ฮีทสโตรก (Heat Stroke) เป็นโรคจากความร้อนที่รุนแรงที่สุด อุณหภูมิร่างกายสามารถเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากไม่ได้รับการรักษาฉุกเฉินอาจทำให้พิการถาวรหรือเสียชีวิตได้ ควรสงสัยเมื่อคนที่เพิ่งสัมผัสอากาศร้อนหรือออกแรงหนักมีร่างกายร้อนมากร่วมกับการทำงานของสมองผิดปกติ เช่น สับสน พูดไม่รู้เรื่อง พฤติกรรมเปลี่ยน ชัก หรือหมดสติ ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ป่วยหมดสติหรือวัดอุณหภูมิได้เกิน 40°C ก่อนจึงช่วยเหลือ
สัญญาณอันตรายฮีทสโตรก
1. ร่างกายร้อนมาก หลังอยู่ในอากาศร้อนหรือออกแรงหนัก
สัญญาณแรกคือผู้ป่วยมีประวัติสัมผัสความร้อน เช่น
- อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน
- ทำงานกลางแดด
- อยู่ในห้องหรือสถานที่ที่ร้อนและอากาศถ่ายเทไม่ดี
- วิ่ง เล่นกีฬา หรือออกกำลังกายหนัก
- ทำงานใช้แรงอย่างต่อเนื่อง
ฮีทสโตรกมักสัมพันธ์กับอุณหภูมิแกนกลางร่างกายที่สูงมาก และอาจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในสถานการณ์จริง คนทั่วไปไม่ควรเสียเวลารอให้อุณหภูมิถึงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งก่อนจึงตัดสินใจช่วยเหลือ โดยเฉพาะหากมีความผิดปกติของสมองร่วมด้วย
2. เริ่มสับสน พูดไม่รู้เรื่อง หรือพฤติกรรมเปลี่ยน
เมื่ออากาศร้อนอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ เวียนหัว คลื่นไส้ อ่อนแรง หรือกระหายน้ำได้ แต่เมื่อความร้อนเริ่มกระทบการทำงานของสมอง อาการจะเปลี่ยนไป เช่น
- ถามแล้วตอบไม่ตรงคำถาม
- ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
- ดูสับสน มึนงงผิดปกติ
- พูดไม่ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่อง
- หงุดหงิด กระสับกระส่าย หรือพฤติกรรมเปลี่ยน
- เดินเซ ควบคุมร่างกายได้ไม่ดี
- ซึมลง ตอบสนองช้ากว่าปกติ
หากคนที่ได้รับความร้อนเริ่มมี confusion หรือไม่ตอบสนองตามปกติ ควรถือเป็นสัญญาณอันตรายและขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
3. ชัก หมดสติ หรือไม่ตอบสนองตามปกติ
หากผู้ป่วยชัก หมดสติ ล้มลง หรือเรียกแล้วไม่ตอบสนองตามปกติ หลังสัมผัสความร้อน ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องจัดเป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน เพราะทุกนาทีที่ร่างกายยังร้อนจัด อวัยวะสำคัญอาจได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นได้

อย่าใช้ “เหงื่อ” เป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว
หลายคนเข้าใจว่าฮีทสโตรกต้องไม่มีเหงื่อ ซึ่งไม่ถูกต้องสำหรับผู้ป่วยทุกคน ฮีทสโตรกที่เกิดจากการอยู่ในอากาศร้อนเป็นเวลานาน ผู้ป่วยอาจมีผิวร้อนและแห้ง แต่ในผู้ที่ออกแรงหนัก เช่น นักกีฬา นักวิ่ง หรือคนทำงานกลางแจ้ง อาจยังมีเหงื่อออกมากได้ ดังนั้น สิ่งที่มีประโยชน์กว่าในการแยกภาวะฉุกเฉินคือการดูว่า สมองและระดับความรู้สึกตัวเริ่มผิดปกติหรือไม่
ต้องวัดได้ 40°C ก่อนหรือไม่?
แม้อุณหภูมิร่างกายที่สูงมากจะเป็นลักษณะสำคัญของฮีมสโตรก แต่การวัดตามผิวหนัง หน้าผาก หรือรักแร้อาจไม่สะท้อนอุณหภูมิภายในร่างกายได้อย่างแม่นยำในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น หากมีประวัติสัมผัสความร้อนร่วมกับสับสน พูดผิดปกติ ชัก หรือหมดสติ ควรสงสัยฮีทสโตรกและเริ่มให้ความช่วยเหลือทันที การรอให้ได้ตัวเลขอุณหภูมิเฉพาะก่อนจึงช่วย อาจทำให้การลดความร้อนล่าช้าโดยไม่จำเป็น
ถ้าสงสัยฮีทสโตรก ต้องทำอะไรทันที?
ฮีทสโตรกเป็นภาวะฉุกเฉิน จึงควรทำ 2 อย่างพร้อมกันคือ เรียกความช่วยเหลือและเริ่มลดความร้อน
- โทร 1669
- ย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณร้อน
- พาไปยังที่ร่มหรือบริเวณที่เย็น
- ถอดหรือคลายเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็น
- เริ่มทำให้ร่างกายเย็นลงอย่างรวดเร็ว
ควรเริ่มกระบวนการ cooling อย่างรวดเร็วระหว่างรอบริการฉุกเฉิน เช่น การแช่น้ำเย็นเมื่อทำได้ หรือทำให้ผิวหนังเปียกและช่วยให้อากาศหมุนเวียนผ่านผิวหนัง
สรุป
หากต้องจำวิธีสังเกตฮีทสโตรกแบบง่ายที่สุด ให้ดู 3 สัญญาณสำคัญ คือ ร่างกายร้อนมาก การทำงานของสมองผิดปกติ และอาการรุนแรงอย่างชักหรือหมดสติ โดยเฉพาะอาการสับสน พูดไม่รู้เรื่อง หรือไม่ตอบสนองตามปกติหลังสัมผัสความร้อน ไม่ควรรอให้ผู้ป่วยหมดสติหรือวัดอุณหภูมิได้ 40°C ก่อนจึงช่วย หากสงสัย Heat Stroke ควรโทร 1669 และเริ่มลดอุณหภูมิร่างกายทันที เพราะการรักษาที่ล่าช้าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้
คำถามที่พบบ่อย
Q: ตัวร้อนและปวดหัว แปลว่าเป็นฮีทสโตรกหรือยัง?
A: ยังบอกไม่ได้จากสองอาการนี้เพียงอย่างเดียว เพราะอาการปวดศีรษะสามารถเกิดในภาวะจากความร้อนระดับอื่นได้ด้วย สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือการเริ่มสับสน พูดผิดปกติ ชัก หรือหมดสติ
Q: ยังพูดได้อยู่ แปลว่าไม่ใช่ฮีทสโตรกใช่ไหม?
A: ไม่เสมอไป ผู้ป่วยอาจยังพูดได้ แต่เริ่มตอบผิด สับสน พูดไม่ชัด หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จึงควรประเมินคุณภาพการตอบสนอง ไม่ใช่เพียงดูว่ายังพูดได้หรือไม่
Q: ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นเพลียแดดหรือฮีทสโตรก ควรทำอย่างไร?
A: หากเริ่มมีความผิดปกติของสมอง เช่น สับสน ชัก หรือไม่ตอบสนองตามปกติ ให้จัดการเป็นภาวะฉุกเฉินและขอความช่วยเหลือทันที WHO แนะนำให้สัญญาณอันตรายเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินโดยไม่รอดูอาการ
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









