หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ป้องกันฮีทสโตรกอย่างไร? วิธีรับมือเมื่อต้องทำงานกลางแดด

ป้องกันฮีทสโตรกอย่างไร? วิธีรับมือเมื่อต้องทำงานกลางแดด

ป้องกันฮีทสโตรกอย่างไร? วิธีรับมือเมื่อต้องทำงานกลางแดด

การป้องกันฮีทสโตรก (Heat Stroke) ต้องลดการสะสมความร้อนในร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักในช่วงอากาศร้อนจัด พักในที่เย็นเป็นระยะ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และค่อย ๆ ปรับตัวก่อนทำงานหรือออกกำลังกายในสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งต่อเนื่อง เพราะความร้อนจากสิ่งแวดล้อมและความร้อนที่ร่างกายสร้างจากการออกแรงอาจสะสมจนระบบระบายความร้อนทำงานไม่ทัน และนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินได้ แม้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงอากาศร้อนได้ทั้งหมด แต่การวางแผนกิจกรรมและสังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยจากความร้อนได้

ทำไมการทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้งจึงเสี่ยงฮีทสโตรก?

ขณะออกแรง กล้ามเนื้อจะสร้างความร้อนเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงต้องขับเหงื่อและเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังผิวหนังเพื่อช่วยระบายความร้อน หากต้องทำกิจกรรมในสภาพอากาศร้อนและชื้น เหงื่อจะระเหยได้ยากขึ้น ทำให้ความร้อนสะสมในร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก กิจกรรมที่ต้องระวัง ได้แก่

  • งานก่อสร้างและงานเกษตรกรรม
  • งานกลางแจ้งที่ต้องยกของหรือใช้แรงต่อเนื่อง
  • การวิ่งระยะไกลหรือฝึกซ้อมกีฬา
  • การแข่งขันกีฬากลางแจ้ง
  • การทำงานในพื้นที่ร้อนและอากาศถ่ายเทไม่ดี

ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความชื้น ระดับการออกแรง เสื้อผ้า และความสามารถของร่างกายในการปรับตัวต่อความร้อน

วิธีป้องกันฮีทสโตรกเมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง

1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักในช่วงอากาศร้อนจัด หากสามารถเลือกเวลาได้ ควรจัดกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากไว้ในช่วงเช้าหรือช่วงที่อากาศเย็นกว่า และลดระยะเวลาการทำกิจกรรมในช่วงที่มีความร้อนสูง ก่อนเริ่มงานหรือออกกำลังกาย ควรตรวจสอบสภาพอากาศและคำเตือนเกี่ยวกับความร้อน โดยเฉพาะวันที่มีทั้งอุณหภูมิและความชื้นสูง อย่างไรก็ตาม แม้จะทำกิจกรรมในช่วงเช้าหรือเย็น ก็ยังมีความเสี่ยงได้หากอากาศร้อนชื้นหรือออกแรงหนักเกินไป

2. พักในที่ร่มหรือบริเวณที่เย็นเป็นระยะ การพักช่วยลดระยะเวลาที่ร่างกายต้องเผชิญกับความร้อนและหยุดการสร้างความร้อนจากการออกแรงชั่วคราว ควรจัดพื้นที่พักให้มีร่มเงา อากาศถ่ายเท หรือมีเครื่องปรับอากาศเมื่อเป็นไปได้ และกำหนดเวลาพักให้เหมาะสมกับระดับความร้อนและความหนักของกิจกรรม สิ่งที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  • พักเป็นระยะ ไม่รอจนรู้สึกหมดแรง
  • เพิ่มความถี่และระยะเวลาพักเมื่ออากาศร้อนขึ้น
  • หยุดกิจกรรมทันทีหากเริ่มมีอาการผิดปกติ
  • ไม่เร่งทำงานชดเชยจนต้องออกแรงหนักต่อเนื่อง

สำหรับสถานที่ทำงาน นายจ้างควรจัดให้มีน้ำดื่ม พื้นที่พักที่เย็น และระบบพักงานที่เหมาะสม ไม่ควรให้ผู้ปฏิบัติงานรับผิดชอบการป้องกันความร้อนเพียงลำพัง

3. ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อทำกิจกรรมในอากาศร้อน ร่างกายสูญเสียน้ำผ่านเหงื่อมากขึ้น การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะขาดน้ำ แนวทางที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  • ดื่มน้ำก่อนเริ่มกิจกรรม
  • จิบน้ำเป็นระยะระหว่างทำงานหรือออกกำลังกาย
  • ไม่รอจนกระหายน้ำมาก
  • หากทำกิจกรรมหนักและมีเหงื่อออกต่อเนื่องหลายชั่วโมง อาจต้องพิจารณาการทดแทนเกลือแร่ร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรฝืนดื่มน้ำปริมาณมากเกินไป เพราะอาจทำให้ระดับโซเดียมในเลือดต่ำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ออกกำลังกายเป็นเวลานาน

4. ค่อย ๆ ปรับตัวให้คุ้นเคยกับอากาศร้อน ผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานกลางแจ้งหรือกลับมาออกกำลังกายหลังหยุดพักไปนาน อาจยังไม่สามารถทนต่อความร้อนได้ดีเท่าผู้ที่ทำกิจกรรมในสภาพอากาศร้อนเป็นประจำ การปรับตัวต่อความร้อน หรือ Heat Acclimatization คือการค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาและความหนักของกิจกรรม เพื่อให้ร่างกายปรับระบบขับเหงื่อและการไหลเวียนเลือดให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ควรมีช่วงปรับตัวต่อความร้อนประมาณ 7–14 วัน โดยผู้ที่ไม่เคยสัมผัสความร้อนในการทำงานมาก่อนควรเริ่มจากระยะเวลาสัมผัสความร้อนที่จำกัด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ควรเริ่มทำงานหนักเต็มวันทันที โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัด

5. เลือกเสื้อผ้าและอุปกรณ์ให้เหมาะสม เสื้อผ้าที่หนาหรือระบายอากาศได้ยากอาจขัดขวางการระเหยของเหงื่อ ทำให้ร่างกายสะสมความร้อนเพิ่มขึ้น หากลักษณะงานเอื้ออำนวย ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี และเหมาะกับกิจกรรม สำหรับผู้ที่ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เช่น ชุดป้องกันสารเคมีหรือชุดทำงานเฉพาะทาง ควรมีมาตรการพักและลดความร้อนเพิ่มเติม โดยไม่ถอดอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อความปลอดภัยในระหว่างปฏิบัติงาน

6. สังเกตอาการผิดปกติของตัวเองและคนรอบข้าง การเจ็บป่วยจากความร้อนอาจเริ่มจากอาการที่ดูไม่รุนแรง เช่น

  • ปวดศีรษะ
  • เวียนศีรษะ
  • อ่อนแรงผิดปกติ
  • คลื่นไส้
  • เหงื่อออกมาก
  • รู้สึกไม่สบายตัวขณะอยู่ในอากาศร้อน

หากมีอาการเหล่านี้ ควรหยุดกิจกรรม ย้ายไปยังบริเวณที่เย็น และประเมินอาการทันที แต่หากเริ่มมีอาการสับสน พูดไม่รู้เรื่อง ชัก หรือหมดสติ ต้องสงสัย Heat Stroke และโทร 1669 พร้อมเริ่มลดอุณหภูมิร่างกายโดยไม่รอดูอาการ

7. ไม่ทำกิจกรรมหนักเพียงลำพังในวันที่ร้อนจัด ผู้ที่ต้องทำงานหรือฝึกซ้อมในสภาพอากาศร้อนควรมีคนช่วยสังเกตอาการ เพราะผู้ที่เริ่มเกิด Heat Stroke อาจสับสนและไม่สามารถประเมินอาการของตัวเองได้อย่างถูกต้อง สถานที่ทำงานและทีมกีฬาควรมีแผนรับมือเมื่อมีผู้เจ็บป่วยจากความร้อน เช่น กำหนดผู้รับผิดชอบ จุดพักที่เย็น อุปกรณ์ลดอุณหภูมิ และวิธีติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน การมีผู้ช่วยสังเกตอาการจึงเป็นมาตรการสำคัญ โดยเฉพาะในวันที่มีความเสี่ยงจากความร้อนสูง

ทำงานกลางแดดกับออกกำลังกาย ควรป้องกันต่างกันอย่างไร?

แม้ใช้หลักการป้องกันคล้ายกัน แต่รายละเอียดควรปรับตามลักษณะกิจกรรม

ทำงานกลางแจ้งออกกำลังกายกลางแจ้ง
– จัดตารางงานและเวลาพักตามระดับความร้อน
– จัดน้ำดื่มและพื้นที่พักให้เข้าถึงง่าย
– ลดภาระงานในช่วงปรับตัวต่อความร้อน
– มีเพื่อนร่วมงานช่วยสังเกตอาการ
– เลือกเวลาฝึกซ้อมที่อากาศเย็นกว่า
– วางแผนดื่มน้ำและจุดพักระหว่างกิจกรรม
– ค่อย ๆ เพิ่มความหนักและระยะเวลาฝึก
– ไม่ฝืนออกกำลังกายเมื่อเริ่มผิดปกติ

ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อทำกิจกรรมกลางแจ้ง?

แม้คนสุขภาพแข็งแรงก็เกิดฮีทสโตรกได้ แต่บางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไต หรือเบาหวาน
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน
  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดซึ่งมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิหรือสมดุลน้ำ
  • ผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานหรือฝึกซ้อมในอากาศร้อน
  • ผู้ที่เคยมีประวัติเจ็บป่วยจากความร้อน

ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาต่อเนื่องควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับข้อควรระวังเฉพาะราย และไม่ควรหยุดยาด้วยตัวเองเพียงเพราะต้องทำกิจกรรมในช่วงอากาศร้อน

สรุป

การป้องกันฮีทสโตรกควรเริ่มจากการลดการสัมผัสความร้อนและหลีกเลี่ยงการออกแรงหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรจัดเวลาพักในที่เย็น ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม เลือกเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี และค่อย ๆ ปรับตัวให้คุ้นเคยกับอากาศร้อน ที่สำคัญคือไม่ฝืนทำกิจกรรมเมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติ และควรมีคนช่วยสังเกตอาการ เพราะการวางแผนป้องกันตั้งแต่ก่อนเริ่มกิจกรรมช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรกได้

คำถามที่พบบ่อย

Q: ดื่มน้ำมาก ๆ สามารถป้องกันฮีทสโตรกได้แน่นอนหรือไม่?
A: ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด เพราะฮีทสโตรกเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งอากาศร้อน ความชื้น การออกแรง และการระบายความร้อนของร่างกาย จึงต้องพักและลดการสัมผัสความร้อนร่วมด้วย

Q: ออกกำลังกายตอนเช้า ยังเสี่ยงฮีทสโตรกหรือไม่?
A: ยังมีความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนชื้น ออกแรงหนัก หรือร่างกายยังไม่คุ้นกับความร้อน การเลือกเวลาเช้าช่วยลดการสัมผัสความร้อนบางส่วน แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหมดไป

Q: คนแข็งแรงจำเป็นต้องปรับตัวต่อความร้อนหรือไม่?
A: จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อเริ่มฝึกซ้อมหรือทำงานในสภาพอากาศร้อน เพราะความแข็งแรงของร่างกายไม่ได้หมายความว่าระบบควบคุมอุณหภูมิจะปรับตัวต่อความร้อนได้ทันที

Q: ถ้าเริ่มเวียนหัวขณะทำงานกลางแดด ควรทำอย่างไร?
A: ควรหยุดกิจกรรมและย้ายไปยังที่เย็นทันที หากยังรู้สึกตัวดีและกลืนได้ตามปกติสามารถจิบน้ำได้ แต่หากมีอาการสับสน ชัก หมดสติ หรืออาการรุนแรง ต้องโทร 1669 และเริ่มลดอุณหภูมิร่างกายโดยเร็ว

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top