หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  สงสัยตับอักเสบ ต้องตรวจอะไรบ้าง? ผลเลือดบอกอะไรได้บ้าง

สงสัยตับอักเสบ ต้องตรวจอะไรบ้าง? ผลเลือดบอกอะไรได้บ้าง

สงสัยตับอักเสบ ต้องตรวจอะไรบ้าง? ผลเลือดบอกอะไรได้บ้าง

การตรวจตับอักเสบต้องพิจารณาหลายรายการร่วมกัน เช่น AST และ ALT เพื่อประเมินการบาดเจ็บของเซลล์ตับ การตรวจ HBsAg เพื่อค้นหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และ Anti-HCV ร่วมกับ HCV RNA เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี นอกจากนี้ บางรายอาจต้องตรวจอัลตราซาวนด์หรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุและประเมินความเสียหายของตับ 

ทำไมสงสัยตับอักเสบจึงต้องตรวจเลือด?

ตับอักเสบอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปัสสาวะสีเข้ม หรือตัวเหลืองตาเหลือง แต่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรัง การตรวจเลือดจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยตอบคำถามที่แตกต่างกัน ได้แก่ 

  • เซลล์ตับได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ประเมินจากค่าเอนไซม์ เช่น AST และ ALT
  • ตับยังทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด ประเมินร่วมกับค่า Albumin, Bilirubin และ PT/INR
  • มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหรือไม่ ตรวจหาเชื้อหรือเครื่องหมายการติดเชื้อของไวรัสแต่ละชนิด
  • มีสาเหตุอื่นที่ทำให้ตับผิดปกติหรือไม่ อาจต้องตรวจเพิ่มเติมตามประวัติและผลตรวจเบื้องต้น

ตรวจตับอักเสบต้องตรวจอะไรบ้าง?

การตรวจที่ใช้บ่อยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ การตรวจหาการบาดเจ็บของตับ การประเมินการทำงานของตับ และการตรวจค้นหาสาเหตุ 

การตรวจบอกอะไร
AST / ALT บ่งชี้การบาดเจ็บของเซลล์ตับ แต่ยังไม่ระบุสาเหตุ
ALP / GGTช่วยประเมินความผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับตับและทางเดินน้ำดี
Bilirubinช่วยประเมินความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและขับบิลิรูบิน
Albuminช่วยประเมินความสามารถในการสร้างโปรตีนของตับ
PT / INRช่วยประเมินกระบวนการแข็งตัวของเลือด ซึ่งสัมพันธ์กับการสร้างโปรตีนบางชนิดของตับ
HBsAg และการตรวจ HBV อื่น ๆตรวจหาการติดเชื้อและประเมินสถานะภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี
Anti-HCV / HCV RNAตรวจว่าเคยได้รับเชื้อและปัจจุบันยังมีไวรัสตับอักเสบซีอยู่หรือไม่

1. ตรวจ AST และ ALT เพื่อดูการบาดเจ็บของเซลล์ตับ

AST และ ALT เป็นเอนไซม์ที่พบภายในเซลล์ เมื่อเซลล์ตับได้รับความเสียหาย เอนไซม์เหล่านี้อาจถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ตรวจพบค่าที่สูงขึ้น โดย ALT พบมากในตับ ขณะที่ AST พบได้ทั้งในตับและเนื้อเยื่ออื่น เช่น กล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตาม ค่า AST หรือ ALT สูงไม่ได้ยืนยันว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ เพราะยังเกิดได้จากไขมันพอกตับ แอลกอฮอล์ ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด และสาเหตุอื่น ๆ

2. ตรวจ Bilirubin, Albumin และ PT/INR เพื่อประเมินการทำงานของตับ

  • Bilirubin เป็นสารที่เกิดจากกระบวนการสลายเม็ดเลือดแดง โดยตับมีหน้าที่จัดการและขับออกทางน้ำดี หากมีระดับสูงอาจทำให้ตัวเหลืองตาเหลือง แต่ก็เกิดจากโรคอื่นนอกจากตับอักเสบได้
  • Albumin เป็นโปรตีนที่ตับสร้างขึ้น หากมีระดับต่ำอาจสัมพันธ์กับความสามารถในการสร้างโปรตีนของตับที่ลดลง แต่ยังเกิดจากภาวะโภชนาการ โรคไต หรือสาเหตุอื่นได้
  • PT/INR เป็นการตรวจระยะเวลาที่เลือดใช้ในการแข็งตัว ซึ่งช่วยประเมินการสร้างโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด อย่างไรก็ตาม ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและปัจจัยอื่นก็มีผลต่อค่านี้ได้

การประเมินความรุนแรงของโรคตับจึงต้องพิจารณาผลหลายรายการร่วมกัน ไม่ใช่ดูเพียง AST หรือ ALT

3. ตรวจไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ต้องดูค่าอะไร?

การตรวจไวรัสตับอักเสบบีมีหลายรายการ เพราะต้องแยกให้ออกว่าบุคคลนั้นกำลังติดเชื้อ เคยติดเชื้อ หรือมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนแล้ว ควรใช้การตรวจ 3 รายการร่วมกันในการคัดกรองครั้งแรก หรือที่เรียกว่า Triple Panel ได้แก่ HBsAg, Anti-HBs และ Total Anti-HBc

การตรวจความหมายเบื้องต้น
HBsAgตรวจพบโปรตีนบนผิวไวรัส บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อ HBV อยู่ในปัจจุบัน
Anti-HBsตรวจภูมิคุ้มกันต่อ HBV ซึ่งอาจเกิดจากวัคซีนหรือการติดเชื้อในอดีต
Total Anti-HBcบ่งชี้ว่าเคยได้รับเชื้อ HBV ไม่ได้เกิดจากการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว

การแปลผลต้องดูทั้งสามรายการร่วมกัน เพราะการตรวจพบ Anti-HBs เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายประวัติการติดเชื้อทั้งหมดได้ หากตรวจพบ HBV อาจต้องตรวจ HBV DNA เพื่อประเมินปริมาณไวรัส รวมถึงตรวจสภาพตับเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าควรติดตามหรือเริ่มรักษาอย่างไร

4. ตรวจไวรัสตับอักเสบซี (HCV) ต้องดูค่าอะไร?

การตรวจไวรัสตับอักเสบซีมีจุดที่แตกต่างจากไวรัสตับอักเสบบี เพราะการตรวจพบแอนติบอดีไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันยังมีเชื้ออยู่เสมอไป การตรวจหลักมี 2 รายการ ได้แก่

  • Anti-HCV: เป็นการตรวจหาแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบซี หากผลเป็นบวก อาจหมายถึงกำลังติดเชื้อ เคยติดเชื้อแล้วหาย หรือในบางกรณีเป็นผลบวกลวง
  • HCV RNA: เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส เพื่อยืนยันว่าปัจจุบันมีเชื้อ HCV อยู่ในเลือดหรือไม่

การแปลผลเบื้องต้นมีดังนี้

ผลตรวจความหมาย
Anti-HCV บวก + HCV RNA พบเชื้อมีการติดเชื้อ HCV ในปัจจุบัน 
Anti-HCV บวก + HCV RNA ไม่พบเชื้อปัจจุบันตรวจไม่พบการติดเชื้อ อาจเคยติดเชื้อแล้วหายหรือเป็นผลบวกลวง
Anti-HCV ลบโดยทั่วไปไม่พบหลักฐานว่าเคยติดเชื้อ แต่หากเพิ่งสัมผัสเชื้ออาจต้องตรวจเพิ่มเติม

แนะนำให้ตรวจ HCV RNA ต่อเมื่อ Anti-HCV เป็นบวก เพื่อไม่ให้สรุปผิดว่าผู้ที่เคยได้รับเชื้อทุกคนยังคงมีการติดเชื้ออยู่

5. ต้องตรวจอัลตราซาวนด์ตับด้วยหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคน แต่การอัลตราซาวนด์อาจมีประโยชน์เมื่อสงสัยความผิดปกติของโครงสร้างตับ ทางเดินน้ำดี หรือมีโรคตับเรื้อรังร่วมด้วย การตรวจอัลตราซาวนด์อาจช่วยให้เห็นลักษณะบางอย่าง เช่น

  • ไขมันสะสมในตับ
  • ความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี
  • ก้อนหรือรอยโรคบางชนิด
  • ลักษณะที่อาจสัมพันธ์กับโรคตับเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม อัลตราซาวนด์ทั่วไปไม่สามารถยืนยันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีได้ และอาจไม่สามารถบอกระดับการอักเสบของเซลล์ตับได้โดยตรง ในบางรายอาจต้องตรวจ FibroScan หรือการวัดความแข็งของตับ เพื่อช่วยประเมินพังผืด โดยเฉพาะเมื่อสงสัยโรคตับเรื้อรัง

6. หากผลตรวจเบื้องต้นผิดปกติ ต้องตรวจอะไรเพิ่ม?

เมื่อผลเลือดผิดปกติ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุ อาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมตามข้อมูลที่พบ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีประวัติรับประทานยาหรืออาหารเสริมบางชนิด อาจต้องประเมินภาวะตับบาดเจ็บจากยา ส่วนผู้ที่สงสัยโรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง อาจต้องตรวจแอนติบอดีเฉพาะชนิดและระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มเติม หากสงสัยโรคตับที่สัมพันธ์กับไขมันสะสม อาจประเมินน้ำหนัก ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และพังผืดในตับร่วมด้วย ในบางกรณีที่ผลตรวจยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ อาจต้องพิจารณาการตรวจชิ้นเนื้อตับ แต่ไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ป่วยทุกราย

ใครบ้างที่ควรตรวจตับอักเสบ แม้ไม่มีอาการ?

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคตับบางชนิดควรได้รับการประเมิน แม้ยังรู้สึกแข็งแรงดี เพราะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรังอาจไม่มีอาการเป็นเวลานาน กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญ เช่น

  • ผู้ที่เคยสัมผัสเลือดหรือใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น
  • ผู้ที่มีคู่นอนหรือสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
  • ผู้ที่เคยได้รับเลือดหรือทำหัตถการที่อาจมีความเสี่ยงจากอุปกรณ์ไม่ปลอดเชื้อ
  • ผู้ที่ตรวจพบค่าเอนไซม์ตับผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นตามประวัติสุขภาพ

ผู้ใหญ่ควรได้รับการคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซีอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต โดยอาจต้องตรวจซ้ำตามปัจจัยเสี่ยง ทั้งนี้แนวทางคัดกรองที่ใช้จริงควรพิจารณาตามคำแนะนำในประเทศไทยและประวัติของแต่ละคน

ตรวจตับอักเสบแล้วผลปกติ แปลว่าไม่มีโรคตับหรือไม่?

ไม่สามารถสรุปได้เสมอไป เพราะผลตรวจแต่ละชนิดมีข้อจำกัด และโรคตับบางชนิดอาจไม่มีอาการหรือไม่มีค่าเอนไซม์ตับสูงชัดเจนในบางช่วง นอกจากนี้ หากเพิ่งได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ผลตรวจบางรายการอาจยังไม่พบความผิดปกติ เนื่องจากร่างกายต้องใช้เวลาก่อนที่จะตรวจพบแอนติบอดีหรือเครื่องหมายการติดเชื้อบางชนิด ดังนั้นผู้ที่มีประวัติสัมผัสเชื้อเมื่อไม่นานมานี้ อาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือตรวจซ้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสม แม้ผลครั้งแรกจะเป็นลบ

สรุป

การตรวจตับอักเสบต้องอาศัยข้อมูลจากหลายด้านร่วมกัน โดยค่า AST และ ALT ช่วยประเมินการบาดเจ็บของเซลล์ตับ ขณะที่ Bilirubin, Albumin และ PT/INR ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของตับ ส่วนการตรวจ HBsAg, Anti-HCV และ HCV RNA มีบทบาทในการค้นหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องตรวจอัลตราซาวนด์หรือประเมินพังผืดในตับเพิ่มเติม การเลือกตรวจอย่างเหมาะสมและแปลผลร่วมกับประวัติสุขภาพจึงช่วยให้ระบุสาเหตุของความผิดปกติและวางแนวทางดูแลได้ถูกต้อง

คำถามที่พบบ่อย

Q: ตรวจสุขภาพประจำปีที่มีค่า AST ALT เพียงพอหรือไม่?
A: ไม่เพียงพอสำหรับการยืนยันหรือคัดกรองไวรัสตับอักเสบทุกชนิด หากต้องการทราบสถานะการติดเชื้อ HBV หรือ HCV จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อหรือเครื่องหมายการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ

Q: ตรวจ HBsAg เป็นลบ แปลว่าไม่เคยเป็นไวรัสตับอักเสบบีใช่ไหม?
A: ไม่เสมอไป HBsAg เป็นลบไม่ได้บอกประวัติการติดเชื้อหรือภูมิคุ้มกันทั้งหมด จึงอาจต้องดู Anti-HBs และ Total Anti-HBc ร่วมด้วย

Q: ตรวจ Anti-HCV เป็นบวก ต้องเริ่มยาทันทีไหม?
A: ยังไม่ควรสรุปจากผลนี้เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจ HCV RNA เพื่อยืนยันว่าปัจจุบันยังมีเชื้ออยู่หรือไม่ ก่อนพิจารณาแนวทางรักษา

Q: ตรวจเลือดแล้วจำเป็นต้องอัลตราซาวนด์ตับทุกคนไหม?
A: ไม่จำเป็น การตรวจอัลตราซาวนด์ขึ้นอยู่กับอาการ ผลเลือด และข้อสงสัยทางการแพทย์ เช่น โรคตับเรื้อรังหรือความผิดปกติของทางเดินน้ำดี

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Armony

Armony

ตับ // ทางเดินอาหาร // ประสาทและสมอง

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top