มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจของผู้ป่วยอย่างมาก ปัจจุบันการรักษามะเร็งเต้านมใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด (การใช้ยาฆ่าเซลล์มะเร็ง) การฉายรังสี (การใช้รังสีทำลายเซลล์มะเร็ง) และการรักษาด้วยฮอร์โมน แม้ว่าวิธีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีขึ้น แต่ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย ดังนั้นจึงมีการศึกษาการใช้การรักษาเสริมเพื่อช่วยลดผลข้างเคียง เพิ่มภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยหญิง อายุ 49 ปี
- มาพบแพทย์ด้วยอาการหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมมากกว่า 1 ปี และได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนมาแล้วประมาณ 6 เดือน
ประวัติการรักษาก่อนหน้า
- วันที่ 13 มีนาคม 2023 ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบ โดยทำผ่าตัดมะเร็งเต้านมแบบเก็บเต้านมไว้พร้อมกับการตัดต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล (Sentinel Lymph Node Biopsy) เพื่อดูว่ามะเร็งกระจายหรือไม่
- ผลตรวจพยาธิวิทยาหลังผ่าตัดพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดแทรกซึมแบบไม่จำเพาะ (Invasive Carcinoma of No Special Type)
- หลังผ่าตัดผู้ป่วยได้รับเคมีบำบัดสูตร TAC (การให้ยาฆ่าเซลล์มะเร็ง) ได้แก่
- Epirubicin Hydrochloride
- Cyclophosphamide
- Paclitaxel Liposome
- วันที่ 1 กันยายน 2023 ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีแบบ ขนาดรังสี 2 Gy ต่อครั้ง จำนวน 25 ครั้งและเพิ่มรังสีบริเวณตำแหน่งก้อนมะเร็งเดิม 2 Gy ต่อครั้ง จำนวน 5 ครั้ง โดยสิ้นสุดการฉายรังสีวันที่ 13 ตุลาคม 2023 ปัจจุบันผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเพิ่มเติม
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
โดยทั่วไปสุขภาพแข็งแรง ไม่พบโรคประจำตัวสำคัญ
การตรวจร่างกาย
การตรวจร่างกายโดยรวมไม่พบความผิดปกติที่เด่นชัด
การตรวจเพิ่มเติม
1. MRI เต้านม (การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)
- พบก้อนในเต้านมซ้าย ลักษณะเข้าได้กับมะเร็งท่อน้ำนมเต้านมชนิดแทรกซึม (Invasive Ductal Carcinoma)
- มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองรักแร้ซ้าย
- จัดอยู่ในระดับ BI-RADS 4C (กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง)
- พบถุงน้ำหลายตำแหน่งในตับ
2. CT ทรวงอก (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของทรวงอก)
- พบรอยโรคในปอดส่วนบนทั้งสองข้าง คาดว่าเป็นการอักเสบ
- พบก้อนเล็กในปอดทั้งสองข้างและพบต่อมน้ำเหลืองรักแร้ซ้ายโตเล็กน้อย
- พบถุงน้ำในตับและพบก้อนนิ่วขนาดเล็กในไตซ้ายรวมถึงอาจมีถุงน้ำในไตขวา
3. การตรวจพยาธิวิทยา (การตรวจเนื้อเยื่อเพื่อยืนยันชนิดของโรค)
- ชนิดมะเร็งเต้านมชนิดแทรกซึมแบบไม่จำเพาะ
- ตำแหน่งเต้านมซ้าย
- ขนาดก้อน 1.2 × 1 เซนติเมตร
- ระดับความรุนแรงของเซลล์มะเร็ง (MBR Grading) ระดับ 2
4. การตรวจต่อมน้ำเหลือง
- ต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล 2/2 พบมะเร็งแพร่กระจาย
- ต่อมน้ำเหลืองรักแร้ 4/17 พบมะเร็งแพร่กระจาย
- ระยะโรคทางพยาธิวิทยามะเร็งเต้านมก้อนขนาดเล็ก (≤ 2 ซม.) แต่มีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองหลายต่อมและยังไม่สามารถยืนยันการกระจายไปอวัยวะอื่นได้ (pT1N2Mx)
5. Immunohistochemistry (การตรวจโปรตีนในเซลล์มะเร็งเพื่อช่วยจำแนกชนิดของมะเร็ง)
- พบว่าเซลล์มะเร็งตอบสนองต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง (ER 95%) จึงสามารถรักษาด้วยยาฮอร์โมนได้
- ไม่พบการแสดงออกของ HER-2 ซึ่งหมายถึงไม่ใช่มะเร็งชนิดที่มี HER-2 สูง
- เซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัวระดับปานกลาง (Ki-67 ประมาณ 25%)
- ผลตรวจ GATA3 เป็นบวก ช่วยยืนยันว่ามะเร็งมีต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อเต้านม
- ส่วนตัวบ่งชี้อื่น ๆพบตามรายละเอียดในรายงานผลตรวจ
การวินิจฉัย
ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ได้กระจายไปต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว จัดอยู่ในมะเร็งเต้านมระยะที่ 3A
แผนการรักษา
1. การรักษาหลัก
- การผ่าตัด (ดำเนินการแล้ว)
- เคมีบำบัดสูตร TAC
- การฉายรังสี
2. การรักษาปัจจุบัน
ใช้ CDK4/6 Inhibitor ร่วมกับการรักษาด้วยฮอร์โมน (Endocrine Therapy) ได้แก่ Abemaciclib และ Exemestane
3. การรักษาเสริม
- ใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนรับประทานครั้งละ 4 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง
- วันที่ 10 เมษายน 2024 ผู้ป่วยได้รับตำรับยาสมุนไพรจีนเพิ่มเติม รับประทานครั้งละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้ง
- ปัจจุบันผู้ป่วยใช้ยามาแล้วประมาณ 2 เดือน ใช้ต่อเนื่องระหว่างและหลังเคมีบำบัดและมีแผนใช้ต่อเนื่องรวม 6 เดือน
การประเมินผล
- ผลการรักษาอยู่ในเกณฑ์ดีระหว่างการรักษา
- ไม่มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลียรุนแรง
- ไม่พบภาวะกดไขกระดูกระดับ 3-4 (Bone Marrow Suppression) และการทำงานของตับไม่พบความผิดปกติ
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยหญิงอายุ 49 ปี เป็นมะเร็งเต้านมและมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หลังผ่าตัดได้รับการรักษาตามมาตรฐาน ได้แก่ เคมีบำบัด การฉายรังสี และการรักษาด้วยฮอร์โมน ระหว่างการรักษาได้ใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมด้วย พบว่าผู้ป่วยสามารถทนต่อการรักษาได้ดี ไม่มีอาการไม่พึงประสงค์สำคัญ เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลียและไม่พบภาวะกดไขกระดูกรุนแรง
ตำรับยาสมุนไพรจีนนี้พัฒนาขึ้นตามแนวคิดทฤษฎีลั่วปิ้ง (แนวคิดเกี่ยวกับความผิดปกติของการไหลเวียนพลังงานในร่างกายตามแพทย์แผนจีน) ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Huangqi, Ezhu, Renshen, Nuzhenzi, Lingzhi, Jineijin, Tubiechong, Fuling, Baihuasheshecao, Banzhilian, Baiying และ Shemei ซึ่งมีบทบาทในการ เสริมพลังร่างกาย สลายก้อน กระตุ้นการไหลเวียน และช่วยต้านมะเร็ง งานวิจัยพบว่า การใช้ร่วมกับเคมีบำบัดสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย รวมถึงช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งได้
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งเต้านมสามารถรักษาได้ด้วยการรักษาหลายวิธีร่วมกัน เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด การฉายรังสีและการรักษาด้วยฮอร์โมน
- การรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและการรักษาเสริม สามารถช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาได้
- การติดตามการรักษาและมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญมาก
- การดูแลโภชนาการ การพักผ่อนและสภาพจิตใจของผู้ป่วยช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น
- ในกรณีนี้การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ





