มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย โดยมีอัตราการเกิดและอัตราการเสียชีวิตอยู่ในอันดับที่ 3 ของมะเร็งทั้งหมด โดยเฉพาะในประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปซึ่งมีความเสี่ยงสูง สำหรับผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร จำเป็นต้องได้รับการรักษาและการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ เพื่อลดอัตราการกลับเป็นซ้ำ เพิ่มคุณภาพชีวิต และยืดระยะเวลาการรอดชีวิต
ในผู้ป่วยระยะกลางถึงระยะลุกลาม ควรเน้นการรักษาแบบผสมผสานหลายสาขา (multidisciplinary treatment) ขณะที่ผู้ป่วยระยะท้ายควรมุ่งเน้นการบรรเทาอาการและการปรับปรุงคุณภาพชีวิต การใช้แพทย์แผนจีนเป็นการรักษาเสริมในทางคลินิก อาจช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วย ลดผลข้างเคียงจากการรักษาต้านมะเร็ง และเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจและศึกษาอย่างต่อเนื่อง
กรณีศึกษานี้ได้นำเสนอการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร เพื่อเป็นแนวทางอ้างอิงสำหรับแพทย์ในการใช้ยาแพทย์แผนจีนร่วมกับการรักษามาตรฐาน
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยชาย อายุ 71 ปี
- มาพบแพทย์ด้วยอาการกลืนลำบากมาเป็นเวลา 2 เดือน
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- ผู้ป่วยเริ่มมีอาการกลืนลำบากโดยไม่ทราบสาเหตุมาเป็นเวลา 2 เดือน โดยอาการจะชัดเจนมากขึ้นเมื่อรับประทานอาหารแข็งและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงแรกผู้ป่วยไม่มีอาการร่วม เช่น ปวดท้อง อุจจาระดำ อาเจียน ไข้ หรือไอ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่ได้เข้ารับการตรวจหรือรักษา
- ต่อมาอาการกลืนลำบากมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ป่วยจึงมารับการตรวจที่โรงพยาบาล โดยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2023 ได้รับการส่องกล้องทางเดินอาหาร (gastroscopy) พบ
- แผลลักษณะไม่สม่ำเสมอ (irregular ulcer) บริเวณ cardia ต่อเนื่องถึงส่วนบนของกระเพาะอาหาร
- ผิวแผลไม่เรียบ
- การวินิจฉัยจากการส่องกล้องสงสัยมะเร็งบริเวณ cardia ของกระเพาะอาหารชนิดเป็นแผล (ulcerative gastric cardia carcinoma)
- ผลพยาธิวิทยาระบุว่าเป็น adenocarcinoma ของกระเพาะอาหารชนิดแยกตัวปานกลาง (moderately differentiated gastric adenocarcinoma) ปัจจุบันผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาเพิ่มเติม


ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past Medical History)
มีประวัติเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง เป็นมา 6 ปี
การวินิจฉัย (Diagnosis)
มะเร็งกระเพาะอาหารชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma) ชนิดแยกแยะระดับปานกลาง บริเวณคาร์เดียของกระเพาะอาหาร (胃贲门)
แผนการรักษา (Treatment Plan)
- 10 มีนาคม 2023 ให้เคมีบำบัดรอบที่ 1 ด้วย Tegafur capsules (monotherapy)
- 2 เมษายน 2023 ให้เคมีบำบัดรอบที่ 2 ด้วย Docetaxel capsules ร่วมกับ Tegafur capsules
- ให้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
การประเมินผลการรักษา (Efficacy Evaluation)
- หลังการรักษา พบว่า ขนาดรอยโรคลดลง
- ระหว่างการให้เคมีบำบัด ผู้ป่วยมีอาการไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัด
- ภายหลังได้รับการรักษาเสริมด้วยตำรับยาสมุนไพรจีน พบว่า ภาวะ bone marrow suppression ลดลง ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารเหลวได้ดีขึ้น อาการกลืนลำบากและอาการอ่อนเพลียดีขึ้น

สรุปกรณีศึกษา
ในกรณีศึกษานี้ ผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมีอาการกลืนลำบาก และเกิดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด เช่น ภาวะกดไขกระดูกและอ่อนเพลีย หลังได้รับการรักษาเสริมด้วยตำรับยาสมุนไพรจีนอย่างต่อเนื่อง พบว่าอาการอ่อนเพลียดีขึ้นอย่างชัดเจน และอาการกลืนลำบากลดลง แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ทางคลินิกที่เด่นชัดของการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
ตำรับยาสมุนไพรจีนตำรับนี้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดทฤษฎี “โรคเส้นลมปราณ (collateral disease theory)” สำหรับการรักษาเนื้องอกร้าย ประกอบด้วยสมุนไพรจีน 16 ชนิด โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ “เสริมร่างกายโดยไม่คงค้างเชื้อโรค และกำจัดเชื้อโรคโดยไม่ทำลายพลังของร่างกาย” จากการวิเคราะห์อภิมานด้านความปลอดภัยที่รวมการศึกษาจำนวน 19 งานวิจัย (ผู้ป่วยรวม 2,125 ราย) พบว่า ตำรับยานี้สามารถช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์จากรังสีและเคมีบำบัด เช่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ภาวะกดไขกระดูก และยังช่วยปกป้องการทำงานของตับ โดยไม่พบพิษต่อไต หัวใจ หรือระบบประสาท
ในกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่าการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารสามารถให้ผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของแพทย์แผนจีนในการรักษาเสริมมะเร็งต่อไป
Source
Department of Gastroenterology, No. 989 Hospital of the Joint Logistics Support Force of the PLA (Pingdingshan Medical Area), China
แหล่งข้อมูล
แผนกระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลหมายเลข 989 กองกำลังสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (เขตการแพทย์ผิงติ่งซาน) ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย



