หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ปวดหลังแบบไหนไม่ใช่แค่ Office Syndrome? สัญญาณที่ควรพบแพทย์ 

ปวดหลังแบบไหนไม่ใช่แค่ Office Syndrome? สัญญาณที่ควรพบแพทย์ 

ปวดหลังแบบไหนไม่ใช่ Office Syndrome? สัญญาณที่ควรพบแพทย์

ปวดหลังแบบไหนอันตราย? อาการปวดหลังส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในวัยทำงาน มักเกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก และจำนวนมากเป็น Non-specific Low Back Pain หรืออาการปวดหลังที่ไม่สามารถระบุโครงสร้างต้นเหตุได้ชัดเจน แต่มีบางลักษณะที่ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นเพียง Office Syndrome เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการกดเส้นประสาทรุนแรง การติดเชื้อ กระดูกหัก หรือโรคอื่นที่ต้องได้รับการประเมินเร็วขึ้น 

ปวดหลังทั่วไปกับปวดหลังที่ควรระวัง ต่างกันอย่างไร?

อาการจากกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับการทำงานมักมีลักษณะ เช่น 

  • ปวดตึงหรือเมื่อย
  • อาการสัมพันธ์กับการนั่งหรือใช้ร่างกายนาน
  • กดกล้ามเนื้อแล้วเจ็บ
  • เปลี่ยนอิริยาบถแล้วอาการเปลี่ยน
  • ไม่มีขาอ่อนแรงหรือความผิดปกติของการขับถ่าย

1. ขาอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจริง เป็นสิ่งที่ต้องแยกจากความรู้สึกเมื่อยหรืออ่อนล้าหลังทำงาน ตัวอย่างอาการที่ควรระวัง ได้แก่ 

  • ขาข้างหนึ่งไม่มีแรงชัดเจน
  • กระดกข้อเท้าหรือนิ้วเท้ายาก
  • เดินด้วยส้นเท้าหรือปลายเท้าลำบาก
  • ขาลาก
  • เดินผิดปกติ
  • กำลังกล้ามเนื้อลดลงต่อเนื่อง

แนวทาง NICE แยกผู้ที่มี severe or progressive nerve compression ออกจากกลุ่มปวดหลังทั่วไป เพราะอาจต้องตรวจและรักษาเพิ่มเติม ดังนั้น หากขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้น ไม่ควรรอให้อาการหายเองหรือพยายามนวดอย่างเดียว 

2. ชาบริเวณก้น รอบอวัยวะเพศ หรือด้านในต้นขา  อาการชาในบริเวณที่เรียกว่า Saddle Area หรือบริเวณที่สัมผัสอานม้า เช่น 

  • ก้น
  • รอบอวัยวะเพศ
  • รอบทวารหนัก
  • ด้านในต้นขา

เป็นอาการที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะหากเกิดร่วมกับความผิดปกติของการปัสสาวะหรืออุจจาระ อาการนี้อาจสัมพันธ์กับ Cauda Equina Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่เส้นประสาทส่วนปลายของไขสันหลังถูกกดอย่างรุนแรง และต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน 

3. กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระผิดปกติ หากปวดหลังร่วมกับ 

  • ปัสสาวะไม่ออกผิดปกติ
  • กลั้นปัสสาวะไม่ได้
  • กลั้นอุจจาระไม่ได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่เหมือนเดิม
  • มี Saddle Numbness ร่วมด้วย

อาการนี้ไม่ควรรอดูเองว่าเป็น Office Syndrome หรือกล้ามเนื้ออักเสบ ควรไปโรงพยาบาลทันที 

4. ปวดหลังร่วมกับไข้หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาการปวดหลังร่วมกับไข้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง อาจต้องพิจารณาการติดเชื้อบริเวณกระดูกสันหลัง ปัจจัยที่ทำให้ควรระวังมากขึ้น เช่น 

  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • มีประวัติมะเร็ง
  • ฟอกไต
  • ใช้ยาฉีดเข้าหลอดเลือด
  • เพิ่งมีการผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลัง
  • มีการติดเชื้อที่อื่นในร่างกาย

ACR ระบุว่าผู้ที่มีอาการปวดหลังหรือคอใหม่หรือแย่ลง ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่อ spinal infection อาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจ MRI ตามข้อบ่งชี้ ดังนั้น ปวดหลังร่วมกับไข้ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นปวดจากการนั่งทำงาน 

5. ปวดหลังหลังอุบัติเหตุ หากอาการเริ่มหลัง 

  • รถชน
  • ตกจากที่สูง
  • ล้มอย่างรุนแรง
  • ได้รับแรงกระแทกบริเวณหลัง

ควรระวังกระดูกสันหลังบาดเจ็บหรือกระดูกหัก ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคกระดูกพรุน แม้อุบัติเหตุจะดูไม่รุนแรง เช่น ล้มจากระดับยืน ก็อาจทำให้กระดูกสันหลังยุบหรือหักได้ 

6. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุหรือมีประวัติมะเร็ง อาการปวดหลังไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง แต่หากมี 

  • ประวัติโรคมะเร็ง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • อาการปวดผิดจากเดิม
  • อาการไม่สัมพันธ์กับกิจกรรมตามปกติ

ในบรรดา Red Flags ทั้งหมด ประวัติมะเร็งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญมากกว่าการใช้คำกว้าง ๆ เช่น “ปวดตอนกลางคืน” เพียงอย่างเดียว ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม 

7. ปวดร้าวลงขาร่วมกับชาและอ่อนแรง อาการปวดจากหลังหรือสะโพกร้าวลงขาอาจเกิดจาก Sciatica หรือ Radicular Pain ซึ่งสัมพันธ์กับรากประสาทได้ WHO ระบุว่าอาการที่เกี่ยวข้องกับรากประสาทอาจมีทั้ง 

  • ปวดร้าวลงขา
  • ชาหรือเสียวซ่า
  • กล้ามเนื้อบางส่วนอ่อนแรง

แต่ต้องแยกว่า ปวดร้าวลงขาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินทุกคน สิ่งที่ทำให้ต้องรีบประเมินมากขึ้นคือ 

  • อ่อนแรงเพิ่มขึ้น
  • สูญเสียความรู้สึกชัดเจน
  • เดินผิดปกติ
  • มีความผิดปกติของการขับถ่ายร่วมด้วย

อ่านเพิ่มเติม: ปวดหลังจาก Office Syndrome หรือกระดูกทับเส้น? สังเกตความแตกต่างอย่างไร

ปวดกลางคืนถือเป็น Red Flag หรือไม่?

คำว่า “ปวดหลังตอนกลางคืน” มักถูกนำเสนอว่าเป็นสัญญาณอันตราย แต่ไม่ควรใช้เพียงอาการเดียวตัดสินว่ามีโรคร้ายแรง คนที่มีปัญหากล้ามเนื้อหรือกระดูกทั่วไปก็สามารถปวดตอนกลางคืนได้ สิ่งที่ควรพิจารณาร่วมกัน เช่น 

  • ปวดต่อเนื่องและไม่สัมพันธ์กับท่าทาง
  • มีไข้
  • น้ำหนักลดผิดปกติ
  • มีประวัติมะเร็ง
  • มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • อาการแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

ถ้าไม่มี Red Flag ดูแลอย่างไรเบื้องต้น?

หากอาการมีลักษณะสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อ ไม่มีสัญญาณอันตราย และไม่ได้แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สามารถเริ่มจาก 

  • หลีกเลี่ยงการนอนพักบนเตียงนานเกินไป
  • เคลื่อนไหวตามที่ร่างกายรับไหว
  • เปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวัน
  • ลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการชั่วคราว
  • ค่อย ๆ กลับไปทำกิจกรรมตามปกติ
  • พบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดหากอาการไม่ดีขึ้นหรือรบกวนการใช้ชีวิต

WHO ระบุว่าการฟื้นฟูและการกลับไปทำกิจกรรมมีบทบาทสำคัญในการดูแล Low Back Pain โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะร้ายแรง

สรุป

อาการปวดหลังส่วนใหญ่ไม่ใช่ภาวะอันตราย แต่ไม่ควรเหมารวมว่าปวดหลังในคนทำงานทุกคนคือ Office Syndrome สัญญาณที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ขาอ่อนแรงที่เพิ่มขึ้น ชาบริเวณก้นหรือรอบอวัยวะเพศ ความผิดปกติของการปัสสาวะหรืออุจจาระ ไข้ร่วมกับปวดหลัง อุบัติเหตุรุนแรง และอาการที่เกิดร่วมกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ประวัติมะเร็ง หากมีอาการเหล่านี้ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และไม่ควรใช้การนวด ยืด หรือยาสมุนไพรจีนเพื่อชะลอการตรวจรักษาที่จำเป็น 

คำถามที่พบบ่อย

Q: ปวดหลังมากแปลว่าอันตรายหรือไม่?

A: ไม่เสมอไป ระดับความปวดอย่างเดียวไม่ได้บอกความรุนแรงของโรค ต้องดูอาการทางระบบประสาท ประวัติสุขภาพ และ Red Flags อื่นร่วมด้วย

Q: ปวดหลังร้าวลงขาต้องไปฉุกเฉินไหม? 

A: ไม่ใช่ทุกคน แต่หากมีขาอ่อนแรงมากขึ้น ชาบริเวณก้นหรืออวัยวะเพศ หรือกลั้นปัสสาวะและอุจจาระผิดปกติ ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

Q: ปวดหลังตอนกลางคืนเป็นมะเร็งหรือไม่?

A: ไม่สามารถสรุปได้จากอาการนี้เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาร่วมกับประวัติมะเร็ง น้ำหนักลด ไข้ และลักษณะอาการอื่น

Q: ปวดหลังต้องทำ MRI ทุกคนไหม?

A: ไม่จำเป็น สำหรับอาการปวดหลังที่ไม่มี Red Flags การตรวจ MRI ตั้งแต่แรกมักไม่จำเป็น แพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้และสิ่งที่สงสัย

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Pennocap

Pennocap

ข้อและกระดูก

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top