ไตเสื่อม เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกภาวะที่การทำงานของไตลดลง แต่ในทางการแพทย์มักกล่าวถึง โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ซึ่งหมายถึงความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของไตที่คงอยู่นานอย่างน้อย 3 เดือนและส่งผลต่อสุขภาพ โรคนี้กำลังเป็นปัญหาสำคัญของคนไทย เพราะระยะแรกมักไม่มีอาการ ขณะที่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมบางอย่างสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตได้
ไตเสื่อมคืออะไร?
ไตทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด ควบคุมสมดุลน้ำ เกลือแร่ และกรด-ด่าง รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความดันโลหิต การสร้างเม็ดเลือดแดง และสุขภาพของกระดูก เมื่อไตได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง หน่วยไตที่เหลืออยู่ต้องทำงานชดเชยมากขึ้น หากความเสียหายดำเนินต่อไป ความสามารถในการกรองของเสียและรักษาสมดุลต่าง ๆ จะค่อย ๆ ลดลง จนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนและโรคไตระยะรุนแรงได้
ทำไมไตเสื่อมจึงเป็นปัญหาสำคัญของคนไทย?
ข้อมูลของกรมการแพทย์ในปี 2569 ระบุว่า จากการสำรวจสุขภาพประชากรไทย พบความชุกของโรคไตเรื้อรังในประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปประมาณ 17.5% หรือราว 8 ล้านคน และที่น่ากังวลคือผู้ป่วยมากกว่า 60% ไม่ทราบว่าตนเองมีโรคไตเรื้อรัง จนบางรายตรวจพบเมื่อโรคดำเนินเข้าสู่ระยะที่ 4–5 แล้ว
5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคไตเรื้อรังพบได้มากขึ้น
1. เบาหวานทำลายไตได้โดยไม่รู้ตัว เบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรัง ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กและโครงสร้างที่ทำหน้าที่กรองเลือดภายในไต ทำให้มีอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะและการทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง ที่สำคัญ ผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ จึงต้องอาศัยการตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อค้นหาความผิดปกติ
2. ความดันโลหิตสูงกับโรคไตส่งผลต่อกัน ความดันโลหิตสูงเรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กภายในไต ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อไตและกระบวนการกรองเลือดผิดปกติ ขณะเดียวกัน เมื่อไตทำงานลดลง การควบคุมปริมาณน้ำ เกลือแร่ และระบบที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตก็อาจผิดปกติ ทำให้ควบคุมความดันได้ยากขึ้น จึงเกิดเป็นวงจรที่ความดันสูงทำร้ายไต และโรคไตก็ทำให้การควบคุมความดันซับซ้อนขึ้น
3. อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้จำนวนคนกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น การทำงานของไตมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงตามอายุ ผู้สูงอายุยังมีโอกาสพบเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือได้รับยาหลายชนิดร่วมกันมากขึ้น จึงเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อโรคไตอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม อายุที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นโรคไตเรื้อรัง การวินิจฉัยยังต้องพิจารณาผลตรวจและภาวะสุขภาพของแต่ละคนร่วมกัน
4. พฤติกรรมบางอย่างเพิ่มภาระต่อไต การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดและการดำเนินของ CKD ขณะที่น้ำหนักเกิน การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย และพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเบาหวานหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ล้วนเชื่อมโยงกับสุขภาพไตในระยะยาว อีกประเด็นที่ควรระวังคือ การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องหรือไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคไตเดิม หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น เพราะยาในกลุ่มนี้สามารถส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดของไตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของไตในบางสถานการณ์
5. โรคไตระยะแรกมักไม่มีสัญญาณเตือน เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวคือ CKD ระยะแรกสามารถไม่มีอาการได้ บางคนยังปัสสาวะได้ตามปกติ ไม่มีอาการบวม ไม่ปวดบริเวณไต และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ผลตรวจอาจเริ่มพบ eGFR ลดลงหรือมีอัลบูมินในปัสสาวะแล้ว ดังนั้น การรอจนมีอาการจึงอาจทำให้เสียโอกาสในการค้นพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ใครควรให้ความสำคัญกับการตรวจไต?
ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับการประเมินตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่
- เป็นโรคเบาหวาน
- มีความดันโลหิตสูง
- มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
- มีประวัติโรคไตในครอบครัว
- มีโรคหรือความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
- ใช้ยาที่อาจส่งผลต่อไตเป็นประจำ
- เป็นผู้สูงอายุหรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างร่วมกัน
การตรวจไม่ได้หมายถึงการดูค่า Creatinine เพียงอย่างเดียว แต่แพทย์อาจประเมิน eGFR และอัลบูมินในปัสสาวะ ร่วมกับประวัติและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน
รู้เร็วสำคัญกว่ารอให้มีอาการ
สิ่งสำคัญของโรคไตเรื้อรังคือ ไม่ควรรอให้อาการเกิดขึ้นก่อนจึงเริ่มดูแลไต โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ควรควบคุมโรคประจำตัว รับประทานอาหารเหมาะสม ลดโซเดียม ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อไตโดยไม่จำเป็น และตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ หากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การจัดการปัจจัยที่ทำให้ไตเสียหายและการรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการดำเนินโรคได้
สรุป
ไตเสื่อมหรือโรคไตเรื้อรังเป็นภาวะที่ความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของไตคงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน ปัจจุบันเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยมีคนไทยจำนวนมากเป็นโรคแต่ยังไม่รู้ตัว ปัจจัยสำคัญมาจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อายุที่เพิ่มขึ้น และปัจจัยด้านพฤติกรรม ประกอบกับ CKD ระยะแรกมักไม่มีอาการ การรู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและได้รับการตรวจอย่างเหมาะสมจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการป้องกันและชะลอความเสียหายของไตก่อนโรคลุกลาม
คำถามที่พบบ่อย
Q: ไตเสื่อมกับโรคไตเรื้อรังเหมือนกันหรือไม่?
A: “ไตเสื่อม” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปเพื่อสื่อถึงการทำงานของไตที่ลดลง ส่วน CKD มีเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ชัดเจน โดยต้องมีความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของไตที่ส่งผลต่อสุขภาพและคงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน
Q: คนอายุน้อยเป็นไตเสื่อมได้หรือไม่?
A: ได้ โรคไตไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ คนอายุน้อยอาจเกิด CKD จากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตอักเสบ โรคทางพันธุกรรม การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ หรือสาเหตุอื่นได้
Q: ไม่มีอาการและปัสสาวะปกติ แปลว่าไตยังดีหรือไม่?
A: ไม่เสมอไป CKD ระยะแรกอาจไม่มีอาการและยังปัสสาวะได้ตามปกติ การประเมินความผิดปกติจึงต้องอาศัยผลตรวจ เช่น eGFR และการตรวจอัลบูมินในปัสสาวะร่วมด้วย
Q: ไตเสื่อมแล้วจะต้องฟอกไตทุกคนหรือไม่?
A: ไม่ใช่ ผู้ป่วย CKD ไม่ได้เข้าสู่ไตวายระยะสุดท้ายทุกคน การค้นพบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ การรักษาสาเหตุ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเหมาะสมมีส่วนสำคัญต่อการชะลอการดำเนินโรค
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









