มะเร็งโพรงหลังจมูก (Nasopharyngeal carcinoma: มะเร็งที่เกิดบริเวณด้านหลังจมูกส่วนลึกในลำคอ) เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในบางประเทศในเอเชีย อายุของผู้ป่วยมีผลต่อโอกาสรอดชีวิตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอายุ 15–45 ปี มีอัตรารอดชีวิต 5 ปีประมาณ 72% แต่ในผู้ป่วยอายุ 65–74 ปี อัตรานี้จะลดลงเหลือประมาณ 36% ผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้มักมีร่างกายอ่อนแอลง เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานต่อสู้กับโรคเป็นเวลานาน ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เมื่อได้รับการรักษาด้วยรังสีรักษา (Radiotherapy) หรือเคมีบำบัด (Chemotherapy) อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ปากแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
ดังนั้น การรักษาเสริม เช่น การแพทย์แผนจีน จึงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 79 ปี
- เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2024 เนื่องจากมะเร็งโพรงหลังจมูกที่เคยรักษามาแล้ว 12 ปี กลับมาเป็นซ้ำมากกว่า 1 เดือน
ประวัติการรักษาก่อนหน้า
- ผู้ป่วยเคยรักษามะเร็งโพรงหลังจมูกแบบผสมผสานมาแล้วเป็นเวลา 12 ปี
- ต่อมาพบว่ามีก้อนหรืออาการบวมบริเวณ เหงือกบนด้านซ้าย นานกว่า 2 เดือน จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2024 และได้ทำการผ่าตัดเล็กภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ได้แก่
- ตัดก้อนเนื้อที่เหงือกบนด้านซ้าย
- ตัดก้อนเนื้อบริเวณกระพุ้งแก้ม
- เมื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Pathology) พบว่าเป็น มะเร็งเซลล์สความัส (squamous cell carcinoma)หลังจากนั้นได้วางแผนการรักษาต่อ โดยใช้รังสีรักษาและภูมิคุ้มกันบำบัด
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
- ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงเป็นมาหลายปี
- รับประทานยาลดความดันเป็นประจำ แต่ไม่ทราบชื่อยา
การตรวจร่างกาย
- พบก้อนเนื้อบริเวณเหงือกบนด้านซ้ายและกระพุ้งแก้ม
- ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับเนื้องอกร้าย ผู้ป่วยมีสภาพร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องจากได้รับการรักษามะเร็งมาเป็นเวลานาน
การตรวจเพิ่มเติม
ผู้ป่วยได้รับการตรวจ PET-MR (Positron Emission Tomography – Magnetic Resonance Imaging: การตรวจภาพร่างกายที่ช่วยดูทั้งโครงสร้างอวัยวะและการทำงานของเซลล์มะเร็งพร้อมกัน)ผลการตรวจพบว่า
- มีก้อนผิดปกติบริเวณเหงือกบนด้านซ้าย
- ก้อนมีการใช้พลังงานน้ำตาลสูง ซึ่งมักพบในเซลล์มะเร็ง
- รอยโรคได้ลุกลามไปยังร่องเหงือกบน เบ้าฟันและกระดูกขากรรไกรบนด้านซ้าย
นอกจากนี้ ยังพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอมีลักษณะผิดปกติ จึงแนะนำให้ติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
การวินิจฉัย
- การวินิจฉัยทางการแพทย์แผนตะวันตก : มะเร็งโพรงหลังจมูกกลับเป็นซ้ำอีกครั้งและลุกลามในบริเวณใกล้เคียง แต่ยังไม่พบการกระจายไปส่วนอื่นของร่างกาย
- การวินิจฉัยตามการแพทย์แผนจีน : มะเร็งโพรงหลังจมูกร่วมกับภาวะพร่องของม้ามและไต (หมายถึงร่างกายอ่อนแอ ระบบย่อยอาหารและพลังพื้นฐานของร่างกายลดลง)
แผนการรักษา
- ในช่วงแรกของการรักษา พบว่าผู้ป่วยมีเลือดออกในทางเดินอาหารจึงได้รับการรักษาเพื่อหยุดเลือดและยาปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
- หลังจากอาการดีขึ้น 1 มิถุนายน 2024 ทำการฝังพอร์ตสำหรับให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ (Infusion port)
- 2 มิถุนายน 2024 เริ่มทำรังสีรักษา บริเวณเนื้องอกที่เหงือกบนซ้าย ระหว่างการรักษาผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้บ่อยครั้งจึงให้การรักษาเสริมด้วยตำรับยาสมุนไพรจีน
ผลการรักษา
- หลังใช้ยา 3 วัน อาการคลื่นไส้ลดลง
- หลังใช้ยา 10 วัน อาการคลื่นไส้หายไป
- ผู้ป่วยยังคงรับประทานต่อเนื่อง และร่างกายดีขึ้น
สรุปกรณีศึกษา
- ผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งโพรงหลังจมูกที่กลับมาเป็นซ้ำ มีอายุค่อนข้างมากและร่างกายอ่อนแอ จึงไม่เหมาะสำหรับการผ่าตัด จึงเลือกใช้การรักษา ได้แก่ การฝังพอร์ตสำหรับให้ยาและการรักษาด้วยรังสี
- ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้และอาการทางระบบทางเดินอาหาร หลังใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม พบว่าอาการคลื่นไส้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ร่างกายฟื้นตัวดีขึ้นและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น
- ตำรับยานี้มีสมุนไพรสำคัญ เช่น Dong Chong Xia Cao, Ren Shen, Huang Qi, Ling Zhi, Nu Zhen Zi
- สมุนไพรเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งโพรงหลังจมูกสามารถรักษาได้หลายวิธี เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด หรือภูมิคุ้มกันบำบัด
- การรักษาอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร
- การรักษาเสริม เช่น การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีน อาจช่วยลดผลข้างเคียงและช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น
- การดูแลโภชนาการ การพักผ่อน และการติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ




