มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับต้นๆของโลก ผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่มีอาการในระยะแรก เมื่อเริ่มมีอาการและมาพบแพทย์ โรคมักอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม โอกาสในการผ่าตัดรักษามักมีน้อย การรักษาจึงมักใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น เคมีบำบัด (Chemotherapy) การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) และการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
ในปัจจุบันมีการนำตำรับยาสมุนไพรจีนมาใช้ร่วมกับการรักษาหลัก เพื่อช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วย ปรับสภาพร่างกาย และช่วยสนับสนุนผลการรักษา
ข้อมูลผู้ป่วย
- ผู้ป่วยชายสูงอายุ
- ผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยประวัติว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา ได้รับเคมีบำบัดมาแล้วมากกว่า 1 เดือน
ประวัติการรักษาก่อนหน้า
- วันที่ 29 ธันวาคม 2023 ผู้ป่วยตรวจ PET-CT พบก้อนเนื้อที่ปอดซ้ายกลีบล่างขนาดประมาณ 2.8 × 2.9 × 3.3 ซม.
- พบต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่ง เช่น เหนือไหปลาร้า ช่องกลางทรวงอก และบริเวณขั้วปอดซึ่งมีลักษณะเข้าได้กับการแพร่กระจายของมะเร็ง
- วันที่ 11 มกราคม 2024 ทำการเจาะชิ้นเนื้อปอดไปตรวจ ผลตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma)
- วันที่ 15 มกราคม 2024 ผู้ป่วยได้รับเคมีบำบัดจำนวน 1 คอร์ส
- หลังการรักษาพบการติดเชื้อในปอด จึงได้รับยาต้านการติดเชื้อและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการต่อเนื่อง
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
มีประวัติความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง
การตรวจเพิ่มเติม
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2024 ตรวจ CT ทรวงอก-ช่องท้อง-เชิงกราน (CT chest-abdomen-pelvis) พบว่า
- ยังคงมีก้อนมะเร็งที่ปอดซ้ายกลีบล่างขนาดประมาณ 3.6 × 2.8 ซม.
- ก้อนลุกลามไปยังเยื่อหุ้มปอด (pleura)
- พบการแพร่กระจายของต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่ง
- หลอดเลือดแดงปอดบางส่วนถูกก้อนมะเร็งกดทับจนตีบ
- มีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardial effusion)
- ปอดซ้ายมีพังผืดและจุดแคลเซียมบางตำแหน่ง
- มีมูกอุดตันในหลอดลม (mucus plugging) และมีการอักเสบของเนื้อปอดบางส่วน
การวินิจฉัย
- มะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Lung adenocarcinoma)
- มีการลุกลามและแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงหลายตำแหน่ง เช่น เหนือไหปลาร้าและช่องกลางทรวงอก
- มีภาวะร่วมอื่น ๆ ได้แก่
- ภาวะกดไขกระดูกหลังเคมีบำบัด (การสร้างเม็ดเลือดลดลง)
- ภาวะโภชนาการไม่ดี (malnutrition)
- วัณโรคปอด (pulmonary tuberculosis)
- ความดันโลหิตสูง (hypertension)
- ไขมันในเลือดสูง (hyperlipidemia)
แผนการรักษาและการประเมินผล
- ให้เคมีบำบัดชนิด paclitaxel ที่จับกับอัลบูมินร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยยา sintilimab และให้ยา Megestrol acetate เพื่อเพิ่มความอยากอาหาร ผลการรักษาพบว่า จากการตรวจ CT พบก้อนมะเร็งยังคงมีการลุกลาม และมีของเหลวเพิ่มขึ้นในเยื่อหุ้มหัวใจและเยื่อหุ้มปอด MRI สมองพบว่าอาจมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังสมองการประเมินผลการรักษาเป็น PD (Progressive Disease)
- หลังจากโรคยังคงลุกลามจึงปรับการรักษาเป็น ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยยา sintilimab ร่วมกับยามุ่งเป้า bevacizumab และให้การรักษาประคับประคอง ได้แก่ อัลบูมิน ยาขับปัสสาวะ(furosemide และ spironolactone) และตำรับยาสมุนไพรจีนเพื่อปรับปรุงความอยากอาหาร หลังการรักษาพบว่า จากการตรวจ CT วันที่ 14 พฤษภาคม 2024 พบว่าก้อนมะเร็งลดขนาดลงเหลือประมาณ 2.0 × 1.9 ซม. และต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่งมีขนาดเล็กลง น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจและเยื่อหุ้มปอดลดลง ผลการประเมินการรักษาเป็น PR (Partial Response)
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมาระยะลุกลาม (lung adenocarcinoma stage IIIB) ผู้ป่วยได้รับการรักษาหลายแนวทาง ได้แก่ เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด ยามุ่งเป้า การรักษาประคับประคอง ร่วมกับใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
หลังการรักษาแนวทางที่ 3 พบว่าขนาดของก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองลดลง และอาการของผู้ป่วยดีขึ้น ผลการประเมินการรักษาเป็น PR (ตอบสนองบางส่วน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรักษาแบบผสมผสานอาจช่วยควบคุมโรคและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งปอดระยะลุกลามแม้จะไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่ยังมีวิธีการรักษาหลายแบบที่ช่วยควบคุมโรคได้
- การรักษาแบบผสมผสาน เช่น เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด ยามุ่งเป้า และการรักษาเสริมด้วยสมุนไพรจีนสามารถช่วยให้ก้อนมะเร็งลดลงและช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้
- การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอด้วยการตรวจ CT หรือการตรวจเลือดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อดูการตอบสนองต่อการรักษา
- การดูแลสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การพักผ่อนเพียงพอ และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยสนับสนุนการรักษาและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ







