มะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยทั่วโลก ข้อมูลภาระโรคมะเร็งปี 2022 ระบุว่า อัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงสูงเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด และในประเทศจีนก็เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงเช่นกัน โดยมีอัตราการเกิดประมาณ 51.17 ต่อประชากร 100,000 คน
จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทำให้มะเร็งเต้านมกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม ปัจจุบันการรักษาหลัก เช่น เคมีบำบัดมีบทบาทสำคัญ แต่ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และอาการไม่สบายทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยหญิง อายุ 42 ปี
- เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2021 มาด้วยอาการ พบก้อนที่เต้านมขวาเป็นเวลา 1 เดือน
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
- ผู้ป่วยยังไม่แต่งงาน ไม่มีบุตร
- ประจำเดือนปกติ
- ปฏิเสธประวัติมะเร็งในครอบครัว
การตรวจร่างกาย
การตรวจเต้านมพบว่า
- เต้านมและลานหัวนมทั้งสองข้างพัฒนาเป็นปกติและสมมาตร
- ผิวหนังไม่พบอาการแดง บวม หรือแผล
- ไม่พบลักษณะผิวส้ม (Peau D’Orange)
- ไม่พบรอยบุ๋มของผิวหนัง (Dimple Sign)
- หัวนมไม่บุ๋มเข้าและไม่มีของเหลวไหลออก
- คลำพบก้อนใต้ลานหัวนมด้านขวา ขนาดประมาณ 4 × 3 เซนติเมตร ลักษณะขอบไม่สม่ำเสมอ ผิวก้อนไม่เรียบ เคลื่อนไหวได้เล็กน้อย
- ตรวจพบต่อมน้ำเหลืองรักแร้ขวาโต ขนาดประมาณ 2.5 × 1.0 เซนติเมตร มีลักษณะแข็งและเคลื่อนไหวได้ไม่ดี
การตรวจเพิ่มเติม
1. อัลตราซาวด์เต้านม (Breast Ultrasound)
- วันที่ 15 ธันวาคม 2021 พบก้อนเนื้อแข็งในเต้านมขวา
- จัดอยู่ในระดับ BI-RADS IV A (มีความเสี่ยงมะเร็ง ต้องตรวจเพิ่มเติม)
- พบต่อมน้ำเหลืองรักแร้ขวาโต
2. CT ทรวงอก (Computed Tomography)
- วันที่ 16 ธันวาคม 2021 ไม่พบความผิดปกติในปอด
- พบก้อนในเต้านมขวา ขนาดประมาณ 3.8 × 2.9 ซม.
- พบต่อมน้ำเหลืองรักแร้ขวาหลายก้อน ก้อนใหญ่สุดประมาณ 2.6 × 1.7 ซม.
3. เอกซเรย์เต้านม (Mammography)
22 ธันวาคม 2021 ผลการตรวจเอกซเรย์เต้านมพบภาวะ เต้านมมีเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น (Breast hyperplasia) จัดอยู่ในระดับ BI-RADS II ซึ่งหมายถึง ไม่พบลักษณะของมะเร็งจากการตรวจชนิดนี้ การตรวจเลือดพบค่า ตัวบ่งชี้มะเร็ง (Tumor markers: สารในเลือดที่ใช้ช่วยประเมินความเสี่ยงหรือใช้ติดตามโรคมะเร็ง) ได้แก่
- CEA 1.82 ug/L
- CA-125 93.7 U/ml
- CA-153 36.3 U/ml
ค่าตัวบ่งชี้มะเร็งเหล่านี้ใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินโรคและติดตามผลการรักษา แต่ ไม่สามารถใช้วินิจฉัยมะเร็งได้เพียงอย่างเดียว
4. การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy)
29 ธันวาคม 2021 ผลการตรวจชิ้นเนื้อพบว่าเป็น มะเร็งเต้านมชนิดแทรกซึม (Invasive Breast Cancer: มะเร็งที่สามารถลุกลามเข้าไปในเนื้อเยื่อเต้านมรอบข้างได้)
5. ผลตรวจโปรตีนของเซลล์มะเร็ง
- Ki-67 20% (ตัวบอกความเร็วในการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง อยู่ในระดับปานกลาง)
- ER 40% (ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน แสดงว่ามะเร็งชนิดนี้เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน)
- PR 70% (ตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน แสดงว่ามะเร็งตอบสนองต่อฮอร์โมนได้)
- HER-2 2+ (ผลยังไม่ชัดเจน จึงต้องตรวจเพิ่มเติม)
- แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจ FISH (การตรวจยีน HER-2 อย่างละเอียด)
- ผลตรวจ HER-2 gene amplification ออกมาเป็น ผลลบ หมายความว่า ยีน HER-2 ไม่ได้เพิ่มจำนวนผิดปกติ และมะเร็งชนิดนี้ไม่ใช่มะเร็งชนิด HER-2 positive
การวินิจฉัย
มะเร็งเต้านมขวา ระยะ T3N2M0 หมายถึงเป็นก้อนมะเร็งขนาดค่อนข้างใหญ่ มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่งและยังไม่พบการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น
แผนการรักษา
- ผู้ป่วยได้รับ เคมีบำบัดสูตร AT ประกอบด้วย Paclitaxel liposome 270 mg และ Epirubicin 120 mg ให้ทางหลอดเลือดดำ ทุก 3 สัปดาห์ รวม 6 รอบการรักษา
- ระหว่างการรักษาผู้ป่วยรับประทานตำรับยาสมุนไพรจีนครั้งละ 4 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง
การประเมินผล
- หลังจบการรักษา 6 รอบ ก้อนใต้หัวนมขวา ลดขนาดลงอย่างชัดเจน
- ต่อมน้ำเหลืองรักแร้ขวา ลดขนาดลงอย่างชัดเจน
- ประเมินผลเป็นPR (Partial Response: ก้อนมะเร็งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ)
- ระหว่างการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีน ค่าเอนไซม์ตับ ALT และ AST อยู่ในเกณฑ์ปกติ ก้อนเต้านมและต่อมน้ำเหลืองมีขนาดลดลง
- ในช่วงเคมีบำบัดไม่พบ ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลลดลงระดับรุนแรง (Grade II ขึ้นไป) การติดตามด้วย อัลตราซาวด์เต้านม
- 16 กุมภาพันธ์ 2022 ก้อนขนาดประมาณ 2.0 × 1.8 ซม.
- 30 มีนาคม 2022 ก้อนลดลงเหลือประมาณ 1.9 × 1.5 ซม. ต่อมน้ำเหลืองรักแร้ขวาลดลงเหลือ 1.1 × 0.4 ซม.
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยหญิงอายุ 42 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งเต้านมชนิดแทรกซึม ระยะ T3N2M0 หมายถึงเป็นก้อนมะเร็งขนาดค่อนข้างใหญ่ มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่งและยังไม่พบการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น หลังจากวางแผนการรักษา ผู้ป่วยได้รับเคมีบำบัดสูตร AT ร่วมกับการรับประทานตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมรวมทั้งหมด 6 รอบการรักษาผลการรักษาพบว่า ก้อนมะเร็งในเต้านมขนาดลดลงอย่างชัดเจน ต่อมน้ำเหลืองรักแร้ขนาดลดลงประเมินผลเป็น PR (Partial Response)
ในระหว่างการรักษา ตำรับยาสมุนไพรจีนยังช่วยลดอาการไม่สบายทางระบบทางเดินอาหารจากเคมีบำบัด ช่วยคงระดับเม็ดเลือดให้ปกติ ช่วยรักษาการทำงานของตับ
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งเต้านมสามารถรักษาได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม
- เคมีบำบัดเป็นวิธีรักษาหลักที่ช่วยลดขนาดก้อนมะเร็ง
- การรักษาเสริมร่วมกับตำรับยาสมุนไพรจีน ในกรณีนี้พบว่าสามารถช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น
- การติดตามตรวจอย่างต่อเนื่อง เช่น อัลตราซาวด์หรือการตรวจเลือด เป็นสิ่งสำคัญเพื่อประเมินผลการรักษา
- การดูแลโภชนาการ พักผ่อนให้เพียงพอและปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ มีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ของการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ





