มะเร็งโพรงหลังจมูก (Nasopharyngeal carcinoma; NPC) เป็นเนื้องอกร้ายที่เกิดจากเยื่อบุผิวของโพรงหลังจมูก และเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในประชากรชาวจีน อาการในระยะแรกมักไม่ชัดเจนและไม่จำเพาะ ทำให้ยากต่อการตรวจพบ ส่งผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยในระยะกลางถึงระยะลุกลาม
ผู้ป่วยมะเร็งโพรงหลังจมูกจำนวนมากมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะห่างไกล โดยพบบ่อยที่กระดูก ปอด และตับ นอกจากนี้ จากการที่โรคมีการดำเนินยาวนานและมีการใช้การรักษาต้านมะเร็งอย่างต่อเนื่อง เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด และการรักษาแบบมุ่งเป้า มักทำให้ผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันลดลง และเกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร
การใช้แพทย์แผนจีนในทางคลินิกสามารถช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษา และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น การผสมผสานแพทย์แผนจีนเข้ากับการรักษามาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดพิษของการรักษา จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ
กรณีนี้ได้นำเสนอกรณีศึกษาผู้ป่วยมะเร็งโพรงหลังจมูกที่มีการแพร่กระจายหลายตำแหน่ง โดยใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม เพื่อเป็นแนวทางอ้างอิงสำหรับแพทย์ในการประยุกต์ใช้แพทย์แผนจีนร่วมกับการรักษามาตรฐาน
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยหญิง อายุ 47 ปี
- มาพบแพทย์ด้วยอาการไอมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอกหลายวัน
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- มิถุนายน 2021 ผู้ป่วยมีอาการ เห็นภาพซ้อน โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ธันวาคม 2021 พบ ก้อนบริเวณคอด้านขวา ร่วมกับมี เสียงดังในหูขวา
- มกราคม 2022 ผลพยาธิวิทยาระบุว่าเป็นมะเร็งโพรงหลังจมูกชนิดไม่แยกชนิดแบบไม่สร้างเคราติน เมื่อพิจารณาร่วมกับผลภาพถ่ายทางรังสี วินิจฉัยเป็น T3N3M0 ระยะ IVa (AJCC ฉบับที่ 8)
- มกราคม 2022 – กุมภาพันธ์ 2022 ได้รับเคมีบำบัดสูตร TP จำนวน 2 คอร์ส
- มีนาคม 2022 – พฤษภาคม 2022 ได้รับรังสีรักษาแบบ IMRT แบบรักษาให้หายขาด (70 Gy/33F) ระหว่างฉายรังสี เนื่องจากผู้ป่วยทนต่อ cisplatin ได้ไม่ดี จึงเปลี่ยนเป็น nedaplatin และให้เป็นเคมีบำบัดร่วมแบบพร้อมกันจำนวน 2 คอร์ส
- ได้รับการรักษาแบบมุ่งเป้าด้วย Taixinsheng จำนวน 6 คอร์ส
- ต่อมาในเดือน ธันวาคม 2022 ผู้ป่วยมีอาการไอ ไอมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก จึงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อประเมินและรักษาเพิ่มเติม
การตรวจเพิ่มเติม (Additional Investigations)
1. การตรวจ PET-CT ทั้งร่างกาย
พบก้อนลักษณะเข้าได้กับมะเร็งปอดชนิด central type ที่กลีบบนซ้าย มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง ปอดทั้งสองข้าง ต่อมหมวกไต และกระดูกบริเวณ iliac ด้านซ้าย
2. การตรวจพยาธิวิทยาจากการเจาะปอด (Lung biopsy)
- ตัวอย่างจากกลีบบนซ้าย (#2274553) พบเซลล์มะเร็งชนิด poorly differentiated carcinoma infiltrating bronchial mucosa
- จากผล Immunohistochemistry และ In situ hybridization และประวัติผู้ป่วย สอดคล้องกับการแพร่กระจายของมะเร็งโพรงหลังจมูกชนิด undifferentiated non-keratinizing carcinoma มาที่ปอด
- การตรวจ Immunohistochemistry
- CK(+), CK5/6(+), p40(+), p63(+)
- CK7(-), TTF-1(-), Napsin A(-)
- SMARCA4(+), INI-1(+) (ไม่สูญเสีย)
- Neuroendocrine markers: CgA(-), Syn(-), CD56(-)
- LCA(-), CD99(-), HMB45(-)
- p53: mutant type
- Ki-67 ~80% (high proliferation index)
- ALK(-)
- PD-L1 (TPS ~80%)
- In situ hybridization
- EBERs (+) สนับสนุนแหล่งกำเนิดจาก nasopharyngeal carcinoma
3. การตรวจ CT ทรวงอก
- พบก้อน/รอยโรคบริเวณรอยแยกของปอดขวา (horizontal fissure area) และเยื่อหุ้มปอดเหนือกระบังลมด้านซ้าย สงสัย metastases
- พบเยื่อหุ้มปอดด้านซ้ายหนาตัวไม่สม่ำเสมอ สงสัย pleural metastasis
- พบต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณ para-aortic และ left hilar region สงสัย lymph node metastases

การวินิจฉัย (Diagnosis)
มะเร็งโพรงหลังจมูกกลับเป็นซ้ำภายหลังการรักษาครบถ้วน ร่วมกับการแพร่กระจายหลายตำแหน่ง (multiple metastases)
แผนการรักษาและการประเมินผล (Treatment Plan and Evaluation)
1. การรักษาลำดับแรก (First-line Treatment)
- ธันวาคม 2022 – พฤษภาคม 2023 ให้การรักษา GP regimen (Gemcitabine + Cisplatin) ร่วมกับ toripalimab (immunotherapy) และ denosumab รวมทั้งหมด 6 รอบการรักษา (cycles)
- การประเมินผลระหว่างการรักษา
- CT เดือนมีนาคม 2566 ก้อนบริเวณรอยแยกปอดขวา (horizontal fissure) ลดขนาดจาก 10 mm เหลือ 2 mm (ลดลง ~80%) และต่อมน้ำเหลืองบริเวณ aorta และ left hilum ลดขนาดจาก 25 mm เหลือ 20 mm (ลดลง ~20%) ประเมินผลเป็น Partial Response (PR)
- CT เดือนพฤษภาคม 2566 ก้อนที่ปอดขวาขนาดคงเดิม (2 mm) ต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (20 mm เป็น 21 mm) ประเมินผลเป็น Stable Disease (SD)
- PET-CT เดือนมิถุนายน 2566 พบ metabolically active lesions บริเวณปอดซ้ายส่วนบนใกล้ hilum และ mediastinum พบต่อมน้ำเหลือง mediastinal และ left hilar หลายตำแหน่งมี metabolic activity และพบการแพร่กระจายไปยังกระดูกหลายตำแหน่งรวมถึงระดับ T8 vertebra สอดคล้องกับ disease progression / active metastatic disease

2. การรักษาลำดับที่สอง (Second-line Treatment)
- มิถุนายน – ตุลาคม 2023 ให้การรักษาแบบผสมผสาน ได้แก่ รังสีรักษาเฉพาะที่ต่อรอยโรคกระดูก (local radiotherapy)และเคมีบำบัดสูตร Gemcitabine (Day 1) และ Capecitabine ร่วมกับ tislelizumab (immunotherapy) รวมทั้งหมด 6 รอบการรักษา (cycles)
- เหตุการณ์สำคัญระหว่างการรักษาคือ ในเดือนกรกฎาคม 2566 ผู้ป่วยมีอาการ ปวดหน้าอกและหลัง ได้รับ SBRT (30 Gy/5 fractions) บริเวณกระดูกสันหลังระดับ T8 อาการปวด ดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังการฉายรังสี
- การประเมินผลระหว่างการรักษา
- CT ทรวงอก เดือนตุลาคม 2023 พบ
- ก้อนหลายตำแหน่งในปอดซ้ายส่วนบน เป็นรอยโรคใหม่ (new lesions) เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2023 สงสัย metastases
- ต่อมน้ำเหลือง mediastinal และ left hilar มีขนาดใหญ่ขึ้น
- ก้อนบริเวณรอยแยกปอดขวาขนาดคงที่ รอยโรคกระดูกหลายตำแหน่งทั่วร่างกายมีขนาดใหญ่ขึ้น
- EBV-DNA: 2420 copies/mL
- MRI กระดูกสันหลังทรวงอกและอุ้งเชิงกราน เดือนตุลาคม 2023
- T8 vertebral body และ T9 spinous process พบการทำลายกระดูกและก้อนเนื้อ ขนาดลดลงเมื่อเทียบก่อนหน้า
- พบก้อนที่
- T11 vertebra สงสัย metastasis
- T6 vertebra ลักษณะไม่ชัดเจน (ต้องแยกโรค) ขนาดใกล้เคียงเดิม
- ก้อนใต้ผิวหนังด้านขวาระดับ T6 สงสัย metastasis แต่ขนาดลดลง
- พบรอยโรคผิดปกติหลายตำแหน่ง ได้แก่ กระดูก iliac ทั้งสองข้าง pubis ขวา ischium ขวา sacrum ซ้าย femoral neck ทั้งสองข้าง เข้าได้กับ bone metastases (บางตำแหน่งขนาดลดลง)
- CT ทรวงอก เดือนตุลาคม 2023 พบ
- การประเมินรอยโรคกระดูกโดยรวม Stable Disease (SD)

3. การรักษาลำดับที่ 3 (Third-line Treatment)
- ตุลาคม 2023 – กุมภาพันธ์ 2024 ให้การรักษาแบบผสมผสาน ได้แก่ Docetaxel + Capecitabine + Cadonilimab (immunotherapy) ร่วมกับ Denosumab รวมทั้งหมด 6 รอบการรักษา (cycles)
- พบภาวะแทรกซ้อนระหว่างการรักษา หลังการรักษา 1 รอบ เกิด ภาวะกดไขกระดูกระดับ IV (Grade IV bone marrow suppression) ปรับลดขนาดยา Docetaxel จาก 75 mg/m² → 60 mg/m² ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลียน้ำหนักลดลงประมาณ 5 กิโลกรัม
- ให้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม ช่วงเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2024 หลังใช้ยา 3 เดือน พบว่า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3 กิโลกรัม อาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอ่อนเพลียดีขึ้นอย่างชัดเจน
- การประเมินผลระหว่างการรักษา
- CT เดือนมกราคม 2024
- ก้อนในปอดซ้ายส่วนบนหลายตำแหน่ง บางส่วนมีขนาดลดลง
- ต่อมน้ำเหลือง mediastinal และ left hilar ขนาดลดลงเล็กน้อย
- เยื่อหุ้มปอดซ้ายหนาตัว ลดลงเล็กน้อย
- รอยโรคกระดูกหลายตำแหน่ง ความหนาแน่นเพิ่มขึ้น (สอดคล้องกับ response ต่อการรักษา)
- ประเมินผลเป็น Partial Response (PR)
- CT เดือนเมษายน 2024
- ก้อนปอดซ้าย ขนาดลดลงจาก 21 mm เหลือ 17 mm (ลดลง ~19%)
- ต่อมน้ำเหลือง mediastinal / hilar ขนาดลดลงจาก 24 mm เหลือ 16 mm (ลดลง ~33%)
- ประเมินผลเป็น Partial Response (PR)
- EBV-DNA
- ก่อนการรักษา 2423 copies/mL
- หลัง 1 รอบการรักษา ลดลงเหลือ 89 copies/mL
- สะท้อนถึง tumor burden ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- CT เดือนมกราคม 2024



สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งโพรงหลังจมูกกลับเป็นซ้ำร่วมกับการแพร่กระจายทั่วร่างกาย โดยการรักษาต้านมะเร็งด้วยเคมีบำบัดและภูมิคุ้มกันบำบัดให้ผลลัพธ์ที่ดีในด้านการควบคุมโรค อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมีอาการไม่พึงประสงค์จากการรักษาอย่างชัดเจน ภายหลังได้รับการรักษาเสริมด้วยตำรับยาสมุนไพรจีน พบว่าอาการไม่พึงประสงค์จากเคมีบำบัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอ่อนเพลียดีขึ้น รวมถึงน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงบทบาทของแพทย์แผนจีนในการช่วยเพิ่มความทนต่อการรักษา (tolerability) และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
ตำรับยาสมุนไพรจีนประกอบด้วยสมุนไพรจีน 16 ชนิด มีหลักฐานสนับสนุนว่ายาดังกล่าวสามารถยับยั้งการสร้างหลอดเลือดของเนื้องอก (anti-angiogenesis) ยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็ง เสริมประสิทธิภาพของการรักษาทางคลินิก นอกจากนี้ อาการไม่พึงประสงค์จากรังสีรักษาและเคมีบำบัด เช่น ภาวะกดไขกระดูก เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ และอาการทางระบบทางเดินอาหาร เป็นปัญหาที่พบบ่อยในทางคลินิก โดยมีการศึกษาพบว่าการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐาน สามารถช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้ รวมถึงลดความเป็นพิษต่อตับ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ป่วยมะเร็ง
กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนตะวันตก สามารถลดความเป็นพิษจากการรักษาต้านมะเร็ง เพิ่มความอยากอาหารและปรับปรุงอาการทางคลินิก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ตำรับยาสมุนไพรจีนมีบทบาทสำคัญในฐานะการรักษาเสริมที่ช่วยทั้งด้าน ลดผลข้างเคียงและเสริมประสิทธิภาพการรักษา โดยในผู้ป่วยรายนี้สามารถบรรลุผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดี อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษาแบบบูรณาการ และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำไปใช้ในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามอย่างกว้างขวาง
Source
Department of Nasopharyngeal Carcinoma, Sun Yat-sen University Cancer Center, China
แหล่งข้อมูล
แผนกมะเร็งโพรงจมูก (Nasopharyngeal Carcinoma) ศูนย์มะเร็ง มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย




