หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  มีโรคประจำตัวทำไมเสี่ยงฮีทสโตรก? โรคไหนต้องระวังเป็นพิเศษ

มีโรคประจำตัวทำไมเสี่ยงฮีทสโตรก? โรคไหนต้องระวังเป็นพิเศษ

มีโรคประจำตัวทำไมเสี่ยงฮีทสโตรก? โรคไหนต้องระวังเป็นพิเศษ

ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดอาจเสี่ยงต่อฮีทสโตรก (Heat Stroke) มากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคไต เนื่องจากโรคเหล่านี้อาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด การขับเหงื่อ หรือความสามารถในการรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย นอกจากนี้ ยารักษาโรคบางชนิดอาจทำให้ร่างกายรับมือกับความร้อนได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม การมีโรคประจำตัวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดฮีทสโตรกเสมอไป หากเข้าใจความเสี่ยงและดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ก็สามารถลดโอกาสเกิดการเจ็บป่วยจากความร้อนได้

ทำไมผู้ที่มีโรคประจำตัวจึงเสี่ยงฮีทสโตรกมากขึ้น?

เมื่อร่างกายได้รับความร้อน หลอดเลือดบริเวณผิวหนังจะขยายตัวเพื่อช่วยระบายความร้อนพร้อมกับมีการขับเหงื่อ ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิเมื่อเหงื่อระเหยออกจากผิวหนัง แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดอาจมีข้อจำกัดในการตอบสนองต่อความร้อน เช่น

  • หัวใจไม่สามารถเพิ่มการสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบประสาทที่ควบคุมการขับเหงื่อทำงานผิดปกติ
  • ไตควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ได้ไม่ดี
  • ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่ายจากโรคหรือยาบางชนิด

เมื่อร่างกายระบายความร้อนได้ไม่เพียงพอ ความร้อนอาจสะสมจนเกิดการเจ็บป่วยจากความร้อน และในกรณีรุนแรงอาจพัฒนาเป็นฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองและอวัยวะสำคัญ

โรคประจำตัวอะไรบ้างที่เพิ่มความเสี่ยงฮีทสโตรก?

1. โรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ป่วยโรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจหรือภาวะหัวใจล้มเหลว อาจมีข้อจำกัดในการปรับระบบไหลเวียนเลือดเมื่ออากาศร้อน เมื่อร่างกายต้องการระบายความร้อน หัวใจจำเป็นต้องสูบฉีดเลือดไปยังผิวหนังมากขึ้น แต่ในผู้ที่หัวใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การตอบสนองดังกล่าวอาจทำได้ยากกว่าปกติ นอกจากนี้ การขับเหงื่อมากอาจทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง ส่งผลต่อความดันโลหิตและเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ 

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักในช่วงอากาศร้อนจัด
  • พักในสถานที่เย็นและอากาศถ่ายเท
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องปริมาณน้ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว
  • ไม่ปรับขนาดยาหรือหยุดยาด้วยตัวเอง

2. โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานอาจส่งผลต่อความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทหรือหลอดเลือด หากเส้นประสาทที่ควบคุมต่อมเหงื่อได้รับความเสียหาย ร่างกายอาจขับเหงื่อได้ผิดปกติ ทำให้ระบายความร้อนได้ไม่ดี ขณะเดียวกัน หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก อาจทำให้ปัสสาวะบ่อยและสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

  • ตรวจระดับน้ำตาลตามแผนการรักษา โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ
  • ดื่มน้ำอย่างเหมาะสมหากไม่มีข้อจำกัดทางการแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักในอากาศร้อน
  • เก็บอินซูลินและอุปกรณ์ตรวจน้ำตาลตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ ไม่ปล่อยทิ้งไว้ในรถหรือบริเวณที่ร้อนจัด

อาการเวียนศีรษะ อ่อนแรง หรือสับสนในผู้ป่วยเบาหวานอาจเกิดจากระดับน้ำตาลผิดปกติหรือการเจ็บป่วยจากความร้อน จึงไม่ควรสรุปสาเหตุจากอาการเพียงอย่างเดียว

3. โรคไตเรื้อรัง

ไตมีหน้าที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอาจมีความสามารถในการปรับสมดุลเหล่านี้ลดลง เมื่ออากาศร้อนและมีเหงื่อออกมาก การสูญเสียน้ำอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อไตบาดเจ็บเฉียบพลัน โดยเฉพาะผู้ที่มีการทำงานของไตลดลงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคไตบางรายจำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำ จึงไม่ควรใช้คำแนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ แบบเดียวกับคนทั่วไป

ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคไต

  • ปฏิบัติตามปริมาณน้ำที่แพทย์แนะนำ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน
  • สังเกตอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ และปัสสาวะที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ปรึกษาทีมรักษาหากต้องทำงานหรือเดินทางในสภาพอากาศร้อนจัด

4. โรคทางระบบประสาท

โรคทางระบบประสาทบางชนิด เช่น โรคพาร์กินสัน หรือภาวะที่มีความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ อาจส่งผลต่อการขับเหงื่อและการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรือการรับรู้ อาจไม่สามารถย้ายตัวเองไปยังสถานที่เย็นหรือขอความช่วยเหลือได้ทันเวลา ผู้ดูแลจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ตรวจสอบอุณหภูมิภายในบ้าน และสังเกตอาการผิดปกติของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ

ความสัมพันธ์ระหว่างโรคประจำตัวกับความร้อน

โรคประจำตัวเหตุผลที่ต้องระวัง
โรคหัวใจหัวใจอาจปรับการไหลเวียนเลือดเพื่อระบายความร้อนได้จำกัด
เบาหวานอาจขับเหงื่อผิดปกติหรือสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น
โรคไตเรื้อรังการควบคุมน้ำและเกลือแร่อาจผิดปกติ
โรคทางระบบประสาทอาจมีปัญหาการขับเหงื่อ การรับรู้ หรือการเคลื่อนไหว

ยารักษาโรคประจำตัวบางชนิดเพิ่มความเสี่ยงจากความร้อนหรือไม่?

ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการขับเหงื่อ การควบคุมอุณหภูมิ ความดันโลหิต หรือสมดุลน้ำในร่างกาย เช่น

  • ยาขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายขับน้ำและเกลือแร่เพิ่มขึ้น
  • ยาต้านโคลิเนอร์จิกบางชนิด อาจลดการขับเหงื่อ ทำให้ระบายความร้อนได้ยาก
  • ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์บางชนิด อาจจำกัดการตอบสนองของหัวใจต่อความร้อน
  • ยารักษาโรคทางจิตเวชบางชนิด อาจส่งผลต่อการควบคุมอุณหภูมิหรือการรับรู้ความร้อน
  • ยาบางชนิดที่มีผลต่อความดันโลหิตหรือการทำงานของไต อาจต้องติดตามเป็นพิเศษเมื่อเกิดภาวะขาดน้ำ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบแตกต่างกันตามชนิดยา ขนาดยา และสุขภาพของผู้ใช้ ไม่ควรหยุดยา ลดขนาดยา หรือเปลี่ยนเวลารับประทานยาเอง เพราะอาจทำให้โรคประจำตัวควบคุมไม่ได้

ผู้มีโรคประจำตัวควรป้องกันฮีทสโตรกอย่างไร?

การดูแลตัวเองควรคำนึงถึงทั้งความร้อนและข้อจำกัดจากโรคประจำตัว โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงช่วงอากาศร้อนจัด หากต้องออกนอกบ้านควรเลือกช่วงเวลาที่เย็นกว่า
  2. พักในบริเวณที่เย็น ใช้เครื่องปรับอากาศเมื่อเป็นไปได้ โดยเฉพาะวันที่มีความร้อนสูง
  3. ดื่มน้ำตามความเหมาะสม ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำต้องยึดตามคำแนะนำของทีมรักษา
  4. ลดกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ไม่ฝืนทำงานหรือออกกำลังกายเมื่อรู้สึกไม่สบาย
  5. ตรวจสอบยาที่ใช้อยู่ หากสงสัยว่ายามีผลต่อการรับมือกับความร้อน ให้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์
  6. วางแผนขอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ควรแจ้งข้อจำกัดด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยแก่ผู้รับผิดชอบตามความเหมาะสม เพื่อวางแผนพักและลดการสัมผัสความร้อน

มีโรคประจำตัวแล้ว ควรดื่มน้ำมากขึ้นเสมอหรือไม่?

ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำอาจต้องระวังการสูญเสียน้ำจากเหงื่อและปัสสาวะมากขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวหรือโรคไตบางรายอาจต้องจำกัดน้ำตามแผนการรักษา ดังนั้น การกำหนดปริมาณน้ำจึงควรพิจารณาจากโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และกิจกรรมที่ทำ ไม่ควรยึดตัวเลขเดียวกันสำหรับทุกคน

อาการแบบไหนที่ต้องรีบขอความช่วยเหลือ?

ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรหยุดกิจกรรมและย้ายไปยังที่เย็นทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติจากความร้อน เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออ่อนแรงมาก หากมีอาการต่อไปนี้ ต้องสงสัยภาวะฉุกเฉิน

  • สับสนหรือพูดไม่รู้เรื่อง
  • เดินเซอย่างรุนแรง
  • ชัก
  • หมดสติ
  • ตัวร้อนมากร่วมกับการรู้สึกตัวผิดปกติ

ควรโทร 1669 และเริ่มลดอุณหภูมิร่างกายทันที โดยไม่รอให้วัดอุณหภูมิได้ถึง 40 องศาเซลเซียส และห้ามให้ผู้ที่สับสนหรือหมดสติดื่มน้ำ เพราะอาจสำลักได้

สรุป

ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคไต และโรคทางระบบประสาท อาจมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากความร้อนมากขึ้น เนื่องจากโรคหรือยาที่ใช้สามารถส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด การขับเหงื่อ และสมดุลน้ำในร่างกายได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การหลีกเลี่ยงอากาศร้อนจัด พักในที่เย็น ดื่มน้ำตามความเหมาะสม และไม่ปรับยาเอง เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อฮีทสโตรก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ

คำถามที่พบบ่อย

Q: เป็นเบาหวาน สามารถออกกำลังกายกลางแจ้งได้หรือไม่?
A: สามารถทำได้ในหลายกรณี หากควบคุมโรคได้เหมาะสม แต่ควรเลือกช่วงเวลาที่อากาศไม่ร้อนจัด ดื่มน้ำตามความเหมาะสม และติดตามระดับน้ำตาลตามคำแนะนำของแพทย์

Q: ผู้ป่วยโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยงอากาศร้อนทุกกรณีหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านทั้งหมด แต่ควรลดการสัมผัสความร้อนจัดและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจหรือหัวใจล้มเหลว

Q: กินยาขับปัสสาวะอยู่ ต้องหยุดยาในวันที่อากาศร้อนหรือไม่?
A: ไม่ควรหยุดยาด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้โรคประจำตัวแย่ลง หากกังวลเรื่องภาวะขาดน้ำหรือความดันต่ำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเฉพาะราย

Q: คนที่ไม่มีโรคประจำตัวสามารถเป็นฮีทสโตรกได้ไหม?
A: สามารถเป็นได้ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนักหรือทำงานในสภาพอากาศร้อนชื้นต่อเนื่อง ดังนั้นทุกคนจึงควรป้องกันความร้อน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top