาการรบกวนโดยรวม
- ยาแก้ปวด อาจใช้เมื่อมีอาการเจ็บ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วย เช่น Paracetamol แต่ต้องระวังการใช้ยาแก้ปวดบางกลุ่มในผู้ที่มีเลือดออกหรือมีโรคประจำตัว
- ยาช่วยขับถ่าย เป็นอีกกลุ่มที่มีความสำคัญ เพราะช่วยลดการเบ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการริดสีดวงกำเริบได้ โดยจะอธิบายในหัวข้อถัดไป การใช้ยารับประทานควรพิจารณาร่วมกับโรคประจำตัว การตั้งครรภ์ และยาอื่นที่ใช้อยู่ ไม่ควรซื้อยาหลายกลุ่มมารับประทานร่วมกันโดยไม่ทราบความจำเป็น
ยาแก้ท้องผูกช่วยรักษาริดสีดวงได้อย่างไร?
ผู้ที่เป็นริดสีดวงร่วมกับท้องผูกหรืออุจจาระแข็ง อาจได้รับประโยชน์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่ายขึ้น ตัวอย่าง ได้แก่
- Psyllium เป็นใยอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มกากใยและปรับลักษณะอุจจาระ ควรรับประทานพร้อมน้ำตามคำแนะนำ
- Polyethylene glycol (PEG) เป็นยาระบายที่ช่วยให้น้ำคงอยู่ในอุจจาระ ทำให้อุจจาระนิ่มและถ่ายง่ายขึ้น
- ยาทำให้อุจจาระนิ่มบางชนิด อาจใช้ตามความเหมาะสม แต่ประสิทธิผลแตกต่างกันตามชนิดยา
ประโยชน์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำให้ก้อนริดสีดวงยุบโดยตรง แต่เป็นการลดอุจจาระแข็งและการเบ่งแรง ซึ่งช่วยลดการระคายเคืองระหว่างขับถ่าย อย่างไรก็ตาม หากไม่มีอาการท้องผูก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาระบายทุกคน และไม่ควรใช้ยาระบายจนเกิดอาการท้องเสีย เพราะการถ่ายเหลวบ่อยครั้งอาจทำให้บริเวณทวารระคายเคืองมากขึ้น
ใช้ยาริดสีดวงแล้วไม่หาย ควรทำอย่างไร?
หากใช้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจเป็นเพราะริดสีดวงมีลักษณะที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว หรืออาการที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
- ใช้ยาและดูแลตัวเองแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์
- มีเลือดออกทางทวารหนัก โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบสาเหตุ
- ก้อนยื่นออกมามากหรือดันกลับไม่ได้
- ปวดรุนแรงหรือมีก้อนแข็งเจ็บเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีไข้ บวมแดง หรือมีหนองร่วมด้วย
- อาการกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน
หากมีเลือดออกมาก หน้ามืด เป็นลม หรืออ่อนแรงผิดปกติ ควรไปห้องฉุกเฉินทันที สำหรับผู้ที่มีริดสีดวงภายในและยังมีอาการต่อเนื่อง อาจพิจารณาวิธีรักษาอื่น เช่น การรัดยางริดสีดวง ส่วนการผ่าตัดเหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มตามข้อบ่งชี้
ตำรับยาสมุนไพรจีนสำหรับริดสีดวงมีบทบาทอย่างไร?
ในทางการแพทย์จีน การดูแลริดสีดวงจะพิจารณาจากลักษณะอาการ ริดสีดวงทวารที่มีอาการปวด บวม แดง แสบร้อน ระคายเคืองบริเวณทวาร มีเลือดออก หรือมีก้อนริดสีดวง เกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า “ความร้อนและความชื้นสะสม” การรักษาในทางการแพทย์แผนจีนจึงต้องดูแลทั้งภายในและภายนอกไปพร้อม ๆ กัน ตำรับยาสมุนไพรจีนสำหรับใช้ภายนอกประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Diyu, Dihuang, Danggui, Taoren, Huanglian ฯลฯ มีสรรพคุณระบายความร้อน ลดอาการบวมและระคายเคือง ช่วยห้ามเลือด และส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดบริเวณที่มีอาการ จึงนำมาใช้ดูแลอาการของริดสีดวงทวารบางลักษณะ เช่น บวม เจ็บ แสบร้อน หรือมีเลือดออก
สรุป
ยารักษาริดสีดวงมีทั้งยาทา ยาเหน็บ ยารับประทาน และยาช่วยให้อุจจาระนิ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีหน้าที่แตกต่างกัน ยาทาและยาเหน็บส่วนใหญ่ใช้บรรเทาอาการเฉพาะที่ ขณะที่ยารับประทานบางชนิดอาจช่วยลดอาการรบกวน และยาเพิ่มกากใยหรือยาช่วยขับถ่ายช่วยลดการเบ่งซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรค อย่างไรก็ตาม การใช้ยาไม่สามารถรักษาริดสีดวงทุกชนิดหรือทุกระยะให้หายได้ หากมีเลือดออกซ้ำ ก้อนยื่นมาก หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
Q: ยารักษาริดสีดวงทำให้ก้อนหายไปได้ไหม?
A: ยาบางชนิดช่วยลดอาการบวมและระคายเคืองได้ แต่ก้อนริดสีดวงที่ยื่นออกมามากอาจไม่หายไปด้วยยาเพียงอย่างเดียว และอาจต้องพิจารณาหัตถการหรือการผ่าตัด
Q: ยาริดสีดวงใช้ติดต่อกันได้นานแค่ไหน?
A: ขึ้นอยู่กับชนิดยา โดยเฉพาะยาทาที่มีสเตียรอยด์ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานโดยไม่มีคำแนะนำ หากใช้ยารักษาอาการด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์ ควรได้รับการประเมิน
Q: เป็นริดสีดวงต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?
A: โดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะริดสีดวงไม่ใช่โรคติดเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ใช่การรักษาตามปกติ เว้นแต่มีการติดเชื้อหรือข้อบ่งใช้อื่นที่ได้รับการวินิจฉัย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









