อาการไตเสื่อมในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน หลายคนยังใช้ชีวิต ปัสสาวะ และรับประทานอาหารได้ตามปกติ แม้ผลตรวจจะเริ่มพบความผิดปกติของไตแล้ว เมื่อการทำงานของไตลดลงมากขึ้นจึงอาจเริ่มมีอาการ เช่น บวม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ คัน ปัสสาวะผิดปกติ หรือหายใจเหนื่อยจากภาวะน้ำเกิน ดังนั้น การไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าไตยังปกติ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีความเสี่ยงต่อโรคไต
ทำไมไตเสื่อมระยะแรกจึงมักไม่มีอาการ?
ไตมีความสามารถในการสำรองการทำงานค่อนข้างสูง เมื่อหน่วยไตบางส่วนได้รับความเสียหาย หน่วยไตที่เหลือสามารถทำงานชดเชยได้ในช่วงหนึ่ง ร่างกายจึงอาจยังไม่มีอาการผิดปกติที่สังเกตได้ง่าย นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรคไตเรื้อรัง หรือ Chronic Kidney Disease: CKD ถูกเรียกว่าเป็นโรคที่สามารถดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งตรวจพบจากการตรวจเลือดหรือปัสสาวะระหว่างตรวจสุขภาพ มากกว่าการมาพบแพทย์เพราะมีอาการ ดังนั้น หากมีปัจจัยเสี่ยง ไม่ควรรอให้เกิดอาการก่อนจึงตรวจไต
อาการไตเสื่อมที่อาจพบเมื่อโรคมากขึ้น
1. บวมที่เท้า ข้อเท้า ขา หรือรอบดวงตา เมื่อไตขับโซเดียมและน้ำส่วนเกินได้ลดลง ของเหลวอาจสะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดอาการบวม โดยเฉพาะบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือขา ในผู้ที่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะมาก อาจมีระดับอัลบูมินในเลือดลดลงและเกิดอาการบวมร่วมด้วย บางรายอาจสังเกตว่าหนังตาหรือใบหน้าบวมชัดในบางช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม อาการบวมอาจเกิดจากโรคหัวใจ โรคตับ หลอดเลือดดำ หรือสาเหตุอื่นได้ จึงไม่สามารถใช้บวมเพียงอย่างเดียววินิจฉัยโรคไต
2. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอาจรู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลียได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสะสมของของเสีย ความผิดปกติของเกลือแร่ ภาวะทุพโภชนาการ หรือภาวะโลหิตจาง ไตมีส่วนในการสร้าง erythropoietin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อไตเสื่อมมากขึ้น การสร้างฮอร์โมนนี้อาจลดลง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางและมีอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด หรืออ่อนแรงได้
3. ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ ปัสสาวะที่มีฟองไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคไตทุกครั้ง เพราะอาจเกิดจากการปัสสาวะแรงหรือปัสสาวะเข้มข้นได้ แต่หากมีฟองละเอียดจำนวนมาก เกิดซ้ำบ่อย และคงอยู่นาน อาจสัมพันธ์กับโปรตีนหรืออัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ โดยเฉพาะหากมีอาการบวมหรือมีโรคเบาหวานร่วมด้วย ควรตรวจปัสสาวะเพื่อหาสาเหตุ
4. ปัสสาวะมีเลือดปนหรือสีผิดปกติ เลือดในปัสสาวะอาจเกิดจากโรคของไตหรือระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่ว การติดเชื้อ ไตอักเสบ หรือโรคอื่น ๆ หากพบปัสสาวะสีแดง ชมพู น้ำตาล หรือมีเลือดปน ควรได้รับการประเมิน ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากไตเสื่อมเพียงอย่างเดียว
5. ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น ผู้ป่วยโรคไตบางรายอาจปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น เนื่องจากความสามารถของไตในการทำให้ปัสสาวะเข้มข้นลดลง แต่การปัสสาวะกลางคืนบ่อยยังพบได้จากหลายสาเหตุ เช่น ดื่มน้ำมากก่อนนอน เบาหวาน ต่อมลูกหมากโต การใช้ยาขับปัสสาวะ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จึงต้องดูบริบทและอาการอื่นร่วมกัน
6. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือมีรสชาติในปากผิดปกติ เมื่อการทำงานของไตลดลงมากจนของเสียสะสมในเลือด ผู้ป่วยอาจเริ่มเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกรสชาติอาหารเปลี่ยนไป หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับน้ำหนักลด อ่อนเพลีย หรือมีค่าไตผิดปกติ ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์
7. คันตามตัว อาการคันใน CKD ระยะรุนแรงอาจสัมพันธ์กับหลายปัจจัย เช่น การสะสมของสารบางชนิด ความผิดปกติของแคลเซียม-ฟอสเฟต ผิวแห้ง และกลไกทางระบบประสาทหรือการอักเสบ อาการคันจากโรคไตมักไม่สามารถวินิจฉัยจากลักษณะอาการเพียงอย่างเดียว เพราะโรคผิวหนัง ภูมิแพ้ โรคตับ และสาเหตุอื่นก็ทำให้คันได้เช่นกัน
8. หายใจเหนื่อยหรือแน่นจากภาวะน้ำเกิน หากไตขับน้ำออกจากร่างกายได้ไม่เพียงพอ ของเหลวอาจสะสมมากขึ้นและทำให้เกิดอาการบวม น้ำหนักเพิ่มเร็ว หรือในกรณีรุนแรงอาจมีน้ำคั่งในปอดจนหายใจลำบาก หากหอบเหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้ เจ็บหน้าอก หรืออาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรพบแพทย์โดยเร็ว

ไม่มีอาการ ต้องตรวจไตหรือไม่?
หากไม่มีปัจจัยเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องตีความทุกความเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะว่าเป็นโรคไต แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับการประเมินตามความเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มี
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- ประวัติโรคไตในครอบครัว
- โรคของระบบทางเดินปัสสาวะ
- อายุเพิ่มขึ้นและมีปัจจัยเสี่ยงร่วม
- เคยมีภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน
- ใช้ยาที่อาจมีผลต่อไตเป็นประจำ
การตรวจที่สำคัญมักประกอบด้วยการประเมิน eGFR และ albuminuria เช่น Urine Albumin-to-Creatinine Ratio หรือ UACR ตามบริบทของผู้ป่วย
อาการไตเสื่อมกับระยะของโรคสัมพันธ์กันหรือไม่?
โดยทั่วไป ยิ่งการทำงานของไตลดลงมาก โอกาสเกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ อาการไม่สามารถใช้บอกระยะ CKD ได้อย่างแม่นยำ ผู้ป่วยสองคนที่มี eGFR ใกล้เคียงกันอาจมีอาการต่างกันมาก บางคนยังแทบไม่มีอาการ ขณะที่บางคนอาจมีโลหิตจาง บวม หรือความผิดปกติอื่นร่วมด้วย การแบ่งระยะโรคไตจึงใช้ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะ eGFR และระดับ albuminuria ร่วมกับสาเหตุและข้อมูลทางคลินิก ไม่ได้ใช้ความรุนแรงของอาการเป็นหลัก
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?
ควรพบแพทย์หากมีอาการบวมผิดปกติ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะผิดปกติต่อเนื่อง อ่อนเพลียมาก หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อ CKD แม้ยังไม่มีอาการ ส่วนอาการที่ควรได้รับการประเมินเร่งด่วน ได้แก่ หายใจลำบากมาก เจ็บหน้าอก ซึมลง สับสน ปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน หรือมีอาการรุนแรงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เพราะอาจไม่ได้เป็นเพียง CKD แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันหรือภาวะฉุกเฉินอื่น
สรุป
อาการไตเสื่อมระยะแรกมักไม่ชัดเจนและผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการ จึงไม่ควรรอให้เกิดอาการบวม อ่อนเพลีย ปัสสาวะผิดปกติ หรือคลื่นไส้แล้วจึงเริ่มตรวจไต เมื่อ CKD ดำเนินมากขึ้น อาจพบอาการจากการคั่งของน้ำ ของเสีย ภาวะโลหิตจาง และความผิดปกติอื่นของร่างกาย แต่ไม่มีอาการใดเพียงอาการเดียวที่ยืนยันโรคไตเรื้อรังได้ การประเมินที่ถูกต้องต้องอาศัยประวัติ ปัจจัยเสี่ยง และผลตรวจ เช่น eGFR และ albuminuria ร่วมกัน
คำถามที่พบบ่อย
Q: อาการแรกของไตเสื่อมคืออะไร?
A: ไม่มีอาการแรกที่จำเพาะ เพราะ CKD ระยะแรกมักไม่มีอาการ ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรอาศัยการตรวจเลือดและปัสสาวะมากกว่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือน
Q: ปัสสาวะเป็นฟองคือไตเสื่อมหรือไม่?
A: ไม่เสมอไป ฟองอาจเกิดจากการปัสสาวะแรงหรือปัสสาวะเข้มข้น แต่หากฟองมากผิดปกติ เกิดซ้ำต่อเนื่อง หรือมีบวมร่วมด้วย ควรตรวจปัสสาวะหาโปรตีนหรืออัลบูมิน
Q: ปวดเอวเป็นอาการของไตเสื่อมหรือไม่?
A: CKD มักไม่ได้ทำให้ปวดเอวโดยตรง อาการปวดเอวส่วนใหญ่อาจเกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก แต่โรคไตหรือทางเดินปัสสาวะบางชนิด เช่น นิ่วหรือการติดเชื้อ สามารถทำให้ปวดบริเวณสีข้างหรือหลังได้
Q: ปัสสาวะบ่อยแปลว่าไตเสื่อมหรือไม่?
A: ไม่จำเป็น ปัสสาวะบ่อยเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ดื่มน้ำมาก เบาหวาน ยาขับปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือโรคต่อมลูกหมาก จึงต้องประเมินอาการและผลตรวจร่วมกัน
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









