โดยทั่วไปการฟอกไตจะพิจารณาในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง โดยเฉพาะ CKD ระยะ G5 ที่มี eGFR ต่ำกว่า 15 mL/min/1.73 m² แต่ eGFR ต่ำกว่า 15 ไม่ได้หมายความว่าต้องฟอกไตทันทีทุกคน แพทย์ต้องพิจารณาร่วมกับอาการ ภาวะน้ำเกิน ความผิดปกติของเกลือแร่ ภาวะยูรีเมีย และภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถควบคุมด้วยยาและการรักษาอื่นได้
ไตเสื่อมระยะไหนเริ่มมีโอกาสต้องฟอกไต?
โรคไตเรื้อรังแบ่งระดับการทำงานของไตตาม eGFR เป็น G1–G5 โดยระยะที่รุนแรงที่สุดคือ G5
| ระยะ | eGFR (mL/min/1.73 m²) | ระดับการทำงานของไต |
|---|---|---|
| G1 | ≥90 | ปกติหรือสูง* |
| G2 | 60–89 | ลดลงเล็กน้อย* |
| G3a | 45–59 | ลดลงเล็กน้อยถึงปานกลาง |
| G3b | 30–44 | ลดลงปานกลางถึงมาก |
| G4 | 15–29 | ลดลงมาก |
| G5 | <15 | Kidney failure |
*G1 และ G2 จะจัดเป็น CKD เมื่อมีหลักฐานความผิดปกติของไตร่วมด้วย ไม่ได้วินิจฉัยจาก eGFR เพียงอย่างเดียว เมื่อเข้าสู่ G4 แพทย์จะเริ่มให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและวางแผนล่วงหน้าหากการทำงานของไตลดลงต่อเนื่อง ส่วน G5 หมายถึงการทำงานของไตลดลงอย่างรุนแรงหรือ kidney failure แต่ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องเริ่มฟอกไตในวันนั้น
อ่านเพิ่มเติม: ไตเสื่อมมีกี่ระยะ? แต่ละระยะต่างกันอย่างไร
eGFR ต่ำกว่า 15 ต้องฟอกไตทันทีไหม?
ผู้ป่วยสองคนอาจมี eGFR เท่ากัน แต่คนหนึ่งอาจยังไม่มีอาการรุนแรง ขณะที่อีกคนมีน้ำท่วมปอด โพแทสเซียมสูง หรือมีอาการจากของเสียสะสมจนจำเป็นต้องเริ่มฟอกไต การตัดสินใจจึงต้องดูทั้ง
- อาการของผู้ป่วย
- แนวโน้ม eGFR
- ปริมาณปัสสาวะ
- ภาวะน้ำเกิน
- ระดับโพแทสเซียม
- ภาวะกรดในเลือด
- ภาวะโภชนาการ
- อาการจากของเสียสะสม
- การตอบสนองต่อยาและการรักษาอื่น
ผู้ป่วยบางรายสามารถมี eGFR ต่ำกว่า 15 และยังได้รับการดูแลโดยไม่เริ่มฟอกไตทันที หากยังไม่มีข้อบ่งชี้และสามารถควบคุมภาวะแทรกซ้อนได้
อาการแบบไหนที่อาจทำให้ต้องพิจารณาฟอกไต?
เมื่อไตไม่สามารถกำจัดของเสีย น้ำ หรือควบคุมสมดุลของร่างกายได้เพียงพอ อาจเกิดอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ต้องพิจารณาการบำบัดทดแทนไต ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่
1. น้ำเกินจนควบคุมไม่ได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการขาบวมมาก น้ำหนักเพิ่มจากน้ำคั่ง หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ หรือมีน้ำคั่งในปอด หากรักษาด้วยการจำกัดโซเดียม ปรับน้ำ และใช้ยาแล้วยังควบคุมไม่ได้ อาจต้องใช้การฟอกไตช่วยนำของเหลวส่วนเกินออก
2. โพแทสเซียมในเลือดสูงที่ควบคุมไม่ได้ ไตมีหน้าที่สำคัญในการขับโพแทสเซียม เมื่อไตทำงานลดลงมาก โพแทสเซียมอาจสะสมในเลือด หากสูงรุนแรงสามารถทำให้การนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติและเป็นอันตรายได้ หากไม่สามารถควบคุมด้วยยาและวิธีอื่น การฟอกไตอาจจำเป็นเพื่อช่วยลดโพแทสเซียม
3. ภาวะกรดในเลือดที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ ไตช่วยรักษาสมดุลกรด-ด่างของร่างกาย เมื่อไตล้มเหลว อาจเกิด metabolic acidosis หรือภาวะเลือดเป็นกรด หากรุนแรงและไม่สามารถควบคุมด้วยการรักษาทั่วไปได้ อาจเป็นเหตุผลหนึ่งในการพิจารณาฟอกไต
4. มีอาการจากของเสียสะสม เมื่อไตขับของเสียออกไม่ได้ ของเสียอาจสะสมในร่างกายจนเกิดภาวะยูรีเมีย (Uremia) อาการที่อาจพบ เช่น
- เบื่ออาหารมาก
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- น้ำหนักลด
- อ่อนเพลียมาก
- คันมาก
- สมาธิลดลงหรือสับสน
- ง่วงผิดปกติ
5. ภาวะแทรกซ้อนจากยูรีเมียที่รุนแรง ของเสียที่สะสมมากอาจส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ระบบประสาท หรือทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจจากยูรีเมีย ภาวะเหล่านี้ต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นข้อบ่งชี้ให้เริ่มฟอกไต

ฟอกไตมีแบบไหนบ้าง?
- Hemodialysis หรือการฟอกเลือด เลือดจะถูกนำผ่านตัวกรองภายนอกร่างกาย เพื่อกำจัดของเสีย น้ำ และเกลือแร่ส่วนเกิน ก่อนส่งเลือดกลับเข้าสู่ร่างกาย
- Peritoneal Dialysis หรือการล้างไตทางช่องท้อง ใช้เยื่อบุช่องท้องของผู้ป่วยเป็นตัวช่วยแลกเปลี่ยนของเสียและน้ำส่วนเกิน สามารถทำที่บ้านได้หลังได้รับการฝึกอย่างเหมาะสม
การเลือกวิธีจึงต้องพิจารณาทั้งสุขภาพโดยรวม โรคร่วม การใช้ชีวิต ความต้องการของผู้ป่วย และคำแนะนำจากแพทย์โรคไต
บทบาทของยาสมุนไพรจีนในการชะลอไตเสื่อม
ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Dihuang, Shanzhuyu, Shanyao, Zexie, Fuling ฯลฯ มีประวัติการใช้เพื่อช่วยปรับสมดุลของระบบที่เกี่ยวข้องกับไต มีแนวคิดหลักในการช่วยอุ่นและเสริมไตหยาง บำรุงภาวะพร่อง และสนับสนุนการควบคุมสารน้ำตามแนวคิดการแพทย์จีน ตำรับนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีลักษณะของ ไตหยางพร่องและการควบคุมสารน้ำบกพร่อง เช่น ปวดเมื่อยเอวและเข่า หนาวง่าย แขนขาเย็น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน อ่อนแรง หรือมีอาการบวมที่สัมพันธ์กับภาวะพร่องและความเย็นภายใน
สรุป
ไตเสื่อมระยะที่มีโอกาสต้องฟอกไตมากที่สุดคือ CKD ระยะ G5 ซึ่งมี eGFR ต่ำกว่า 15 mL/min/1.73 m² แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเริ่มฟอกไตทันทีทุกคน การตัดสินใจต้องพิจารณาอาการ ภาวะน้ำเกิน โพแทสเซียมสูง ภาวะกรดในเลือด อาการยูรีเมีย และภาวะแทรกซ้อนร่วมกัน ผู้ป่วย G4–G5 จึงควรติดตามกับทีมโรคไตอย่างใกล้ชิดและเรียนรู้ทางเลือกในการบำบัดทดแทนไตล่วงหน้า เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับตนเอง
คำถามที่พบบ่อย
Q: eGFR 15 ต้องฟอกไตไหม?
A: ต้องประเมินอาการ ภาวะแทรกซ้อน ผลเลือด ปริมาณปัสสาวะ และการตอบสนองต่อการรักษาร่วมกัน
Q: ไตระยะ 4 ต้องเตรียมฟอกไตหรือไม่?
A: ระยะ G4 ยังไม่ได้หมายความว่าต้องฟอกไตทันที แต่เป็นช่วงสำคัญในการประเมินความเสี่ยง ชะลอโรค รักษาภาวะแทรกซ้อน และวางแผนล่วงหน้าหากไตลดลงต่อเนื่อง
Q: ฟอกไตแล้วต้องฟอกตลอดชีวิตไหม?
A: หากเป็น kidney failure จาก CKD ที่เสียหายถาวร โดยทั่วไปต้องใช้การบำบัดทดแทนไตต่อเนื่อง เว้นแต่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่ทำงานได้ อย่างไรก็ตาม กรณีไตบาดเจ็บเฉียบพลันบางรายอาจฟอกไตชั่วคราวและหยุดได้เมื่อไตฟื้นตัว
Q: ฟอกไตช่วยให้ค่าไตดีขึ้นไหม?
A: การฟอกไตช่วยกำจัดของเสียและน้ำส่วนเกิน แต่ไม่ได้ทำให้หน่วยไตที่เสียหายจาก CKD กลับมาเป็นปกติ จึงไม่ควรมองการฟอกไตว่าเป็นวิธีเพิ่ม eGFR หรือรักษา CKD ให้หาย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









