เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ลดลง ร่วมกับตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่งผลให้น้ำตาลสะสมอยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ โรคนี้มักค่อย ๆ พัฒนาและอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก หลายคนจึงตรวจพบจากการตรวจสุขภาพ หรือพบเมื่อเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว ปัจจุบันเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่พบในคนอายุน้อยและเด็กมากขึ้นด้วย
เบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร?
อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน มีหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จะเกิดปัญหาหลัก 2 ประการ ได้แก่
- เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินลดลง หรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน
- ตับอ่อนค่อย ๆ ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ
ในระยะแรก ตับอ่อนอาจพยายามผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์เบตาในตับอ่อนอาจทำงานลดลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง
อ่านเพิ่มเติม: ภาวะดื้ออินซูลินคืออะไร? จุดเริ่มต้นของเบาหวานชนิดที่ 2
เบาหวานชนิดที่ 2 ต่างจากเบาหวานชนิดที่ 1 อย่างไร?
เบาหวานทั้งสองชนิดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเหมือนกัน แต่มีสาเหตุแตกต่างกัน
เบาหวานชนิดที่ 1
- เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลิน
- ร่างกายจึงขาดอินซูลินอย่างมาก
- ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้อินซูลินเพื่อการดำรงชีวิต
เบาหวานชนิดที่ 2
- เกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลิน
- ตับอ่อนยังผลิตอินซูลินได้ในระยะแรก แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการ
- การรักษาอาจประกอบด้วยการปรับพฤติกรรม ยารับประทาน ยาฉีด หรืออินซูลินตามความเหมาะสม
การจำแนกชนิดของโรคให้ถูกต้องมีความสำคัญ เพราะแนวทางรักษาแตกต่างกัน ในผู้ใหญ่อายุน้อย รูปร่างไม่อ้วน หรือมีลักษณะที่ไม่ตรงกับเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกโรคชนิดอื่น
เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอะไร?
- มีภาวะดื้ออินซูลิน
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง
- ขาดการออกกำลังกาย
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
- อายุเพิ่มขึ้น
- เคยมีภาวะก่อนเบาหวาน
- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ PCOS
- มีความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดผิดปกติ
- ใช้ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์
ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคเบาหวานทุกคน แต่ทำให้ควรตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพเร็วขึ้น
อ่านเพิ่มเติม: ภาวะก่อนเบาหวานคืออะไร? ปรับตัวทันก่อนพัฒนาเป็นเบาหวาน
อาการเบาหวานชนิดที่ 2 มีอะไรบ้าง?
ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการชัดเจน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยเป็นเวลาหลายปี อาการที่อาจพบ ได้แก่
- กระหายน้ำบ่อย
- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
- หิวบ่อย
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มองเห็นภาพพร่ามัว
- แผลหายช้า
- ติดเชื้อได้ง่ายหรือเป็นซ้ำ
- ชาหรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มที่มือและเท้า
อาการเหล่านี้ไม่ได้ใช้ยืนยันโรค ต้องตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย โดยเฉพาะผู้มีความเสี่ยงไม่ควรรอให้มีอาการก่อนจึงเข้ารับการตรวจ

อ่านเพิ่มเติม: อาการเบาหวานระยะแรก มีสัญญาณอะไรที่ไม่ควรมองข้าม?
รู้ได้อย่างไรว่าคุณเป็นเบาหวานชนิดที่ 2?
แพทย์สามารถใช้ผลตรวจชนิดใดชนิดหนึ่งต่อไปนี้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานในผู้ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์
- HbA1c ตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไป
- น้ำตาลหลังอดอาหารตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป
- น้ำตาล 2 ชั่วโมงหลังดื่มกลูโคสตั้งแต่ 200 mg/dL ขึ้นไป
- น้ำตาลแบบสุ่มตั้งแต่ 200 mg/dL ขึ้นไป
หากไม่มีอาการชัดเจนหรือภาวะน้ำตาลสูงรุนแรง โดยทั่วไปต้องมีผลตรวจยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวิธีเดิมซ้ำในวันอื่น หรือใช้การตรวจอีกวิธีหนึ่ง
อ่านเพิ่มเติม: HbA1c คืออะไร? ค่าเท่าไรจึงปกติ
เบาหวานชนิดที่ 2 หายได้หรือไม่?
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรัง แต่ผู้ป่วยบางรายสามารถเข้าสู่ภาวะโรคสงบหรือ Remission ได้ ซึ่งหมายถึงระดับน้ำตาลกลับมาอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์เบาหวานเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่ใช้ยาลดน้ำตาล
สรุป
เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากภาวะดื้ออินซูลินร่วมกับการที่ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ โรคอาจไม่มีอาการในระยะแรก จึงควรตรวจคัดกรองหากมีน้ำหนักเกิน ประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ภาวะก่อนเบาหวาน หรือโรคร่วมด้านเมตาบอลิซึม การรักษาที่ได้ผลต้องดูแลทั้งอาหาร การออกกำลังกาย น้ำหนัก การใช้ยา และการตรวจภาวะแทรกซ้อนอย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









