ไตเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรัง นอกจากนี้ยังเกิดจากโรคของไตโดยตรง โรคทางพันธุกรรม การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ โรคภูมิคุ้มกัน รวมถึงยาหรือสารบางชนิดที่ทำร้ายไตได้ สิ่งสำคัญคือหลายสาเหตุทำให้ไตเสียหายอย่างช้า ๆ โดยแทบไม่มีอาการในระยะแรก การรู้ว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงจึงสำคัญกว่าการรอให้เกิดอาการ
ไตเสื่อมเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ภายในไตมีหน่วยกรองขนาดเล็กจำนวนมากเรียกว่า หน่วยไต (Nephron) ทำหน้าที่กรองเลือดและช่วยควบคุมสมดุลของร่างกาย เมื่อหน่วยไตได้รับความเสียหายจากโรคหรือปัจจัยต่าง ๆ หน่วยไตที่ยังเหลืออยู่จะพยายามทำงานชดเชย ในช่วงแรกจึงอาจยังตรวจไม่พบอาการผิดปกติชัดเจน แต่หากความเสียหายเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน หน่วยไตอาจสูญเสียการทำงานเพิ่มขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงและพังผืดในเนื้อไต จนความสามารถในการกรองเลือดค่อย ๆ ลดลง
| ⚠️หากความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของไตคงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน และส่งผลต่อสุขภาพ จึงเข้าเกณฑ์โรคไตเรื้อรัง หรือ Chronic Kidney Disease: CKD |
8 สาเหตุและปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อม
1. โรคเบาหวาน เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรัง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดขนาดเล็กและหน่วยกรองภายในไต ในระยะแรกอาจเริ่มพบอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ แม้ค่า eGFR ยังไม่ได้ลดลงมาก เมื่อความเสียหายดำเนินต่อไป การทำงานของไตจึงอาจค่อย ๆ ลดลง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี มีความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
2. ความดันโลหิตสูง ไตมีหลอดเลือดขนาดเล็กจำนวนมาก ความดันโลหิตที่สูงต่อเนื่องจึงสามารถทำให้หลอดเลือดและหน่วยกรองของไตได้รับความเสียหาย ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อไตทำงานผิดปกติ การควบคุมโซเดียม น้ำ และระบบฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความดันก็อาจเปลี่ยนแปลง ทำให้ความดันโลหิตควบคุมยากขึ้น การควบคุมความดันโลหิตจึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการป้องกันและชะลอ CKD
3. โรคของหน่วยกรองไต Glomerulus คือกลุ่มหลอดเลือดขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นตัวกรองเลือดภายในหน่วยไต หากบริเวณนี้เกิดการอักเสบหรือความผิดปกติ อาจทำให้โปรตีนหรือเลือดรั่วออกมาในปัสสาวะ และทำให้การทำงานของไตลดลง โรคในกลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น
- IgA nephropathy
- Lupus nephritis
- โรคไตที่มีโปรตีนรั่วบางชนิด
- Glomerulonephritis จากสาเหตุอื่น
ผู้ป่วยบางคนอาจมีปัสสาวะเป็นฟอง ปัสสาวะมีเลือด บวม หรือความดันสูง แต่บางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน
4. โรคทางพันธุกรรม โรคไตบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ตัวอย่างที่สำคัญคือ Autosomal Dominant Polycystic Kidney Disease (ADPKD) ซึ่งทำให้เกิดถุงน้ำจำนวนมากในไตและอาจทำให้ไตมีขนาดใหญ่ขึ้นและสูญเสียการทำงานตามเวลา หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไตจากพันธุกรรมหรือมีประวัติไตวายโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรแจ้งแพทย์ เพราะประวัติครอบครัวอาจช่วยในการประเมินความเสี่ยงและวางแผนตรวจเพิ่มเติม
5. นิ่วและการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง ปัสสาวะที่ผลิตจากไตต้องไหลผ่านท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะออกจากร่างกาย หากมีการอุดกั้นเป็นเวลานาน ความดันสามารถย้อนกลับไปทำลายไตได้ สาเหตุของการอุดกั้น เช่น
- นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
- ต่อมลูกหมากโต
- ความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ
- เนื้องอกบางชนิด
- การตีบของทางเดินปัสสาวะ
การอุดกั้นที่ได้รับการแก้ไขเร็วอาจช่วยป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม แต่หากเกิดเรื้อรังหรือรุนแรงอาจทำให้เนื้อไตเสียหายถาวรได้
6. โรคภูมิคุ้มกันและโรคระบบอื่น ๆ โรคภูมิคุ้มกันบางชนิดสามารถทำให้เกิดการอักเสบและทำลายไต เช่น Systemic Lupus Erythematosus (SLE) ซึ่งอาจเกิด Lupus nephritis
7. การเกิดไตบาดเจ็บเฉียบพลัน Acute Kidney Injury (AKI) คือภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งต่างจาก CKD ที่เป็นความผิดปกติเรื้อรัง AKI อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง
- การติดเชื้อรุนแรง
- ความดันโลหิตต่ำ
- ยาหรือสารที่เป็นพิษต่อไต
- การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
แม้ผู้ป่วยบางรายจะฟื้นตัวหลัง AKI แต่ผู้ที่เคยเกิด AKI โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำหรือมีความเสียหายรุนแรง มีความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการดำเนินของ CKD มากขึ้น
8. ยาและสารบางชนิด ยาบางชนิดสามารถส่งผลต่อไตได้ โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดยา ขนาดยา ระยะเวลาที่ใช้ การทำงานของไตเดิม ภาวะขาดน้ำ และยาชนิดอื่นที่ใช้ร่วมกัน กลุ่มที่คนทั่วไปควรรู้จักคือ ยาแก้ปวด NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac และ naproxen ซึ่งอาจลดการไหลเวียนเลือดเข้าสู่ไตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไตบาดเจ็บ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ที่มี CKD อยู่แล้ว หรือผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ

กินเค็มทำให้ไตเสื่อมหรือไม่?
การได้รับโซเดียมมากเกินไปสามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและเกิดการคั่งของน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความไวต่อเกลือหรือมีโรคไตอยู่แล้ว ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไตเสียหาย ดังนั้นการกินเค็มเป็นประจำจึงสามารถเพิ่มปัจจัยที่เร่งความเสียหายของไต โดยเฉพาะเมื่อมีเบาหวาน ความดันสูง หรือ CKD อยู่เดิม
ดื่มน้ำน้อยทำให้ไตเสื่อมหรือไม่?
การดื่มน้ำน้อยจนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง สามารถทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลงและเกิด AKI ได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่ท้องเสีย อาเจียน มีไข้สูง หรือใช้ยาบางชนิด ความต้องการน้ำของแต่ละคนแตกต่างกัน และผู้ป่วย CKD ระยะรุนแรง ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีน้ำเกินอาจได้รับคำแนะนำให้จำกัดน้ำด้วยซ้ำ ดังนั้น การดื่มน้ำควรเหมาะสมกับสภาพร่างกาย ไม่ใช่ยิ่งมากยิ่งดี
ใครเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อไตเสื่อม?
- เป็นเบาหวาน
- มีความดันโลหิตสูง
- มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
- เคยเกิด AKI
- มีโรคไตหรือโรคทางเดินปัสสาวะ
- มีประวัติโรคไตในครอบครัว
- มีโรคภูมิคุ้มกันที่อาจกระทบไต
- ใช้ยาที่อาจมีผลต่อไตเป็นประจำ
- อายุเพิ่มขึ้นร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น
เนื่องจาก CKD ระยะแรกมักไม่มีอาการ การไม่มีอาการบวม ปัสสาวะเป็นฟอง หรืออ่อนเพลีย ไม่ได้ยืนยันว่าไตยังปกติ
สรุป
ไตเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังเกิดจากโรคของหน่วยกรองไต โรคทางพันธุกรรม การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ โรคภูมิคุ้มกัน ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน รวมถึงยาและสารบางชนิด การกินเค็มและพฤติกรรมต่าง ๆ อาจมีส่วนเพิ่มปัจจัยที่ทำให้ไตเสียหาย แต่ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นสาเหตุเดียวของ CKD สิ่งสำคัญที่สุดคือค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ควบคุมโรคต้นเหตุ และติดตามการทำงานของไตก่อนเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
Q: สาเหตุอันดับต้น ๆ ของไตเสื่อมคืออะไร?
A: เบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญของ CKD แต่ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีสาเหตุอื่น เช่น โรคของหน่วยกรองไต โรคพันธุกรรม หรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
Q: คนไม่เป็นเบาหวานหรือความดันสูง ไตเสื่อมได้หรือไม่?
A: ได้ เพราะ CKD มีหลายสาเหตุ เช่น โรคไตอักเสบ โรคไตจากพันธุกรรม โรคภูมิคุ้มกัน การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ และความเสียหายของไตจากสาเหตุอื่น
Q: กินเค็มทำให้ไตเสื่อมหรือไม่?
A: อาหารโซเดียมสูงสามารถเพิ่มความดันโลหิตและทำให้เกิดการคั่งของน้ำ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อสุขภาพไต โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันสูงหรือ CKD อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียวของโรคไตเรื้อรัง
Q: ไตเสื่อมจากเบาหวานป้องกันได้หรือไม่?
A: สามารถลดความเสี่ยงและชะลอการดำเนินของโรคได้ด้วยการควบคุมน้ำตาล ความดันโลหิต ปัจจัยเสี่ยงอื่น และตรวจติดตาม eGFR กับอัลบูมินในปัสสาวะตามคำแนะนำของแพทย์
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









