หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ไตเสื่อมมีกี่ระยะ? ค่า eGFR แต่ละระยะต่างกันอย่างไร

ไตเสื่อมมีกี่ระยะ? ค่า eGFR แต่ละระยะต่างกันอย่างไร

ไตเสื่อมมีกี่ระยะ? ค่า eGFR แต่ละระยะต่างกันอย่างไร

ไตเสื่อม หรือโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) แบ่งตามระดับการทำงานของไตเป็นระยะ 1–5 โดยระยะ 3 แยกเป็น 3a และ 3b จึงมี GFR category ทั้งหมด 6 กลุ่ม คือ G1, G2, G3a, G3b, G4 และ G5 ตั้งแต่ไตยังกรองเลือดได้ปกติหรือใกล้ปกติแต่มีหลักฐานความเสียหาย ไปจนถึงภาวะไตวาย สิ่งสำคัญคือระยะของโรคไม่ได้พิจารณาจาก eGFR เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะระยะ 1–2 ต้องมีหลักฐานว่าไตได้รับความเสียหายร่วมด้วย และการประเมินความเสี่ยงควรดูระดับอัลบูมินในปัสสาวะร่วมกับ eGFR 

ไตเสื่อมแบ่งระยะจากอะไร? 

ค่า eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) เป็นค่าประมาณความสามารถของไตในการกรองเลือด หน่วยเป็น mL/min/1.73 m² โดยทั่วไป ยิ่ง eGFR ลดลง ยิ่งหมายถึงความสามารถในการกรองของไตลดลง ตามเกณฑ์ KDIGO โรคไตเรื้อรังแบ่ง GFR category ดังนี้ 

ระยะโรคไตGFR CategoryeGFR 
(mL/min/1.73 m²)
การทำงานของไต
ระยะ 1 G1≥90ปกติหรือสูง แต่มีหลักฐานความเสียหายของไต
ระยะ 2G260–89ลดลงเล็กน้อย และมีหลักฐานความเสียหายของไต
ระยะ 3aG3a45–59ลดลงเล็กน้อยถึงปานกลาง
ระยะ 3bG3b30–44ลดลงปานกลางถึงมาก
ระยะ 4G415–29ลดลงมาก
ระยะ 5G5<15ไตวาย

ไตเสื่อมระยะ 1 (G1)

eGFR ≥90 mL/min/1.73 m² ระยะนี้ความสามารถในการกรองของไตยังอยู่ในระดับปกติหรือสูง แต่ต้องมีหลักฐานว่าไตได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่องจึงจะเข้าเกณฑ์ CKD เช่น 

  • มีอัลบูมินหรือโปรตีนในปัสสาวะ
  • มีความผิดปกติของตะกอนปัสสาวะ
  • มีเลือดในปัสสาวะอย่างต่อเนื่องจากโรคของไต
  • พบความผิดปกติของโครงสร้างไตจากการตรวจภาพ
  • พบความผิดปกติจากการตรวจชิ้นเนื้อ
  • มีประวัติปลูกถ่ายไต

ผู้ป่วยระยะ 1 จำนวนมากไม่มีอาการ จึงมักตรวจพบจากการตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือการตรวจสุขภาพในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง 

ไตเสื่อมระยะ 2 (G2)

eGFR 60–89 mL/min/1.73 m² การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย แต่เช่นเดียวกับ G1 การจะเรียกว่า CKD ระยะ 2 ต้องมีหลักฐานความเสียหายของไตร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการและใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงไม่ควรรอให้เกิดอาการก่อนเริ่มดูแลปัจจัยเสี่ยง สิ่งสำคัญในระยะนี้คือค้นหาสาเหตุของโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคของโกลเมอรูลัส หรือโรคไตจากสาเหตุอื่น และควบคุมปัจจัยที่สามารถทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น 

ไตเสื่อมระยะ 3a (G3a) 

eGFR 45–59 mL/min/1.73 m² ระยะนี้ความสามารถในการกรองของไตลดลงเล็กน้อยถึงปานกลาง และผู้ป่วยบางคนยังไม่มีอาการชัดเจน สิ่งที่เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นคือการติดตามภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงต่อการดำเนินของโรค เช่น 

  • ความดันโลหิตสูง
  • ภาวะโลหิตจาง
  • ความผิดปกติของเกลือแร่
  • ความผิดปกติของแร่ธาตุและกระดูก
  • ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

ไตเสื่อมระยะ 3b (G3b)

eGFR 30–44 mL/min/1.73 m² ความสามารถในการกรองของไตลดลงปานกลางถึงมาก เมื่อเข้าสู่ G3b ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและการดำเนินไปสู่โรคไตระยะรุนแรงจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับ G3a โดยเฉพาะหากมีอัลบูมินในปัสสาวะสูงร่วมด้วย ผู้ป่วยจึงต้องให้ความสำคัญกับการ 

  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ควบคุมเบาหวานหากมีโรคร่วม
  • ประเมินปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะ
  • ทบทวนยาและขนาดยาที่ใช้อยู่
  • หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่อาจทำร้ายไต
  • ประเมินภาวะแทรกซ้อนตามความเหมาะสม
  • ติดตามการเปลี่ยนแปลงของ eGFR

ระยะ 3 จึงถูกแยกเป็น 3a และ 3b เพราะระดับการทำงานของไตและความเสี่ยงทางคลินิกแตกต่างกัน 

ไตเสื่อมระยะ 4 (G4) 

eGFR 15–29 mL/min/1.73 m² ระยะนี้การทำงานของไตลดลงมาก ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น และอาจเริ่มพบอาการได้มากขึ้น เช่น 

  • อ่อนเพลีย
  • บวม
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้
  • คัน
  • ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก
  • ภาวะโลหิตจาง
  • ความผิดปกติของโพแทสเซียม
  • ความผิดปกติของสมดุลกรด-ด่าง

ผู้ป่วย G4 จำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดและประเมินความเสี่ยงต่อ kidney failure เพื่อเตรียมแนวทางรักษาล่วงหน้าหากโรคดำเนินต่อไป 

ไตเสื่อมระยะ 5 (G5)

eGFR <15 mL/min/1.73 m² G5 เรียกว่า Kidney Failure หรือภาวะไตวาย การทำงานของไตลดลงอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการสะสมของของเสีย น้ำ และความผิดปกติของเกลือแร่มากขึ้น อาจพบอาการ เช่น 

  • อ่อนเพลียมาก
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • คัน
  • บวม
  • หายใจลำบาก
  • ปัสสาวะลดลงในบางราย
  • สมาธิลดลงหรือสับสนในรายที่มีภาวะยูรีเมียรุนแรง

การตัดสินใจเริ่มการบำบัดทดแทนไตต้องพิจารณาอาการ ภาวะแทรกซ้อน ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ คุณภาพชีวิต และสภาพโดยรวมของผู้ป่วย ไม่ควรใช้ eGFR เพียงตัวเลขเดียวตัดสิน 

ไตเสื่อมแต่ละระยะรักษาเหมือนกันหรือไม่?

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ระยะของโรค ระดับ albuminuria โรคร่วม และความเสี่ยงของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม หลักสำคัญในทุกระยะคือการลดปัจจัยที่ทำให้ไตได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น 

  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ที่เป็นเบาหวาน
  • ลดโซเดียม
  • งดสูบบุหรี่
  • ออกกำลังกายตามความเหมาะสม
  • ใช้ยาชะลอ CKD ตามข้อบ่งใช้
  • หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่อาจเป็นพิษต่อไต
  • ติดตาม eGFR และ albuminuria ตามระดับความเสี่ยง

เมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรง แพทย์จะให้ความสำคัญกับการตรวจและรักษาภาวะแทรกซ้อน รวมถึงวางแผนล่วงหน้าสำหรับการบำบัดทดแทนไตในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง 

ระยะของไตเสื่อมในทางการแพทย์แผนจีน

ในทัศนะการแพทย์แผนจีน ไม่ได้แบ่งโรคไตเป็น G1–G5 ตามค่า eGFR แบบการแพทย์ปัจจุบัน แต่ใช้การวิเคราะห์จากอาการและความพร่องของอวัยวะ เช่น ไตชี่พร่อง (肾气虚) ซึ่งอาจสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น การทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ โรคเรื้อรัง หรือร่างกายอ่อนแอ เมื่อภาวะพร่องดำเนินต่อไป อาจพัฒนาเป็น “ไตหยางพร่อง” (肾阳虚) หรือ “ไตอินพร่อง” (肾阴虚) ผู้ที่มีไตหยางพร่องอาจมีลักษณะ เช่น

  • อ่อนแรง
  • ปวดเมื่อยเอวและเข่า
  • หนาวง่าย
  • มือเท้าเย็น
  • ปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะกลางคืน
  • มีอาการบวมในบางราย

บทบาทของยาสมุนไพรจีนในการชะลอไตเสื่อม

ตำรับยาสมุนไพรจีนที่มีประวัติการใช้เพื่อช่วยปรับสมดุลของระบบที่เกี่ยวข้องกับ “ไต” ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน ที่มีรากฐานจากตำรา Jin Gui Yao Lue โดยมีแนวคิดหลักในการ อุ่นและบำรุงไตหยาง พร้อมช่วยส่งเสริมการควบคุมและการเปลี่ยนแปลงสารน้ำ ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Dihuang, Shanzhuyu, Shanyao, Zexie, Fuling ฯลฯ มีสรรพคุณสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

  1. บำรุงและอุ่นระบบไต เพื่อช่วยภาวะไตหยางพร่องที่แสดงออกด้วยความหนาว อ่อนแรง ปวดเอวและเข่า หรือปัสสาวะผิดปกติ
  2. ช่วยปรับสมดุลการจัดการสารน้ำ โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของสมุนไพรที่ช่วยบำรุงม้ามและไต ควบคู่กับสมุนไพรที่ช่วยระบายความชื้น
  3. ปรับสมดุลของตำรับ โดยมีทั้งสมุนไพรบำรุง อุ่น ระบายความชื้น และปรับการไหลเวียน เพื่อให้ตำรับเหมาะกับผู้ที่มีภาวะพร่องร่วมกับสารน้ำคั่งบางลักษณะ

ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีน ตำรับนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีลักษณะของ ไตหยางพร่องและการควบคุมสารน้ำบกพร่อง เช่น ปวดเมื่อยเอวและเข่า หนาวง่าย แขนขาเย็น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน อ่อนแรง หรือมีอาการบวมที่สัมพันธ์กับภาวะพร่องและความเย็นภายใน

สรุป

ไตเสื่อมแบ่งเป็นระยะ 1–5 โดยระยะ 3 แยกเป็น 3a และ 3b ตามระดับ eGFR ตั้งแต่ G1 ≥90 ไปจนถึง G5 <15 mL/min/1.73 m² แต่ eGFR ไม่ใช่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่ใช้ประเมินโรค โดยเฉพาะ G1 และ G2 ต้องมีหลักฐานความเสียหายของไตร่วมด้วยจึงเข้าเกณฑ์ CKD นอกจากนี้ควรดูระดับอัลบูมินในปัสสาวะ A1–A3 เพราะผู้ที่มี eGFR เท่ากันอาจมีความเสี่ยงต่างกัน การรู้ระยะของโรคจึงมีประโยชน์ในการประเมินความเสี่ยง วางแผนการรักษา และติดตามโรค ไม่ได้ใช้เพื่อบอกว่าผู้ป่วยทุกคนจะต้องดำเนินไปถึงระยะ 5 

คำถามที่พบบ่อย

Q: ไตเสื่อมมีกี่ระยะ?

A: โดยทั่วไปเรียกว่า CKD ระยะ 1–5 แต่ระยะ 3 แยกเป็น 3a และ 3b จึงมี GFR category ทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ G1, G2, G3a, G3b, G4 และ G5

Q: eGFR 60–89 คือไตเสื่อมระยะ 2 หรือไม่?

A: ไม่เสมอไป หากไม่มีหลักฐานความเสียหายของไต ค่า eGFR 60–89 เพียงอย่างเดียวไม่เข้าเกณฑ์ CKD ระยะ 2

Q: ไตเสื่อมระยะ 3 อันตรายไหม?

A: ระยะ 3 หมายถึงการทำงานของไตลดลงชัดเจนและแบ่งเป็น G3a กับ G3b ความเสี่ยงจะต่างกันตามระดับ eGFR ปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะ สาเหตุของโรค และโรคร่วม จึงควรติดตามและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเหมาะสม

Q: ไตเสื่อมระยะ 4 ต้องฟอกไตหรือยัง?

A: ไม่จำเป็นต้องฟอกไตทันทีเพียงเพราะอยู่ G4 แต่เป็นระยะที่ควรได้รับการติดตามใกล้ชิด ประเมินภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงต่อ kidney failure รวมถึงเตรียมแผนการรักษาล่วงหน้าหากจำเป็น

Q: ไตเสื่อมระยะ 5 ต้องฟอกไตทุกคนหรือไม่?

A: ไม่ควรตัดสินจาก eGFR <15 เพียงอย่างเดียว การเริ่มฟอกไตต้องพิจารณาอาการ ภาวะแทรกซ้อน ผลตรวจ และสภาพโดยรวมของผู้ป่วยร่วมกัน โดยแพทย์โรคไตจะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสม

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Maxitin Formula 2

Maxitin Formula 2

ไตและทางเดินปัสสาวะ // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top