หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  โลหิตจางรักษาอย่างไร? ทำไมต้องรู้สาเหตุก่อนรักษา

โลหิตจางรักษาอย่างไร? ทำไมต้องรู้สาเหตุก่อนรักษา

โลหิตจางรักษาอย่างไร? ทำไมต้องรู้สาเหตุก่อนรักษา

ภาวะโลหิตจางสามารถรักษาได้ แต่ต้องเลือกวิธีรักษาให้ตรงกับสาเหตุ เพราะโลหิตจางไม่ได้เกิดจากการขาดธาตุเหล็กเพียงอย่างเดียว บางคนอาจขาดวิตามิน B12 หรือโฟเลต บางคนเสียเลือดจากประจำเดือนหรือทางเดินอาหาร ขณะที่บางคนมีโรคไตหรือความผิดปกติของเม็ดเลือด ดังนั้นการรักษาอาจใช้ทั้งการเสริมสารอาหาร การใช้ยา การรักษาโรคต้นเหตุ หรือการให้เลือดในบางกรณี ไม่ใช่ผู้ที่มีโลหิตจางทุกคนจะต้องกินยาธาตุเหล็กเหมือนกัน

โลหิตจางรักษาหายไหม?

โลหิตจางหลายชนิดสามารถรักษาให้ดีขึ้นหรือกลับสู่ภาวะปกติได้ โดยเฉพาะเมื่อพบสาเหตุและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กหรือวิตามินบางชนิด อย่างไรก็ตาม โลหิตจางบางประเภทอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โลหิตจางที่เกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรมหรือโรคเรื้อรังบางชนิด ซึ่งอาจต้องได้รับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ผลการรักษาจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง ระยะเวลาที่เป็น และโรคประจำตัวของแต่ละคน

วิธีรักษาโลหิตจางตามสาเหตุ

แนวทางรักษาโลหิตจางมีหลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุที่ตรวจพบเป็นหลัก

สาเหตุของโลหิตจางแนวทางรักษาที่อาจใช้
ขาดธาตุเหล็กเสริมธาตุเหล็กและแก้ไขสาเหตุที่ทำให้ขาด
ขาดวิตามิน B12 หรือโฟเลตเสริมวิตามินที่ขาดและรักษาสาเหตุ
เสียเลือดหยุดหรือควบคุมการเสียเลือด พร้อมรักษาภาวะโลหิตจาง
โรคไตเรื้อรังรักษาโรคไต และอาจใช้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
โรคเรื้อรังหรือการอักเสบรักษาโรคต้นเหตุและพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม
ธาลัสซีเมียดูแลตามชนิดและความรุนแรง บางรายต้องรับเลือดเป็นระยะ
เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติรักษาตามสาเหตุของการทำลายเม็ดเลือดแดง

1. โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

หากตรวจพบว่าโลหิตจางเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก การรักษามักใช้ยาธาตุเหล็ก เพื่อให้ร่างกายมีธาตุเหล็กเพียงพอสำหรับสร้างฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดง แนวทางดูแลอาจประกอบด้วย

  • รับประทานยาธาตุเหล็กตามคำแนะนำของแพทย์
  • เพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว และผักใบเขียว
  • รักษาสาเหตุของการเสียเลือดหรือการดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ
  • ตรวจเลือดติดตามการตอบสนองต่อการรักษา

ในบางกรณี เช่น ผู้ที่ดูดซึมธาตุเหล็กได้ไม่ดี หรือไม่สามารถใช้ยาชนิดรับประทานได้ อาจพิจารณาให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำ แม้ค่า Hb จะกลับมาปกติแล้ว ก็อาจยังต้องเสริมธาตุเหล็กต่ออีกระยะหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับผลตรวจและการประเมินของแพทย์

2. โลหิตจางจากการขาดวิตามิน B12 หรือโฟเลต

วิตามิน B12 และโฟเลตมีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง หากขาดสารอาหารเหล่านี้ ร่างกายอาจสร้างเม็ดเลือดแดงได้ผิดปกติจนเกิดโลหิตจาง การรักษาจะพิจารณาว่าขาดวิตามินชนิดใด เช่น

  • ขาดวิตามิน B12 อาจให้วิตามิน B12 ชนิดรับประทานหรือฉีด ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง
  • ขาดโฟเลต อาจให้กรดโฟลิกเพื่อทดแทนส่วนที่ขาด
  • มีปัญหาการดูดซึม ต้องประเมินและจัดการสาเหตุร่วมด้วย

หากสงสัยว่าขาดวิตามิน B12 ควรตรวจประเมินก่อนให้กรดโฟลิกเพียงอย่างเดียว เพราะอาจทำให้ภาวะโลหิตจางดีขึ้น แต่ปัญหาทางระบบประสาทจากการขาด B12 ยังดำเนินต่อไปได้

3. โลหิตจางจากการเสียเลือด

การเสียเลือดเป็นอีกสาเหตุสำคัญของโลหิตจาง โดยอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือค่อย ๆ เสียเลือดเป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่น

  • ประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  • เลือดออกจากการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ
  • เลือดออกจากโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะภายใน

การรักษาต้องควบคุมหรือหยุดการเสียเลือดเป็นอันดับสำคัญ และประเมินว่าจำเป็นต้องให้ธาตุเหล็กหรือเลือดร่วมด้วยหรือไม่ 

4. โลหิตจางจากโรคไตหรือโรคเรื้อรัง

ไตมีหน้าที่สร้างฮอร์โมน Erythropoietin ซึ่งช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อไตทำงานลดลง ร่างกายอาจสร้างฮอร์โมนนี้ไม่เพียงพอจนเกิดโลหิตจาง การรักษาอาจประกอบด้วยการดูแลโรคไต ตรวจและแก้ไขภาวะขาดธาตุเหล็ก รวมถึงพิจารณาใช้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยบางราย ส่วนผู้ที่มีโลหิตจางจากโรคเรื้อรังหรือการอักเสบ จำเป็นต้องรักษาโรคต้นเหตุร่วมด้วย เพราะแม้ร่างกายจะมีธาตุเหล็กสะสมอยู่ แต่การอักเสบอาจรบกวนการนำธาตุเหล็กไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดงได้

5. โลหิตจางจากธาลัสซีเมีย

ธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ การรักษาจึงแตกต่างจากโลหิตจางที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียจำนวนมากอาจไม่จำเป็นต้องรักษา ขณะที่ผู้ป่วยบางชนิดอาจต้องได้รับเลือดเป็นระยะ ร่วมกับการดูแลภาวะเหล็กเกิน และการรักษาเฉพาะทางอื่นตามความเหมาะสม ผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียไม่ควรรับประทานธาตุเหล็กเองโดยไม่มีหลักฐานว่าขาดธาตุเหล็กร่วมด้วย เพราะธาตุเหล็กส่วนเกินอาจสะสมและเป็นอันตรายต่ออวัยวะได้

ทำไมต้องตรวจหาสาเหตุก่อนรักษาโลหิตจาง?

เพราะการรักษาที่ไม่ตรงกับสาเหตุอาจทำให้ภาวะโลหิตจางไม่ดีขึ้น และอาจทำให้ตรวจพบโรคต้นเหตุล่าช้า เมื่อพบว่า Hb ต่ำ แพทย์อาจเริ่มจากการตรวจ CBC เพื่อประเมินลักษณะของเม็ดเลือดแดง แล้วพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น

  • Ferritin ประเมินธาตุเหล็กสะสม
  • Vitamin B12 และ Folate ประเมินภาวะขาดวิตามิน
  • การทำงานของไต ประเมินโรคไตที่อาจเกี่ยวข้อง
  • การตรวจธาลัสซีเมีย เมื่อมีข้อบ่งชี้
  • การตรวจหาสาเหตุของการเสียเลือด เมื่อมีประวัติหรือผลตรวจที่ชวนสงสัย

โลหิตจางต้องให้เลือดทุกคนไหม?

ผู้ที่มีโลหิตจางส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องรับเลือดเสมอไป โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่รุนแรงและสามารถรักษาสาเหตุได้ด้วยวิธีอื่น การให้เลือดอาจจำเป็นในบางสถานการณ์ เช่น

  • มีการเสียเลือดอย่างรุนแรง
  • โลหิตจางรุนแรงร่วมกับอาการที่น่ากังวล
  • มีภาวะที่ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
  • เป็นโรคเลือดบางชนิดที่จำเป็นต้องรับเลือดตามแผนการรักษา

การตัดสินใจให้เลือดไม่ได้พิจารณาจากค่า Hb เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูอาการ ความรวดเร็วของการเสียเลือด และภาวะสุขภาพของผู้ป่วยร่วมด้วย 

เป็นโลหิตจางควรดูแลตัวเองอย่างไร?

นอกจากการรักษาตามสาเหตุแล้ว การดูแลสุขภาพประจำวันก็มีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว

  • รับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับธาตุเหล็ก วิตามิน B12 โฟเลต และสารอาหารที่จำเป็น
  • ใช้ยาหรืออาหารเสริมตามคำแนะนำ ไม่เพิ่มหรือลดขนาดยาเอง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และปรับกิจกรรมตามความสามารถของร่างกาย
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยมากขึ้น ใจสั่น หรือหน้ามืด
  • ตรวจเลือดติดตามตามนัด เพื่อประเมินว่าการรักษาได้ผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับโลหิตจางบางชนิด โดยเฉพาะเมื่อมีการเสียเลือด โรคเรื้อรัง หรือความผิดปกติของเม็ดเลือดร่วมด้วย

โลหิตจางในทัศนะการแพทย์แผนจีน

ในทัศนะการแพทย์จีน อาการที่พบในผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง เช่น หน้าซีด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่น หรือรู้สึกไม่มีแรง มีลักษณะสอดคล้องกับภาวะเลือดและพลังชี่พร่อง ซึ่งหมายถึงภาวะที่เลือดและพลังชี่ไม่สามารถหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น 

  • รับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือระบบย่อยอาหารทำงานอ่อนแอ 
  • การเสียเลือดเป็นเวลานาน 
  • การเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือร่างกายอ่อนแอหลังการเจ็บป่วยหรือคลอดบุตร 

ดังนั้นการดูแลจึงไม่ได้มุ่งเพียง “เติมเลือด” แต่จะพิจารณาด้วยว่าร่างกายสร้างเลือดได้ไม่เพียงพอ สูญเสียเลือด หรือมีระบบใดที่ควรได้รับการปรับสมดุลร่วมกัน 

บทบาทของยาสมุนไพรจีนในการดูแลภาวะโลหิตจาง

การดูแลในทางการแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วย Ejiao, Shu Dihuang, Renshen, Dangshen และ Shanzha ซึ่งมีสรรพคุณในการบำรุงเลือดและพลังชี่ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลีย หน้าซีด เวียนศีรษะ หรืออาการอื่นที่สัมพันธ์กับภาวะชี่และเลือดพร่อง สำหรับกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่ามีผลต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือด (hematopoiesis) ผ่านหลายกลไกร่วมกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนการทำงานของไขกระดูกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือด

โลหิตจางแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?

แม้โลหิตจางบางรายจะมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากมีอาการต่อไปนี้ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน 

  • เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
  • หายใจลำบากมาก แม้ขณะพัก
  • หน้ามืดเป็นลมหรือหมดสติ
  • หัวใจเต้นเร็วมากร่วมกับอ่อนแรงหรือเวียนศีรษะ
  • มีเลือดออกมาก อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำคล้ายยางมะตอย

หากมีอาการรุนแรง ควรไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ไม่ควรรอให้การรับประทานอาหารหรืออาหารเสริมช่วยให้อาการดีขึ้นเอง

สรุป

โลหิตจางรักษาได้หลายวิธี แต่ต้องเลือกให้ตรงกับสาเหตุ เพราะการขาดธาตุเหล็ก การขาดวิตามิน การเสียเลือด โรคไต และโรคทางพันธุกรรมมีแนวทางรักษาแตกต่างกัน ผู้ป่วยบางรายอาจรักษาจนค่าเลือดกลับสู่ปกติได้ ขณะที่บางรายจำเป็นต้องดูแลต่อเนื่อง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ค่า Hb สูงขึ้น แต่ต้องค้นหาและแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดโลหิตจางด้วย

คำถามที่พบบ่อย

Q: โลหิตจางรักษาหายขาดได้ไหม?
A: ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเกิดจากการขาดธาตุเหล็กหรือวิตามินบางชนิด มักรักษาให้กลับสู่ปกติได้เมื่อแก้ไขสาเหตุ แต่หากเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด อาจต้องดูแลระยะยาว

Q: เป็นโลหิตจางต้องกินยาธาตุเหล็กทุกคนไหม?
A: ไม่จำเป็น ยาธาตุเหล็กเหมาะกับผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กตามข้อบ่งชี้ แต่โลหิตจางจากสาเหตุอื่นอาจต้องใช้วิธีรักษาที่แตกต่างกัน

Q: โลหิตจางรักษานานแค่ไหน?
A: ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง เช่น ภาวะขาดธาตุเหล็กอาจต้องรักษาหลายเดือนเพื่อฟื้นฟูธาตุเหล็กสะสม ส่วนโลหิตจางจากโรคเรื้อรังอาจต้องติดตามรักษาเป็นระยะเวลานาน

Q: โลหิตจางกินอาหารบำรุงเลือดอย่างเดียวได้ไหม?
A: บางกรณีการปรับอาหารมีส่วนช่วยได้ แต่หากมีภาวะขาดสารอาหารชัดเจน เสียเลือด หรือมีโรคที่กระทบการสร้างเม็ดเลือดแดง อาจจำเป็นต้องใช้ยาหรือการรักษาเฉพาะสาเหตุร่วมด้วย

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Collatin

Collatin

การไหลเวียนเลือด // ระบบภูมิคุ้มกัน

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top