มะเร็งโพรงหลังจมูก คือมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุบริเวณด้านหลังของโพรงจมูก โรคชนิดนี้พบได้ค่อนข้างบ่อยในบางพื้นที่ของเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน โรคนี้มักตรวจพบได้ยากในระยะแรก เพราะอาการช่วงต้นไม่ชัดเจนหรือคล้ายโรคทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากทราบว่าป่วยเมื่อโรคลุกลามแล้ว จากข้อมูลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งโพรงหลังจมูกจำนวนมากมีการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่นของร่างกายในระยะหลังของโรค
ปัจจุบันการรักษามักใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น การฉายรังสี เคมีบำบัด และการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมด้วย เพื่อช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างการรักษา
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- เพศชาย อายุ 50 ปี
- มาพบแพทย์ด้วยมะเร็งโพรงหลังจมูกกลับมาเป็นซ้ำหลังเคยรักษามาก่อน
- ผลการตรวจ CT พบความผิดปกติสำคัญได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่งในช่องท้อง พบรอยโรคหลายตำแหน่งในตับ ลักษณะดังกล่าวบ่งชี้ว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและตับ
- ผลตรวจเลือดพบแอนติบอดีต่อไวรัส Epstein-Barr (EBV: ไวรัสที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งโพรงหลังจมูก) และตรวจพบ EBV-DNA ในเลือดระดับ 1.11E+05 copies/mL
ประวัติการรักษาก่อนหน้า
- พฤศจิกายน 2017 ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งโพรงหลังจมูกชนิดไม่สร้างเคราตินแบบไม่แยกชนิด (Undifferentiated non-keratinizing carcinoma: เซลล์มะเร็งยังไม่พัฒนาเป็นรูปแบบเฉพาะ)
- การรักษาที่ได้รับ ได้แก่
- การฉายรังสี (Radiotherapy)
- เคมีบำบัด (Chemotherapy)
- หลังจากนั้นมีการติดตามอาการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2023 และไม่พบการกลับเป็นซ้ำของโรคในช่วงเวลาดังกล่าว
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
- หลังการรักษาครั้งแรก ผู้ป่วยมาตรวจติดตามตามกำหนดและไม่พบความผิดปกติเป็นเวลาหลายปี
- 26 มกราคม 2024 การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่องท้องพบว่ามีการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่ตับ
- 27 มกราคม 2024 ตรวจ PET scan (การตรวจภาพที่ช่วยดูการทำงานของเซลล์ในร่างกายผลพบว่า
- มะเร็งกลับมาเกิดที่โพรงหลังจมูกตำแหน่งเดิม
- มีการแพร่กระจายไปยังตับ
- มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
การตรวจร่างกาย
มีการตรวจโพรงจมูกด้วยกล้อง (Nasal endoscopy) ผลตรวจพบว่า ผนังด้านบนและด้านหลังของโพรงหลังจมูกมีความหนาตัวซึ่งสอดคล้องกับการกลับมาเป็นซ้ำของโรค
การตรวจเพิ่มเติม
- ผลการตรวจหลังการรักษา 2 คอร์ส การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ช่องท้องพบว่า
- ต่อมน้ำเหลืองที่เคยโตมีขนาดเล็กลงอย่างชัดเจน
- รอยโรคในตับมีขนาดเล็กลงและจำนวนลดลง
- ผลตรวจเลือด 20 มีนาคม 2024 EBV-DNA ลดลงจนต่ำกว่าระดับที่เครื่องตรวจสามารถตรวจพบได้
- ความปลอดภัยระหว่างการรักษา
- ไม่พบภาวะกดไขกระดูกหรือภาวะที่ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดลดลง (Bone marrow suppression)
- การทำงานของตับและไตอยู่ในเกณฑ์ปกติ
การวินิจฉัย
มะเร็งโพรงหลังจมูกกลับมาเป็นซ้ำร่วมกับการแพร่กระจายไปยังตับและการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
แผนการรักษา
- 31 มกราคม 2024 เริ่มรักษาด้วยเคมีบำบัดสูตร GP (Gemcitabine + Cisplatin) ร่วมกับ Tislelizumab ช่วงแรกผู้ป่วยมีผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดค่อนข้างมาก
- กุมภาพันธ์ 2024 ให้การรักษาคอร์สที่ 2 ผลการประเมินภาพถ่ายได้ PR (Partial Response – ก้อนมะเร็งมีขนาดลดลงอย่างชัดเจน) อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลงประมาณ 5 กิโลกรัม
- 20 มีนาคม 2024 ให้การรักษาคอร์สที่ 3 GP + Tislelizumab ร่วมกับตำรับยาสมุนไพรจีน
- 18 เมษายน 2024 ให้การรักษาคอร์สที่ 4 GP + Tislelizumab ร่วมกับตำรับยาสมุนไพรจีน
การประเมินผล
หลังเพิ่มตำรับยาสมุนไพรจีน อาการที่ดีขึ้น ได้แก่ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย น้ำหนักผู้ป่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 2 กิโลกรัม แม้ว่ายังไม่กลับสู่ระดับเดิมทั้งหมด
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งโพรงหลังจมูกที่กลับมาเป็นซ้ำและมีการแพร่กระจายไปหลายอวัยวะ การรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัดทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดลดลงอย่างชัดเจนหลังการรักษาเพียงสองคอร์ส อย่างไรก็ตาม การรักษาดังกล่าวทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลียและน้ำหนักลด เมื่อมีการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมในการรักษาอาการเหล่านี้ดีขึ้น และน้ำหนักผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าการรักษาแบบผสมผสานอาจช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างการรักษา
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งโพรงหลังจมูกในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้ควรมาตรวจติดตามตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถตรวจพบการกลับเป็นซ้ำได้เร็วที่สุด
- หากมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือมีการแพร่กระจาย การรักษามักต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือการรักษาอื่น ๆ ตามแผนการรักษา
- การรักษามะเร็งสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือมีน้ำหนักลด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก
- การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษาช่วยบรรเทาอาการไม่สบายบางอย่าง เช่น ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร ลดอาการอ่อนเพลีย และช่วยให้ผู้ป่วยรับการรักษาได้ต่อเนื่องมากขึ้น
- ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารให้เพียงพอ พักผ่อนให้เหมาะสม และปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น
- การดูแลและกำลังใจจากครอบครัวมีความสำคัญอย่างมากต่อผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและสามารถผ่านกระบวนการรักษาได้ดีขึ้น
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ




