มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงทั่วโลก โดยในผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งทั้งหมด ทุก ๆ 4 คน จะมี 1 คนที่เป็นมะเร็งเต้านม และในผู้หญิงที่เสียชีวิตจากมะเร็ง ทุก ๆ 6 คน จะมี 1 คนที่เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม
ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของการแพทย์และการพัฒนายาใหม่ ๆ ทำให้อัตราการรักษาและการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมดีขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลังการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หรือไม่มีแรง
การหาวิธีรักษาเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดผลข้างเคียง เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงเป็นประเด็นสำคัญในการรักษามะเร็งในปัจจุบัน
ข้อมูลผู้ป่วย
- ผู้ป่วยหญิง อายุ 44 ปี
- อาการสำคัญพบก้อนที่เต้านมซ้ายมานานกว่า 7 เดือน
ประวัติการรักษาก่อนหน้า
- วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2024 ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาล หลังพบก้อนที่เต้านมซ้ายมา 4 เดือน
- ผลตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เต้านมพบ
- เต้านมซ้ายมีก้อนเนื้อแข็งหลายตำแหน่งร่วมกับจุดหินปูน จัดอยู่ในระดับที่ยืนยันว่าเป็นมะเร็ง
- เต้านมขวาพบก้อนเนื้อแข็งหลายก้อน ระดับที่มีโอกาสเป็นมะเร็งต่ำ แต่ต้องติดตาม
- พบภาวะเนื้อเยื่อเต้านมเจริญเกิน (Breast Hyperplasia)
- พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ซ้ายโตผิดปกติ สงสัยการแพร่กระจายของมะเร็ง
- พบต่อมน้ำเหลืองเหนือไหปลาร้าซ้ายโต
- พบก้อนนิ่วในไตทั้งสองข้างหลายก้อน
- ผลตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ทรวงอกพบ
- ก้อนต้องสงสัยบริเวณเต้านมซ้ายส่วนล่างด้านใน
- ต่อมน้ำเหลืองรักแร้ซ้ายโต
- พบพังผืดและจุดหินปูนเล็กน้อยในปอด
- ผลการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เต้านมพบ
- ก้อนที่เต้านมซ้ายส่วนล่าง สอดคล้องกับมะเร็งเต้านม
- พบต่อมน้ำเหลืองรักแร้ซ้ายโต และต่อมน้ำเหลืองเล็ก ๆ บริเวณเต้านมด้านใน สงสัยการแพร่กระจาย
- พบภาวะเต้านมเจริญเกินทั้งสองข้าง
- เจาะชิ้นเนื้อบริเวณรักแร้ซ้ายพบ
- เซลล์มะเร็งที่แพร่กระจาย
- เต้านมซ้ายเป็นมะเร็งที่ลุกลามออกจากเนื้อเยื่อเดิม (Invasive Carcinoma) ระดับความรุนแรงระดับ 2
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณเต้านมด้านในซ้ายพบเซลล์มะเร็ง
- วินิจฉัยว่ามะเร็งเต้านมร่วมกับการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่ง
- ผู้ป่วยไม่มีข้อห้ามในการให้เคมีบำบัด จึงได้รับการรักษาแบบการให้ยาเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งก่อนการรักษาหลัก (Neoadjuvant therapy) ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 28 พฤษภาคม 2024 ใช้สูตร TP ร่วมกับ Pembrolizumab (ยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์มะเร็ง) จำนวน 5 รอบและใช้ Goserelin (ยาที่ช่วยยับยั้งการทำงานของรังไข่) การรักษาดำเนินไปอย่างราบรื่น ต่อมาผู้ป่วยและครอบครัวต้องการรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน อาการในขณะมาพบแพทย์ ได้แก่ อ่อนเพลียเล็กน้อย เบื่ออาหารหลังการรักษา มีอาการอ่อนแรงที่ขาเป็นครั้งคราว การนอนหลับปกติระดับหนึ่ง การขับถ่ายปกติ น้ำหนักตัวคงที่
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
ผู้ป่วยมีสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี
การตรวจร่างกาย
- สัญญาณชีพปกติ
- ค่าคะแนนประเมินความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย 90 คะแนน (Karnofsky Performance Status)
- เต้านมทั้งสองข้างมีขนาดและรูปร่างสมมาตร
- หัวนมอยู่ในตำแหน่งปกติ ไม่มีหัวนมบุ๋ม ไม่มีของเหลวไหล
- ไม่พบผิวหนังบุ๋มหรือผิวหนังลักษณะเปลือกส้ม
- คลำพบก้อนบริเวณเต้านมซ้ายด้านล่างด้านใน ตำแหน่งประมาณ 8 นาฬิกา ใกล้หัวนม ขนาดประมาณ 1.5 × 1.5 ซม. (กุมภาพันธ์ขนาด 3 × 2 ซม.) ลักษณะก้อนแข็ง ผิวไม่เรียบ เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ขอบเขตไม่ชัด
- เต้านมขวาไม่พบก้อน คลำพบต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ซ้าย ขนาดประมาณ 1 × 1 ซม. (กุมภาพันธ์ 1.5 × 1 ซม.)
- ไม่พบต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณรักแร้ขวา เหนือไหปลาร้า หรือบริเวณตื้นอื่น ๆ
การตรวจเพิ่มเติม
1. การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เต้านม
ก้อนบริเวณเต้านมซ้ายส่วนล่างมีขนาดใกล้เคียงเดิม
2. ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ทรวงอก
- ก้อนบริเวณเต้านมซ้ายมีลักษณะใกล้เคียงเดิม
- ต่อมน้ำเหลืองรักแร้ซ้ายมีขนาดเล็กลงเล็กน้อย
- พบพังผืดและจุดหินปูนในปอดเหมือนเดิม
- พบการอักเสบเล็กน้อยที่ปอดขวากลีบล่าง
- พบก้อนนิ่วขนาดเล็กหลายก้อนในไตทั้งสองข้าง
3. ตรวจพยาธิวิทยา
- ผลตรวจพบว่า ก้อนที่เต้านมซ้ายเป็น มะเร็งเต้านมชนิดแทรกซึม หมายถึงมะเร็งที่สามารถลุกลามออกจากเนื้อเยื่อเต้านมเดิมได้
- การตรวจเพิ่มเติมของเซลล์มะเร็ง (IHC: การตรวจโปรตีนในเซลล์มะเร็งเพื่อช่วยบอกชนิดของมะเร็ง) พบว่า
- เซลล์มะเร็งมี อัตราการแบ่งตัวค่อนข้างสูง (Ki-67 ประมาณ 40%)
- พบความผิดปกติของยีน P53 ซึ่งพบได้ในมะเร็งหลายชนิด
- นอกจากนี้ผลตรวจ PD-L1 = 0 หมายถึง ไม่พบโปรตีน PD-L1 ในระดับที่ตรวจพบได้
การวินิจฉัย
- การวินิจฉัยทางการแพทย์แผนปัจจุบัน มะเร็งเต้านมด้านซ้ายชนิดแทรกซึม (T2N1M0) ระยะ IIB ร่วมกับการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองรักแร้ซ้าย อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด
- การวินิจฉัยทางการแพทย์แผนจีน มะเร็งเต้านม (乳岩) กลุ่มอาการม้ามและไตพร่องร่วมกับพิษและเลือดคั่งสะสมภายใน
แผนการรักษา
- เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2024 ผู้ป่วยได้รับตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม ขนาดยาครั้งละ 5 แคปซูล รับประทานวันละ 3 ครั้ง
- ผู้ป่วยรับประทานต่อเนื่อง 2 เดือน โดยใช้ร่วมในช่วงเคมีบำบัดและหลังเคมีบำบัดและวางแผนใช้ต่อเนื่องรวม 6 เดือน
การประเมินผล
- ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยรายงานว่าอาการที่เกิดระหว่างเคมีบำบัด ได้แก่ อ่อนเพลีย ไม่ค่อยอยากพูด เบื่ออาหาร มีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังออกจากโรงพยาบาลในเดือนพฤษภาคม 2024 สภาพจิตใจดีขึ้นและความอยากอาหารเพิ่มขึ้น
- เมื่อมาติดตามผลหลัง 1 เดือน น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม แพทย์แนะนำให้รับประทานยาต่อเนื่องและติดตามอาการต่อไป
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยหญิงอายุ 44 ปี พบก้อนที่เต้านมซ้ายมานานกว่า 7 เดือน และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมร่วมกับการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย ไม่อยากพูดและเบื่ออาหาร หลังใช้ตำรับยาสมุนไพรจีน ร่วมในการรักษาเป็นเวลา 2 เดือน อาการดังกล่าวดีขึ้นอย่างชัดเจน
การแพทย์แผนจีนมีบทบาทสำคัญในการรักษาแบบองค์รวมของผู้ป่วยมะเร็ง โดยสามารถช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์จากการรักษา เช่น เคมีบำบัด รังสีรักษา ฮอร์โมนบำบัด การรักษาแบบมุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ตำรับยาสมุนไพรจีนดังกล่าวพัฒนามาจากตำรับพื้นฐานของตำรับยาจีนที่ใช้รักษามะเร็ง โดยมีการเพิ่ม Dongchongxiacao เป็นสมุนไพรหลัก เพื่อเสริมฤทธิ์ในการบำรุงร่างกาย ช่วยบำรุงม้ามและไต สลายก้อน เปิดทางการไหลเวียนของพลังงาน และช่วยต้านมะเร็ง
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ หากตรวจพบและรักษาอย่างเหมาะสม
- การรักษามะเร็งมักต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด และการรักษาเสริม
- ระหว่างการรักษาผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารหรือไม่มีแรง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้
- การรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน สามารถช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์และช่วยฟื้นฟูร่างกายได้
- การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง และการรับประทานยาตามแผนการรักษา มีความสำคัญต่อผลลัพธ์ของการรักษา
- ผู้ป่วยควรดูแลโภชนาการ การพักผ่อน และสภาพจิตใจให้ดี เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ





