หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  แผลเบาหวานเกิดจากอะไร? ทำไมจึงหายช้าและควรดูแลอย่างไร

แผลเบาหวานเกิดจากอะไร? ทำไมจึงหายช้าและควรดูแลอย่างไร

แผลเบาหวานเกิดจากอะไร? ทำไมจึงหายช้าและควรดูแลอย่างไร

แผลเบาหวาน โดยเฉพาะแผลที่เท้า เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะผู้ป่วยบางรายมีเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจนความรู้สึกที่เท้าลดลง ทำให้เกิดบาดแผลโดยไม่รู้ตัว หากมีเลือดไปเลี้ยงเท้าไม่เพียงพอหรือเกิดการติดเชื้อร่วมด้วย แผลอาจหายยากและรุนแรงขึ้นได้

แผลเบาหวานเกิดจากอะไร?

แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้เกิดจากระดับน้ำตาลสูงเพียงปัจจัยเดียว แต่มักเป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน

1. เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีแผล ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังสามารถทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาท จนเกิดภาวะปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Peripheral Neuropathy) ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น

  • ชาหรือความรู้สึกที่เท้าลดลง
  • ปวดแสบปวดร้อน
  • รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม
  • รับรู้ความร้อนและความเย็นลดลง
  • ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อเกิดบาดแผล

เมื่อความรู้สึกป้องกันตัวลดลง ผู้ป่วยอาจไม่รู้ว่ารองเท้ากัด เหยียบของมีคม หรือเกิดตุ่มพอง และยังเดินลงน้ำหนักบริเวณนั้นต่อ จนบาดแผลมีขนาดใหญ่ขึ้น

2. แรงกดหรือการบาดเจ็บซ้ำ เท้าผิดรูป ตาปลา หนังหนา รองเท้าที่ไม่เหมาะสม หรือการลงน้ำหนักซ้ำบริเวณเดิม สามารถทำให้ผิวหนังเกิดบาดแผลได้ ปัญหาจะยิ่งสำคัญเมื่อเกิดร่วมกับอาการชา เพราะผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกเจ็บและยังเดินลงน้ำหนักบนแผลตามปกติ

3. เลือดไปเลี้ยงบริเวณเท้าไม่เพียงพอ ผู้ป่วยเบาหวานบางรายมีโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease; PAD) ร่วมด้วย เมื่อเลือดไปเลี้ยงเท้าลดลง ออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นต่อกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อก็ลดลง ส่งผลให้แผลหายยากขึ้น และยังส่งผลต่อความสามารถในการต่อสู้กับการติดเชื้อ

อ่านเพิ่มเติม: เบาหวานรักษาหายไหม? วิธีรักษาและควบคุมระดับน้ำตาลอย่างถูกต้อง

ทำไมแผลเบาหวานจึงหายช้า?

ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยเบาหวานทุกคนมีแผลแล้วแผลจะหายช้า แต่ผู้ป่วยบางรายมีหลายปัจจัยที่รบกวนกระบวนการหายของแผลพร้อมกัน เช่น

  • ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมได้ไม่ดี
  • เลือดไปเลี้ยงบริเวณแผลไม่เพียงพอ
  • มีการติดเชื้อ
  • มีแรงกดบริเวณแผลอย่างต่อเนื่อง
  • เส้นประสาทเสื่อมจนไม่รู้ตัวว่ามีการบาดเจ็บซ้ำ
  • มีโรคร่วมหรือปัจจัยอื่นที่รบกวนการหายของแผล

ดังนั้น การรักษาแผลเบาหวานจึงไม่ใช่เพียงการใส่ยาที่บาดแผล แต่ต้องค้นหาและจัดการสาเหตุที่ทำให้แผลไม่หายร่วมด้วย

แผลเบาหวานแบบไหนควรรีบพบแพทย์?

ไม่ควรรอให้แผลใหญ่หรือปวดมากจึงไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการชาที่เท้า ควรได้รับการประเมินเมื่อพบว่า

  • มีแผลเปิด ตุ่มพอง หรือบาดแผลที่เท้า
  • แผลไม่เริ่มดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
  • รอบแผลแดง ร้อน บวม หรือปวด
  • มีหนองหรือสารคัดหลั่ง
  • แผลมีกลิ่นผิดปกติ
  • ผิวหนังเริ่มดำหรือเปลี่ยนสี
  • เท้าร้อน บวม หรือแดงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

หากเท้ามีสีดำร่วมกับกลิ่นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของเนื้อตายและควรได้รับการรักษาทันที

แผลเบาหวานรักษาอย่างไร?

การรักษาขึ้นอยู่กับความลึกของแผล การติดเชื้อ การไหลเวียนเลือด และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย จึงควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ แนวทางรักษาอาจประกอบด้วย

  • ทำความสะอาดและดูแลแผลอย่างเหมาะสม
  • กำจัดเนื้อตายเมื่อมีข้อบ่งชี้
  • ลดแรงกดบริเวณแผล (Off-loading)
  • ประเมินและรักษาการติดเชื้อ
  • ประเมินการไหลเวียนเลือดบริเวณขาและเท้า
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ดูแลภาวะโภชนาการและโรคร่วม
  • พิจารณาวิธีรักษาแผลอื่นเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้

แนวทาง IWGDF ให้ความสำคัญกับการลดแรงกด การประเมินหลอดเลือด การควบคุมการติดเชื้อ และการดูแลแผลอย่างเหมาะสมเป็นองค์ประกอบสำคัญของการรักษา diabetic foot ulcer

อ่านเพิ่มเติม: HbA1c คืออะไร? ค่าเท่าไรจึงปกติ และควรตรวจบ่อยแค่ไหน

แผลเบาหวานต้องตัดเท้าทุกคนหรือไม่?

“ไม่จำเป็น” การมีแผลที่เท้าไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกตัดเท้า แต่หากปล่อยให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง มีเนื้อตาย หรือเลือดไปเลี้ยงเท้าไม่เพียงพออย่างรุนแรง ความเสี่ยงต่อการสูญเสียอวัยวะจะเพิ่มขึ้น

ป้องกันแผลเบาหวานที่เท้าอย่างไร?

ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการชา ควรดูแลเท้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน

  • ตรวจฝ่าเท้า หลังเท้า และซอกนิ้วทุกวัน
  • สังเกตรอยแดง ตุ่มพอง แผล หนังหนา หรือจุดที่ร้อนผิดปกติ
  • ล้างเท้าด้วยน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำร้อน และเช็ดให้แห้ง
  • ไม่แช่เท้าเป็นเวลานาน
  • สวมรองเท้าที่พอดีและไม่เสียดสี
  • ไม่เดินเท้าเปล่า
  • ไม่ตัดตาปลาหรือหนังหนาด้วยตนเอง
  • หลีกเลี่ยงการวางเท้าใกล้แหล่งความร้อน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการชา
  • ควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันตามเป้าหมาย
  • ไม่สูบบุหรี่

NIDDK แนะนำให้ผู้ป่วยตรวจเท้าทุกวัน เพราะผู้ที่สูญเสียความรู้สึกอาจมีบาดแผลโดยไม่รู้ตัว และควรได้รับการตรวจเท้าโดยบุคลากรทางการแพทย์เป็นประจำ

การแพทย์จีนดูแลแผลในผู้ป่วยเบาหวานอย่างไร?

ในทัศนะการแพทย์จีน การประเมินผู้ป่วยไม่ได้พิจารณาเฉพาะบริเวณบาดแผล แต่พิจารณาความไม่สมดุลของร่างกายโดยรวมด้วย ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีรูปแบบแตกต่างกัน เช่น พลังชี่พร่อง พลังหยินพร่อง เลือดคั่ง ความชื้น หรือความร้อน นอกจากการดูแลจากภายในแล้ว การแพทย์จีนยังใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนทาแผลภายนอกที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Danggui, Huanglian, Zicao, Jinyinhua, Honghua ฯลฯ ที่มีสรรพคุณช่วยสมานแผลและบรรเทาอาการแผลเปื่อย 

สรุป

แผลเบาหวาน มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม แรงกดหรือการบาดเจ็บซ้ำ และการไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวว่ามีแผล และแผลบางรายหายยากหรือติดเชื้อได้ การรักษาจึงต้องทำมากกว่าการทายาที่บาดแผล โดยต้องประเมินการติดเชื้อ ลดแรงกด ตรวจการไหลเวียนเลือด และควบคุมโรคเบาหวานร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อย

Q: ทำไมแผลเบาหวานบางแผลไม่เจ็บ?

A: ผู้ป่วยบางรายมีเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ทำให้ความรู้สึกเจ็บ ร้อน เย็น และแรงกดลดลง จึงอาจมีแผลโดยแทบไม่รู้สึกเจ็บ

Q: แผลเล็กที่เท้าต้องไปพบแพทย์หรือไม่?

A: ผู้ป่วยเบาหวานควรให้ความสำคัญกับบาดแผลที่เท้า โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการชา หากแผลไม่เริ่มดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือมีอาการแดง ร้อน บวม ปวด หรือมีสัญญาณของการติดเชื้อ ควรไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน

Q: ผู้ป่วยเบาหวานแช่เท้าในน้ำอุ่นได้หรือไม่?

A: ไม่แนะนำให้แช่เท้าเป็นเวลานาน และผู้ที่มีปลายประสาทเสื่อมต้องระวังน้ำร้อน เพราะอาจไม่รู้สึกว่าอุณหภูมิสูงจนเกิดแผลไหม้ NIDDK แนะนำให้ล้างเท้าด้วยน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำร้อน และไม่ควรแช่เท้า

Q: แผลหายแล้วจะกลับมาเป็นอีกหรือไม่?

A: เกิดซ้ำได้ โดยเฉพาะหากยังมีอาการชา เท้าผิดรูป จุดรับแรงกด หรือปัจจัยเสี่ยงเดิมอยู่ จึงต้องดูแลเท้าและติดตามอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Tiamate ไทอะเมท

Tiamate

เบาหวานและโรคในต่อมไร้ท่อ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top