ความเครียดและความวิตกกังวลมีอาการคล้ายกันมาก จนหลายคนใช้สองคำนี้แทนกัน เช่น รู้สึกกังวล ใจไม่สงบ นอนไม่ดี ปวดศีรษะ หรือรู้สึกตึงเครียด ความแตกต่างที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ ความเครียดมักมีต้นเหตุจากสถานการณ์ภายนอกที่ระบุได้ เช่น งานเยอะ สอบ ปัญหาเงิน หรือความสัมพันธ์ ส่วนความวิตกกังวล (Anxiety) เป็นความรู้สึกกลัวหรือกังวลที่อาจยังคงอยู่ แม้ในขณะนั้นจะไม่มีภัยหรือปัญหาตรงหน้าแล้วก็ตาม
ความเครียดคืออะไร?
ความเครียดเกิดขึ้นเมื่อเราต้องรับมือกับสถานการณ์ที่รู้สึกกดดัน ยาก หรือเกินความสามารถในขณะนั้น ตัวอย่างเช่น
- งานใกล้ถึงกำหนดส่ง
- ต้องสอบหรือสัมภาษณ์งาน
- มีปัญหาทางการเงิน
- ทะเลาะกับคนในครอบครัว
- เจ็บป่วยหรือกังวลเรื่องสุขภาพ
WHO อธิบายว่าความเครียดเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของมนุษย์ต่อสถานการณ์ที่ยากหรือกดดัน และความเครียดในระดับหนึ่งอาจช่วยให้เรารับมือกับชีวิตประจำวันได้ เมื่อปัญหาคลี่คลาย ความเครียดก็มักลดลงตามไปด้วย
ความวิตกกังวลคืออะไร?
ความวิตกกังวลคือความรู้สึกกลัว กังวล หรือไม่สบายใจ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีภัยตรงหน้า ตัวอย่างเช่น หลังจากงานสำคัญจบไปแล้ว แต่ยังคิดวนว่า
- ถ้าครั้งหน้าทำพลาดล่ะ?
- จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหรือเปล่า?
- ทำไมรู้สึกเหมือนมีอะไรจะเกิดขึ้นตลอดเวลา?
ความกังวลเล็กน้อยก่อนเหตุการณ์สำคัญถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากความกังวล มากเกินไป ควบคุมได้ยาก เกิดต่อเนื่อง และรบกวนชีวิตประจำวัน อาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินว่าเข้าข่ายโรควิตกกังวลหรือไม่
| WHO ระบุว่า Anxiety Disorders มีลักษณะเด่นคือความกลัวหรือความกังวลที่รุนแรงและมากเกินควร มักเกิดร่วมกับอาการทางร่างกายและพฤติกรรม และสามารถรบกวนการทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวันได้ |
ความเครียด VS ความวิตกกังวล ต่างกันตรงไหน?
| ความเครียด (Stress) | ความวิตกกังวล (Anxiety) | |
|---|---|---|
| มักเกิดจากอะไร? | มักมีสาเหตุชัดเจน เช่น งาน การเงิน การสอบ หรือความสัมพันธ์ | อาจรู้สึกกังวลหรือกลัว แม้ไม่มีปัญหาหรือภัยตรงหน้า |
| เมื่อปัญหาผ่านไป | มักค่อย ๆ ลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย | ความกังวลอาจยังคงอยู่ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว |
| ความรู้สึกหลัก | รู้สึกกดดัน ตึงเครียด หรือรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ไหว | รู้สึกกลัว กังวล หรือคาดว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี |
| อาการที่พบได้ | หงุดหงิด ปวดหัว กล้ามเนื้อตึง สมาธิลดลง นอนไม่ดี | กระวนกระวาย ใจสั่น ตึงเครียด สมาธิลดลง นอนไม่ดี |
| เมื่อไรควรระวัง? | เมื่อเครียดต่อเนื่องและเริ่มกระทบการนอน งาน หรือชีวิตประจำวัน | เมื่อกังวลมาก ควบคุมได้ยาก ต่อเนื่อง หรือเริ่มหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิต |
| ถือเป็นโรคหรือไม่? | ความเครียดไม่ใช่โรคทางจิตเวชโดยตัวมันเอง | ความวิตกกังวลทั่วไปไม่ใช่โรคเสมอไป แต่หากเข้าเกณฑ์อาจเป็น Anxiety Disorder ได้ |
อาการอะไรที่พบได้ทั้งความเครียดและความวิตกกังวล?
- กังวลหรือคิดมาก
- รู้สึกกระวนกระวาย
- หงุดหงิดง่าย
- กล้ามเนื้อตึง
- ปวดศีรษะหรือปวดเมื่อย
- ใจเต้นเร็ว
- นอนหลับยาก
- สมาธิลดลง
WHO ระบุว่า Anxiety Disorders อาจมีอาการอย่างกระสับกระส่าย ตึงเครียด สมาธิลดลง ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น คลื่นไส้ หรือนอนไม่หลับได้ ดังนั้นจึงไม่ควรดูจากอาการเพียงข้อเดียวแล้วสรุปว่าเป็นโรควิตกกังวล
จะรู้ได้อย่างไรว่าเริ่มไม่ใช่แค่กังวลธรรมดา?

WHO ระบุว่าผู้ที่มี Anxiety Disorder มักมีอาการต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และอาการรุนแรงพอที่จะสร้างความทุกข์หรือกระทบต่อการดำเนินชีวิต
ถ้ารู้สึกวิตกกังวล ควรทำอย่างไร?
หากอาการยังไม่รุนแรงและไม่กระทบชีวิตมาก อาจเริ่มจากการดูแลตัวเอง เช่น
- นอนและตื่นให้เป็นเวลา
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ลดคาเฟอีนหากสังเกตว่าทำให้อาการใจสั่นหรือกระวนกระวายมากขึ้น
- ฝึกหายใจช้า ๆ หรือเทคนิคผ่อนคลาย
- แบ่งปัญหาออกเป็นเรื่องเล็ก ๆ
- พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ
- ลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และสารเสพติด
WHO ระบุว่าการออกกำลังกาย การฝึกผ่อนคลาย การรักษาเวลานอนและรับประทานอาหารให้สม่ำเสมอ รวมถึง mindfulness สามารถมีส่วนช่วยในการดูแลอาการวิตกกังวลได้
ความวิตกกังวลในทัศนะการแพทย์แผนจีน
ในผู้ที่มีความเครียดหรืออารมณ์กดดันร่วมกับอาการทางกาย มักพบภาวะชี่ของตับติดขัด ซึ่งทำให้เกิดอาการ
- หงุดหงิดหรืออารมณ์แปรปรวน
- รู้สึกอึดอัดหรือแน่นหน้าอก
- แน่นบริเวณชายโครง
- ปวดศีรษะ
- ท้องอืดหรือเบื่ออาหาร
- นอนหลับไม่ดี
- อาการเปลี่ยนแปลงตามความเครียด
การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Chaihu, Xiangfu, Danggui, Baishao, Fuling ฯลฯ มีสรรพคุณช่วยกระจายและปรับการไหลเวียนของชี่ของตับ พร้อมบำรุงเลือดและช่วยปรับสมดุลของร่างกาย จึงเหมาะกับอาการที่เกิดจากพลังชี่ของตับติดขัด
เมื่อไรควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ หาก
- กังวลมากและควบคุมได้ยาก
- อาการเกิดขึ้นต่อเนื่อง
- นอนไม่หลับจากความกังวลบ่อย ๆ
- เริ่มหลีกเลี่ยงงาน คน หรือสถานการณ์ต่าง ๆ
- อาการกระทบการเรียนหรือการทำงาน
- ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้รับผลกระทบ
- มี Panic Attack หรือความกลัวรุนแรง
สรุป
ความเครียดและความวิตกกังวลมีอาการคล้ายกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ความเครียดมักสัมพันธ์กับปัญหาหรือสถานการณ์ที่ระบุได้ และมักลดลงเมื่อปัญหาคลี่คลาย ส่วนความวิตกกังวลอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องแม้ไม่มีภัยตรงหน้า และหากความกังวลรุนแรง ควบคุมได้ยาก หรือเริ่มกระทบการนอน การทำงาน ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวัน ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อย
Q: กังวลบ่อย ๆ แปลว่าเป็นโรควิตกกังวลไหม?
A: ไม่เสมอไป ทุกคนสามารถรู้สึกกังวลได้เป็นครั้งคราว ต้องพิจารณาร่วมกับความรุนแรง ระยะเวลาที่เป็น ความสามารถในการควบคุม และผลกระทบต่อชีวิต
Q: ความเครียดทำให้เกิดความวิตกกังวลได้ไหม?
A: ได้ ความวิตกกังวลสามารถเกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาต่อความเครียด แต่บางครั้งความกังวลอาจยังคงอยู่แม้ไม่มีภัยหรือเหตุการณ์กดดันตรงหน้าแล้ว
Q: ใจสั่นเพราะวิตกกังวลได้ไหม?
A: ได้ Anxiety สามารถสัมพันธ์กับอาการใจสั่น เหงื่อออก ตัวสั่น คลื่นไส้ และนอนไม่หลับได้ แต่ใจสั่นมีสาเหตุทางกายอื่นได้เช่นกัน หากเกิดบ่อย รุนแรง หรือมีเจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือหายใจลำบาก ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
Q: โรควิตกกังวลรักษาได้ไหม?
A: มีแนวทางรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบำบัดทางจิตวิทยาที่อิงหลัก CBT และในบางกรณีอาจใช้ยาร่วมด้วยตามการประเมินของแพทย์
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









