โลหิตจางอันตรายได้ แต่ความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน ภาวะโลหิตจางเล็กน้อยอาจไม่มีอาการหรือมีเพียงเหนื่อยง่าย แต่หากระดับฮีโมโกลบินลดลงมาก โลหิตจางเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือปล่อยให้เป็นเรื้อรังโดยไม่ได้แก้ไขสาเหตุ ร่างกายอาจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจนกระทบต่อการใช้ชีวิต หัวใจ การตั้งครรภ์ และพัฒนาการของเด็ก
ทำไมโลหิตจางจึงทำให้เหนื่อยและไม่มีแรง?
ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb) ในเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ เมื่อฮีโมโกลบินลดลง ความสามารถในการนำออกซิเจนของเลือดก็ลดลงตามไปด้วย ในช่วงแรก ร่างกายอาจพยายามปรับตัวเพื่อให้อวัยวะต่าง ๆ ยังได้รับออกซิเจนเพียงพอ เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้นและสูบฉีดเลือดมากขึ้น คนที่มีโลหิตจางไม่มากจึงอาจยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เมื่อภาวะโลหิตจางรุนแรงขึ้น อาจเริ่มมีอาการ
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- เวียนศีรษะหรือหน้ามืด
- หายใจเหนื่อย โดยเฉพาะเวลาออกแรง
- ใจเต้นเร็วหรือใจสั่น
- ปวดศีรษะ
- ทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้น้อยลง
ปล่อยให้โลหิตจางนาน ๆ ส่งผลอย่างไร?
โลหิตจางเล็กน้อยอาจยังไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และบางคนไม่มีอาการเลย แต่หากปล่อยให้โลหิตจางนาน ๆ จะส่งผลต่อร่างกายหลายด้าน ได้แก่
1. เหนื่อยง่ายจนกระทบชีวิตประจำวัน
ผลกระทบที่พบได้ชัดที่สุดคืออาการอ่อนเพลียและความสามารถในการทำกิจกรรมลดลง WHO ระบุว่าโลหิตจางสามารถลดความสามารถในการทำงานทางกาย และในรายที่รุนแรงอาการเหนื่อยอาจส่งผลต่อกิจวัตรประจำวันอย่างชัดเจน
2. หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
เมื่อเลือดนำออกซิเจนได้น้อยลง หัวใจต้องสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชย จึงอาจเกิดหัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะได้ หากโลหิตจางรุนแรงและไม่ได้รับการรักษา ภาระต่อหัวใจอาจเพิ่มขึ้น และมีความสัมพันธ์กับภาวะหัวใจโตหรือหัวใจล้มเหลวในบางกรณี
3. ส่งผลต่อการตั้งครรภ์
หญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญกับภาวะโลหิตจางเป็นพิเศษ WHO ระบุว่าโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่อทั้งมารดาและทารก ความเสี่ยงของทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำ ตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ และผลลัพธ์ด้านการตั้งครรภ์อื่น ๆ
4. กระทบการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก
เด็กเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการขาดธาตุเหล็ก WHO ระบุว่าภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กสัมพันธ์กับผลกระทบต่อพัฒนาการด้านการคิดและร่างกายของเด็ก ขณะที่ภาวะขาดธาตุเหล็กรุนแรงอาจสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ล่าช้า

ทำไมตรวจพบโลหิตจางแล้วต้องหาสาเหตุ?
โลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามิน เสียเลือด หรือมีโรคบางอย่างร่วมด้วย ดังนั้นเมื่อตรวจพบโลหิตจาง จึงควรหาต่อว่าเกิดจากอะไร เพื่อให้รักษาได้ตรงกับสาเหตุ ตัวอย่างเช่น หากขาดธาตุเหล็กจากประจำเดือนมามาก การเสริมธาตุเหล็กเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากยังไม่ได้แก้ปัญหาการเสียเลือดที่เป็นต้นเหตุ
โลหิตจางแบบไหนที่ไม่ควรปล่อยไว้?
หากตรวจพบโลหิตจาง สิ่งสำคัญคือประเมินร่วมกับระดับความรุนแรง อาการ และสาเหตุ โดยเฉพาะหากมีอาการมากขึ้น เช่น
- เหนื่อยหรือหอบผิดปกติ
- ใจเต้นเร็วมาก
- เจ็บหน้าอก
- หน้ามืดหรือเป็นลม
- มีเลือดออกผิดปกติ
ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว ในทางกลับกัน แม้ไม่มีอาการ แต่ตรวจพบค่า Hb ต่ำซ้ำ ๆ ก็ควรค้นหาสาเหตุเช่นกัน เพราะโลหิตจางบางชนิดเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนร่างกายปรับตัวและผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกผิดปกติในช่วงแรก
รู้ว่าเป็นโลหิตจางแล้วควรทำอย่างไร?
แนวทางโดยทั่วไปประกอบด้วยการตรวจเลือด เช่น CBC เพื่อประเมินเม็ดเลือดแดงและลักษณะของเม็ดเลือด ร่วมกับการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น การประเมินธาตุเหล็ก วิตามิน หรือค้นหาภาวะเสียเลือดและโรคที่เกี่ยวข้อง การรักษาจึงแตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น
- ผู้ที่ขาดธาตุเหล็กอาจต้องได้รับธาตุเหล็ก
- ผู้ที่ขาดวิตามิน B12 ต้องแก้ภาวะขาดวิตามิน
- ส่วนผู้ที่เสียเลือดเรื้อรังจำเป็นต้องค้นหาและจัดการต้นเหตุ
สรุป
โลหิตจางไม่ได้อันตรายในระดับเดียวกันทุกคน ผู้ที่มีภาวะเล็กน้อยอาจไม่มีอาการ แต่หากโลหิตจางรุนแรง เป็นเรื้อรัง หรือไม่ได้รับการแก้ไขสาเหตุ อาจส่งผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิต เพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ และส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือพัฒนาการของเด็กได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่า “เลือดจาง” แต่ต้องค้นหาว่าเกิดจากอะไร เพื่อเลือกแนวทางรักษาได้อย่างเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
Q: โลหิตจางเล็กน้อยต้องกังวลไหม?
A: ไม่จำเป็นต้องหมายถึงภาวะอันตรายทันที และบางคนไม่มีอาการ แต่ควรทราบสาเหตุ โดยเฉพาะหากตรวจพบ Hb ต่ำต่อเนื่อง
Q: โลหิตจางทำให้หัวใจทำงานหนักจริงไหม?
A: ได้ เมื่อเลือดนำออกซิเจนลดลง หัวใจอาจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้นเพื่อชดเชย ภาวะโลหิตจางที่รุนแรงและไม่ได้รับการรักษาจึงอาจส่งผลต่อหัวใจได้
Q: โลหิตจางปล่อยไว้นาน ๆ หายเองได้ไหม?
A: ขึ้นอยู่กับสาเหตุ จึงไม่ควรรอให้หายเองโดยไม่ทราบต้นเหตุ เพราะบางกรณีเกิดจากการเสียเลือด การขาดสารอาหาร หรือโรคอื่นที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
Q: เป็นโลหิตจางควรกินธาตุเหล็กเลยหรือไม่?
A: ไม่ใช่ทุกคน เพราะโลหิตจางไม่ได้เกิดจากการขาดธาตุเหล็กเสมอ และการได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรพิจารณาสาเหตุก่อน
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









