มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิง โดยในหลายประเทศทั่วโลก มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิง และยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในสตรีอีกด้วย ปัจจุบัน การรักษามะเร็งเต้านมตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบันประกอบด้วย การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด การรักษาแบบมุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด อย่างไรก็ตาม การรักษาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์ได้
การแพทย์แผนจีนมีบทบาทหนึ่งในการรักษาแบบผสมผสานของมะเร็งเต้านม โดยสามารถช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษา ช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วย และมีส่วนช่วยในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย จึงเป็นแนวทางที่ควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม
กรณีศึกษานี้ได้นำเสนอการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานในการรักษามะเร็งเต้านม เพื่อเป็นแนวทางอ้างอิงสำหรับแพทย์ในการใช้ยาจีนเป็นการรักษาเสริมในทางคลินิก
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยหญิง
- มาพบแพทย์ด้วยอาการ “หลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมซ้าย 6 เดือน เพื่อเข้ารับเคมีบำบัดต่อเนื่อง”
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- 11 ตุลาคม 2023 ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด เนื่องจากคลำพบก้อนที่เต้านมซ้าย โดยได้รับการผ่าตัดเต้านมซ้าย (simple mastectomy) ร่วมกับการตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนล (sentinel lymph node biopsy)
- ผลพยาธิวิทยาหลังผ่าตัดพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิด invasive micropapillary carcinoma ร่วมกับมีเนื้อตาย (necrosis)
- ภายหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยเริ่มรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2023 โดยปัจจุบันได้รับไปแล้ว 7 รอบการรักษา เป็นการรักษาแบบ dual-targeted therapy โดยใช้เคมีบำบัดร่วมกับการรักษาแบบมุ่งเป้า ได้แก่
- Epirubicin 150 mg + Cyclophosphamide 1.0 g ทางหลอดเลือดดำ (ivgtt) วันที่ 1 ทุก 3 สัปดาห์
- Trastuzumab (ขนาดเริ่มต้น 8 mg/kg ตามด้วย 6 mg/kg ทุก 3 สัปดาห์; ให้ขนาด 600 mg ivgtt)
- Pertuzumab (ขนาดเริ่มต้น 840 mg ตามด้วย 420 mg ทุก 3 สัปดาห์; ให้ขนาด 420 mg ivgtt)
- ต่อมาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2024 เริ่มเคมีบำบัดรอบที่ 5 ด้วยสูตร
- Docetaxel 140 mg ivgtt วันที่ 1 ทุก 3 สัปดาห์
- ปัจจุบันผู้ป่วยมารับการรักษาเพื่อดำเนินการเคมีบำบัดต่อเนื่อง โดยได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นในแผนกผู้ป่วยนอกว่า“ภาวะหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมซ้าย” และรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past Medical History)
สุขภาพโดยทั่วไปดี
การตรวจร่างกาย (Physical Examination)
- เต้านมทั้งสองข้างมีลักษณะสมมาตร
- คลำพบก้อนบริเวณ quadrant ด้านนอกส่วนล่างของเต้านมซ้าย ห่างจากหัวนมประมาณ 2.0 ซม. ขนาดประมาณ 4.0 × 3.0 ซม. ลักษณะก้อนแข็ง ผิวไม่เรียบ ขอบเขตไม่ชัดเจน ไม่กดเจ็บ ไม่พบ dimpling (dimple sign) และไม่พบลักษณะ peau d’orange
- ไม่คลำพบก้อนผิดปกติในเต้านมขวา
- หัวนมทั้งสองข้างไม่มีการบุ๋มหรือมีสารคัดหลั่ง
- ไม่คลำพบต่อมน้ำเหลืองโตที่ รักแร้ทั้งสองข้าง และ บริเวณเหนือไหปลาร้าทั้งสองข้าง
- ไม่พบต่อมน้ำเหลืองตื้นโตในตำแหน่งอื่น
การตรวจเพิ่มเติม (Additional Investigations)
1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)
CA125 39.9 U/mL
2. อัลตราซาวด์เต้านม
- พบเนื้อเยื่อเต้านมทั้งสองข้างมีลักษณะกระจายไม่สม่ำเสมอ มีบางบริเวณหนาตัวและโครงสร้างผิดปกติ
- เต้านมซ้ายตำแหน่ง 5 นาฬิกา พบก้อน hypoechoic ขนาดประมาณ 24 × 19 มม. ขอบเขตชัด รูปร่างไม่สม่ำเสมอ และมีสัญญาณเลือดภายใน
- บริเวณใกล้เคียงพบก้อน hypoechoic อีก 2 ก้อน ขนาดประมาณ 41 × 14 มม. และ 12 × 6 มม. ลักษณะต่อเนื่องกัน ขอบเขตไม่ชัด รูปร่างไม่สม่ำเสมอ และมีสัญญาณเลือดไม่ชัดเจน
- ก้อนบริเวณ quadrant ล่างของเต้านมซ้าย ขนาดใกล้เคียงกับการตรวจครั้งก่อน
- ไม่พบต่อมน้ำเหลืองโตชัดเจนทั้งสองข้าง
3. การตรวจ MRI เต้านม
- พบก้อนบริเวณ quadrant ด้านนอกส่วนล่างของเต้านมซ้าย พิจารณาเข้าได้กับ มะเร็งเต้านม (BI-RADS 5) แนะนำพิจารณาร่วมกับผลพยาธิวิทยา
- พบต่อมน้ำเหลืองขนาดเล็กหลายต่อมที่รักแร้ซ้าย
- เต้านมขวาไม่พบรอยโรคผิดปกติ (BI-RADS 1)
4. การตรวจพยาธิวิทยา (Pathological Examination)
- ตำแหน่งก้อนอยู่ที่เต้านมซ้าย
- ขนาดก้อน 5 × 3.5 × 2 ซม.
- ชนิด Invasive micropapillary carcinoma ร่วมกับเนื้อตาย ระดับ III
- พบการลุกลามเข้าเส้นเลือด/น้ำเหลือง (LVI)
- พบการลุกลามเข้าเส้นประสาท
- ไม่พบการลุกลามไปยังหัวนม ผิวหนัง ฐานก้อน หรือเนื้อเยื่อรอบข้าง
- พบ macrometastasis ใน sentinel lymph node จำนวน 1 จาก 5 ต่อม โดยมีขนาดรอยโรคสูงสุดประมาณ 2.5 มม.
5. การตรวจ Immunohistochemistry (IHC)
- ER (+, ~70%)
- PR (+, ~1%)
- HER2 (3+)
- Ki-67 (~40%)

การวินิจฉัย (Diagnosis)
มะเร็งเต้านม (invasive carcinoma) ระยะ IIA (T2N0M0)
แผนการรักษา (Treatment Plan)
- ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบมุ่งเป้าคู่ (dual-targeted therapy) ร่วมกับเคมีบำบัด (cycle ที่ 8) ได้แก่
- Trastuzumab ขนาดเริ่มต้น 8 mg/kg และต่อเนื่อง 6 mg/kg ทุก 3 สัปดาห์ (ให้ขนาด 450 mg ทางหลอดเลือดดำ)
- Pertuzumab ขนาดเริ่มต้น 840 mg และต่อเนื่อง 420 mg ทุก 3 สัปดาห์ (ให้ขนาด 420 mg ทางหลอดเลือดดำ)
- Docetaxel 130 mg ทางหลอดเลือดดำ วันที่ 1 ทุก 3 สัปดาห์
- ให้การรักษาประคับประคอง ได้แก่ ยาต้านอาเจียน และการดูแลตามอาการอื่น ๆ
- หลังสิ้นสุดเคมีบำบัด ได้รับรังสีรักษาเสริมหลังผ่าตัด (adjuvant radiotherapy)
- ได้รับตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
การประเมินผลการรักษา (Efficacy Evaluation)
- ติดตามผลด้วยอัลตราซาวด์ พบว่า
- เต้านมทั้งสองข้างมีขอบเขตชัดเจน
- โครงสร้างเนื้อเยื่อมีการกระจายสม่ำเสมอ
- ไม่พบการขยายตัวของท่อน้ำนม
- ไม่พบรอยโรคชนิดก้อนหรือ space-occupying lesion ที่ชัดเจน
- ไม่พบต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณรักแร้ทั้งสองข้าง
- การประเมินทางห้องปฏิบัติการ พบค่า tumor markers และการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ และไม่พบความผิดปกติที่มีนัยสำคัญทางคลินิก
- การประเมินอาการทางคลินิก พบว่า ผู้ป่วยมีสภาพทั่วไปดี มีการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะปกติ การนอนหลับเป็นปกติ ไม่พบอาการสำคัญ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ไม่พบการลดลงของน้ำหนักตัวอย่างมีนัยสำคัญ
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านม และได้รับการผ่าตัดตัดเต้านมซ้าย ร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดและยามุ่งเป้า โดยมีการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมแบบผสมผสาน จากการประเมินผลการรักษาทั้งทางภาพวินิจฉัย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และอาการทางคลินิก พบว่าผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาในระดับ complete response (CR)
ตำรับยาสมุนไพรจีนมีข้อได้เปรียบเฉพาะในการช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งและอาจมีส่วนช่วยยืดระยะเวลาการรอดชีวิต ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ต้านมะเร็งได้หลายกลไก เช่น การยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็ง การลดขนาดก้อน การยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ของเนื้องอก และการลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดผลกระทบของเคมีบำบัดและรังสีรักษาต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสร้างเม็ดเลือด และการทำงานของตับ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความอยากอาหาร เสริมสมรรถภาพร่างกาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม แม้ตำรับยาสมุนไพรจีนจะมีบทบาทในการรักษามะเร็งเต้านม แต่โดยหลักยังควรใช้เป็นการรักษาเสริม (adjunct therapy) ไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษามาตรฐานทางแพทย์แผนปัจจุบันได้ ดังนั้น การรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนตะวันตกจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
Source
Department of Breast Surgery, Ningbo Second Hospital, China
แหล่งข้อมูล
แผนกศัลยกรรมเต้านม โรงพยาบาลที่สอง เมืองหนิงโป ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย





