หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ใจสั่นเกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุ อาการอันตราย และวิธีรับมือ

ใจสั่นเกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุ อาการอันตราย และวิธีรับมือ

ใจสั่นเกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุ อาการอันตราย และวิธีรับมือ

ใจสั่นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ คาเฟอีน การออกกำลังกาย ยาบางชนิด ภาวะซีด ไทรอยด์ ไปจนถึงหัวใจเต้นผิดจังหวะ ดังนั้นการมีอาการใจสั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหัวใจเสมอไป แต่หากเกิดบ่อย หรือมีเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด หรือเป็นลมร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ

ใจสั่น คืออะไร? 

“ใจสั่น” หรือ Heart Palpitations คือความรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกำลังเต้นผิดไปจากปกติ บางคนรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงจนรับรู้ได้ชัดที่หน้าอก บางคนรู้สึกเต้นเร็ว รัว กระตุก หรือเหมือนหัวใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ อาการจึงแตกต่างกันได้ เช่น 

  • รู้สึกหัวใจเต้นแรง ตุบ ๆ
  • หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นรัว
  • รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นสะดุดหรือข้ามจังหวะ
  • รู้สึกเหมือนหัวใจกระพืออยู่ในหน้าอก
  • รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจชัดผิดปกติทั้งที่กำลังนั่งหรือนอนพัก

“ใจสั่น” เป็นอาการไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าหัวใจต้องเต้นเร็วเสมอไป บางครั้งอัตราการเต้นของหัวใจอาจยังอยู่ในช่วงปกติ แต่เจ้าตัวกลับรับรู้การเต้นของหัวใจได้ชัดขึ้นก็ได้

ใจสั่นเกิดจากอะไร?

สาเหตุของอาการใจสั่นมีตั้งแต่ปัจจัยในชีวิตประจำวันที่ไม่อันตราย ไปจนถึงความผิดปกติของหัวใจ ดังนั้นเวลาหาสาเหตุจึงไม่ควรดูแค่ว่า “หัวใจเต้นเร็วหรือไม่” แต่ต้องดูว่าเกิดขึ้นเมื่อใด นานเท่าไร มีอะไรเป็นตัวกระตุ้น และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่

1. ความเครียด วิตกกังวล หรือตื่นเต้น

เวลาเครียด ตกใจ หรือตื่นเต้น ร่างกายจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกและหลั่งฮอร์โมนที่เตรียมร่างกายให้พร้อมรับสถานการณ์ ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น จึงทำให้บางคนรู้สึกใจสั่นได้ อาการมักเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางอารมณ์ 

2. คาเฟอีนและสารกระตุ้น

กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นิโคติน และยาบางชนิด โดยเฉพาะยาหวัดที่มีสารกระตุ้น สามารถทำให้บางคนรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วหรือเต้นแรงขึ้นได้ ความไวต่อคาเฟอีนของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงไม่จำเป็นว่าทุกคนที่ดื่มกาแฟจะต้องมีอาการใจสั่น

3. พักผ่อนไม่เพียงพอ

การอดนอนหรือนอนหลับไม่เพียงพออาจทำให้ระบบประสาทและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดถูกกระตุ้นมากขึ้น บางคนจึงรู้สึกหัวใจเต้นแรง ใจสั่น หรือกระสับกระส่ายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะหากมีความเครียดหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนร่วมด้วย

4. ออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก

ขณะออกกำลังกาย กล้ามเนื้อต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น หัวใจจึงต้องเต้นเร็วและบีบตัวแรงขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงในช่วงนี้จึงเกิดขึ้นได้ตามปกติ แต่หากใจสั่นผิดปกติขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะเมื่อมีเจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม หรือหายใจลำบากร่วมด้วย ไม่ควรฝืนออกกำลังกายต่อ

5. ภาวะหรือโรคอื่นที่ไม่ได้เกิดจากหัวใจโดยตรง

อาการใจสั่นไม่ได้เกิดจากหัวใจเพียงอย่างเดียว ภาวะอื่นในร่างกายก็สามารถทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วหรือแรงขึ้น เช่น

  • ไข้
  • ภาวะซีด
  • ไทรอยด์ทำงานมากเกินไป
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในบางช่วง
  • ยาหรือสารกระตุ้นบางชนิด

6. หัวใจเต้นผิดจังหวะ

สาเหตุสำคัญคือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ควบคุมจังหวะหัวใจ ทำให้หัวใจอาจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือไม่สม่ำเสมอ เช่น หัวใจห้องบนเต้นก่อนกำหนด (PAC), หัวใจห้องล่างเต้นก่อนกำหนด (PVC) หรือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) 

ใจสั่นแบบไหนควรระวัง?

ใจสั่นที่เกิดชั่วคราวและหายเองโดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วยมักไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่ควรประเมินความรุนแรงจากความรู้สึกว่า “หัวใจเต้นแรงแค่ไหน” เพียงอย่างเดียว ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์หากมีอาการใจสั่นร่วมกับ

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • หายใจลำบากหรือเหนื่อยรุนแรง
  • หน้ามืดหรือเวียนศีรษะรุนแรง
  • เป็นลมหรือหมดสติ

อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าการไหลเวียนเลือดหรือการทำงานของหัวใจได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว

ใจสั่นบ่อย ต้องตรวจอะไร?

การหาสาเหตุเริ่มจากรายละเอียดของอาการ เช่น เริ่มใจสั่นเมื่อไร เกิดตอนออกแรงหรือตอนพัก นานกี่นาที หัวใจรู้สึกเต้นเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ หากสงสัยความผิดปกติของจังหวะหัวใจ การตรวจที่อาจใช้ ได้แก่

  • ECG หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจจังหวะและระบบไฟฟ้าของหัวใจในช่วงที่กำลังตรวจ
  • Holter monitoring เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาที่ติดตามจังหวะหัวใจระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน
  • Event recorder อาจใช้ในผู้ที่มีอาการเป็นครั้งคราวและตรวจไม่พบในช่วงสั้น ๆ
  • Echocardiogram ใช้ประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจในผู้ที่มีข้อบ่งชี้

จุดสำคัญคือ ECG ปกติครั้งหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะตัดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดเป็นครั้งคราวออกได้ทั้งหมด เพราะหากขณะตรวจไม่มีความผิดปกติเกิดขึ้น ECG ก็อาจไม่พบ จึงเป็นเหตุผลที่บางคนต้องติด Holter หรือเครื่องบันทึกชนิดอื่นเพิ่มเติม 

ใจสั่น ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

หากไม่มีสัญญาณอันตราย การสังเกตว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นจะช่วยหาสาเหตุได้มากขึ้น โดยสามารถเริ่มจาก

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลดความเครียด
  • สังเกตอาการหลังดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง
  • หลีกเลี่ยงบุหรี่และสารกระตุ้น
  • ตรวจสอบว่ายาหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่มีสารกระตุ้นหรือไม่
  • จดเวลา ระยะเวลา และกิจกรรมที่กำลังทำขณะเกิดอาการ
  • หากมีอุปกรณ์วัดชีพจร ให้จดอัตราการเต้นของหัวใจขณะมีอาการไว้ประกอบการประเมิน

การรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุของใจสั่น หากเกิดจากปัจจัยกระตุ้น การหลีกเลี่ยงปัจจัยนั้นอาจช่วยได้ แต่หากเกิดจากโรคหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ จะต้องรักษาภาวะที่เป็นต้นเหตุ

อาการใจสั่นในทัศนะการแพทย์จีน

ในทัศนะการแพทย์จีน อาการใจสั่นมีคำเรียกว่า Xin Ji (心悸) ซึ่งหมายถึงการรับรู้ว่าหัวใจเต้นผิดปกติ เช่น เต้นแรง เต้นเร็ว หรือรู้สึกไม่สงบในหน้าอก การทำงานของหัวใจเกี่ยวข้องกับทั้งพลังชี่ เลือด พลังอิน และพลังหยาง เมื่อสิ่งเหล่านี้เสียสมดุล ทำให้การหล่อเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ การไหลเวียนเลือดและพลังชี่ติดขัด จึงเกิดอาการใจสั่นร่วมกับอาการอื่นที่แตกต่างกันในแต่ละคน เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเหงื่อออกง่าย 

บทบาทของตำรับยาสมุนไพรจีนในการดูแลอาการใจสั่น

การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาที่ช่วยเสริมกำลังของร่างกายในผู้ที่มีภาวะชี่พร่อง ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายในผู้ที่มีภาวะอินพร่อง ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด และช่วยลดอาการกระสับกระส่ายหรือนอนหลับไม่ดีตามหลักการแพทย์แผนจีน ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Renshen, Maidong, Danshen, Suanzaoren, Wuweizi ฯลฯ งานวิจัยสมัยใหม่ มีการศึกษาตำรับดังกล่าวในผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภท เช่น PVC และ atrial fibrillation รวมถึง persistent atrial fibrillation หลังทำ catheter ablation พบผลต่อการลดการกลับเป็น atrial tachyarrhythmia

สรุป

ใจสั่นเป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความเครียด นอนไม่พอ คาเฟอีน การออกกำลังกาย ไทรอยด์ ภาวะซีด ไปจนถึงหัวใจเต้นผิดจังหวะ จึงไม่ควรใช้ความรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าเป็นโรคหัวใจหรือไม่ หากอาการเกิดบ่อย เป็นนานขึ้น หรือไม่ทราบสาเหตุ การจดรายละเอียดขณะเกิดอาการและตรวจหาสาเหตุจะช่วยแยกภาวะที่ไม่อันตรายออกจากความผิดปกติที่ต้องรักษาได้ ส่วนอาการใจสั่นที่เกิดพร้อมเจ็บหน้าอก หายใจลำบากมาก หน้ามืดรุนแรง หรือเป็นลม ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

คำถามที่พบบ่อย

Q: ใจสั่นแต่ชีพจรปกติ เป็นไปได้ไหม?
A: เป็นไปได้ เพราะใจสั่นหมายถึงการ “รับรู้” การเต้นของหัวใจ ไม่ได้หมายความว่าหัวใจต้องเต้นเร็วเสมอ บางคนอาจรู้สึกหัวใจเต้นแรงหรือสะดุดทั้งที่อัตราการเต้นไม่ได้สูงมาก

Q: ใจสั่นบ่อยแปลว่าเป็นโรคหัวใจไหม?
A: ไม่เสมอไป ความเครียด คาเฟอีน การพักผ่อนไม่พอ ไทรอยด์ ยาบางชนิด และภาวะอื่นก็ทำให้ใจสั่นได้ แต่หากเกิดซ้ำบ่อยควรหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการอื่นร่วมด้วย

Q: ทำไมตรวจ ECG แล้วปกติ แต่ยังมีอาการใจสั่น?
A: เพราะ ECG บันทึกจังหวะหัวใจเฉพาะช่วงเวลาที่ตรวจ หากความผิดปกติเกิดเป็นครั้งคราว อาจไม่เกิดขึ้นในช่วงนั้น จึงอาจต้องใช้ Holter หรือเครื่องบันทึกจังหวะหัวใจชนิดอื่นตามความเหมาะสม

Q: ใจสั่นควรงดกาแฟเลยหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน เพราะความไวต่อคาเฟอีนแตกต่างกัน หากสังเกตว่าอาการเกิดซ้ำหลังดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มคาเฟอีน การลดปริมาณและสังเกตความสัมพันธ์ของอาการจะช่วยระบุตัวกระตุ้นได้

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

RHYMLOC

RHYMLOC

หัวใจ // การไหลเวียนเลือด

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top