หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  TIA คืออะไร? โรคหลอดเลือดสมองชั่วคราวที่ไม่ควรมองข้าม

TIA คืออะไร? โรคหลอดเลือดสมองชั่วคราวที่ไม่ควรมองข้าม

TIA คืออะไร? โรคหลอดเลือดสมองชั่วคราว อาการหายเองได้แต่เสี่ยง Stroke

TIA คืออะไร?

TIA (Transient Ischemic Attack) หรือโรคหลอดเลือดสมองชั่วคราว เป็นภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงหรือหยุดชั่วคราวจากการอุดตันของหลอดเลือด แต่ลิ่มเลือดสลายหรือเคลื่อนตัวก่อนที่เซลล์สมองจะเสียหายถาวร ทำให้อาการทางระบบประสาทกลับมาเป็นปกติภายในระยะเวลาสั้น

หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่ออาการหายเองก็แปลว่าหายดีแล้ว แต่ในความเป็นจริง TIA ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจเกิด Stroke ตามมาในช่วงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาปัจจัยเสี่ยง

TIA เกิดจากอะไร?

TIA เกิดจากการที่ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเพียงชั่วคราว ก่อนที่เลือดจะกลับมาไหลเวียนได้เอง สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • คราบไขมันในหลอดเลือดทำให้เกิดลิ่มเลือด
  • ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation)
  • หลอดเลือดแดงที่คอตีบ
  • โรคหัวใจบางชนิด
  • ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

แม้อาการจะหาย แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดยังคงอยู่ หากไม่รักษา ความเสี่ยงที่จะเกิด Stroke จะยังคงสูง

อาการของ TIA เป็นอย่างไร?

อาการของ TIA เหมือนกับ Stroke เกือบทุกประการ แต่ต่างกันที่อาการกลับมาเป็นปกติเอง อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • หน้าเบี้ยว
  • แขนหรือขาอ่อนแรงข้างเดียว
  • ชาหรือสูญเสียความรู้สึก
  • พูดไม่ชัด
  • พูดไม่ได้
  • ฟังแล้วไม่เข้าใจ
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • ตามัวหรือมองไม่เห็นข้างหนึ่ง
  • เดินเซ
  • เสียการทรงตัว

อาการมักเกิดขึ้นทันที และอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก่อนจะหายไปเอง แม้อาการจะหายแล้ว ไม่ควรรอดูอาการอยู่บ้าน

TIA กับ Stroke ต่างกันอย่างไร?

TIAStroke
เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วคราวลดลงหรือหยุดเป็นเวลานาน
เซลล์สมองเสียหายถาวรโดยทั่วไปไม่พบพบความเสียหายของสมอง
อาการหายเองมักไม่หายเอง
ความพิการมักไม่เหลืออาจเกิดความพิการถาวร
ความจำเป็นต้องรักษาจำเป็นจำเป็นและเป็นภาวะฉุกเฉิน

แม้ TIA จะไม่ทำให้สมองเสียหายถาวรในหลายกรณี แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการค้นหาสาเหตุและป้องกัน Stroke ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

TIA อันตรายหรือไม่?

อันตราย เพราะ TIA เป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง งานวิจัยพบว่า ความเสี่ยงของการเกิด Stroke จะสูงที่สุดในช่วงวันแรก ๆ หลังเกิด TIA โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคหัวใจ
  • หลอดเลือดคอตีบ
  • สูบบุหรี่

ยิ่งได้รับการประเมินและรักษาเร็ว ก็ยิ่งลดโอกาสเกิด Stroke ได้มาก

หากอาการหายเองแล้ว ยังต้องไปโรงพยาบาลหรือไม่?

แม้อาการจะกลับเป็นปกติ แต่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะแพทย์จำเป็นต้องหาสาเหตุว่าเหตุใดจึงเกิด TIA 

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเกิด TIA?

  • อายุ 55 ปีขึ้นไป
  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคหัวใจ
  • สูบบุหรี่
  • โรคอ้วน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • เคยเป็น TIA หรือ Stroke มาก่อน

ลดความเสี่ยง TIA และ Stroke ได้อย่างไร?

  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ลดระดับไขมันในเลือด
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง
  • งดสูบบุหรี่
  • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

สรุป

TIA เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าระบบหลอดเลือดกำลังมีปัญหา และอาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้ในเวลาอันใกล้ การรีบพบแพทย์ ตรวจหาสาเหตุ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสเกิด Stroke และภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้

คำถามที่พบบ่อย

ไม่หายขาด แม้อาการอาจหายไปแล้ว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดยังคงอยู่ จึงยังมีความเสี่ยงเกิด Stroke ในอนาคต
ได้ เพราะ TIA มักไม่ทำให้เกิดความเสียหายของเนื้อสมองถาวร แพทย์อาจพิจารณาตรวจ MRI หรือการตรวจอื่นเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
เกิดได้ หากยังไม่ได้รับการรักษาปัจจัยเสี่ยงหรือสาเหตุที่แท้จริง จึงควรติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
เป็นได้ แม้จะพบน้อยกว่าผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจ ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด สูบบุหรี่ หรือมีปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Carbova Capsules

Carbova Capsules

ตับ // หัวใจ // ประสาทและสมอง // การไหลเวียนเลือด

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top