หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ไวรัสตับอักเสบ A B C ต่างกันอย่างไร? ติดต่อและป้องกันแบบไหน

ไวรัสตับอักเสบ A B C ต่างกันอย่างไร? ติดต่อและป้องกันแบบไหน

ไวรัสตับอักเสบ A B C ต่างกันอย่างไร? รู้ทันป้องกันได้

ไวรัสตับอักเสบ A B และ C ต่างกันหลัก ๆ ที่ช่องทางการติดต่อ โอกาสเกิดโรคเรื้อรัง การมีวัคซีนป้องกัน และแนวทางรักษา โดยไวรัสตับอักเสบ A ติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเป็นหลักและไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ส่วน B ติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่งทางเพศ และจากแม่สู่ลูก และสามารถเป็นเรื้อรังได้ ขณะที่ C ติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก สามารถเป็นเรื้อรังได้เช่นกัน แต่ปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่รักษาให้หายได้มากกว่า 95%

เปรียบเทียบไวรัสตับอักเสบ A B C แบบเข้าใจง่าย

“ไวรัสตับอักเสบ” A, B และ C เป็นไวรัสคนละชนิด และมีธรรมชาติของโรคแตกต่างกัน

WHO รายงานว่า ไวรัสตับอักเสบ B และ C เป็นปัญหาสำคัญที่สุดในแง่โรคตับเรื้อรัง และทั้งสองชนิดรวมกันเป็นสาเหตุมากกว่า 95% ของการเสียชีวิตจากไวรัสตับอักเสบทั่วโลก

ไวรัสตับอักเสบ A ติดต่อผ่านอาหารและน้ำ

ไวรัสตับอักเสบ A (HAV) ติดต่อหลัก ๆ ผ่านทางอุจจาระสู่ปาก เช่น การรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดบางรูปแบบกับผู้ติดเชื้อ ปัจจัยเสี่ยงจึงสัมพันธ์กับน้ำไม่สะอาด สุขาภิบาลไม่ดี และการล้างมือไม่สะอาด โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำหรือก่อนเตรียมอาหาร ไวรัสตับอักเสบ A ไม่ทำให้เกิดโรคตับเรื้อรังและมีวัคซีนป้องกัน ผู้ติดเชื้อเกือบทั้งหมดสามารถฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์และเกิดภูมิคุ้มกันระยะยาวหลังการติดเชื้อ แต่ในผู้ป่วยส่วนน้อยมาก โรคอาจรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้

ไวรัสตับอักเสบ B ติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่ง

ไวรัสตับอักเสบ B (HBV) แตกต่างจาก A อย่างชัดเจน เพราะไม่ได้ติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำ แต่สามารถติดต่อผ่าน เลือดและสารคัดหลั่งบางชนิด ช่องทางสำคัญ ได้แก่

  • จากแม่ที่ติดเชื้อสู่ลูกในช่วงคลอด
  • การสัมผัสเลือดที่มีเชื้อ
  • การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน
  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ
  • การสัมผัสของมีคมหรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือด

โดยเฉพาะการติดเชื้อตั้งแต่วัยทารกหรือเด็กเล็ก มีโอกาสพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรังมากกว่าการได้รับเชื้อเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเกิดการติดเชื้อเรื้อรัง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อตับแข็งและมะเร็งตับ แต่ไวรัสตับอักเสบ B มีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ผู้ป่วยเรื้อรังที่เข้าเกณฑ์สามารถได้รับยาต้านไวรัสเพื่อควบคุมเชื้อและลดความเสี่ยงจากโรคตับในระยะยาว

ไวรัสตับอักเสบ C ติดต่อทางเลือดเป็นหลัก

ไวรัสตับอักเสบ C (HCV) ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดที่มีเชื้อเป็นหลัก เช่น การใช้เข็มร่วมกัน การใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ปลอดภัย หรือการได้รับเลือดที่ไม่ได้ผ่านการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม การติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อมีกิจกรรมที่ทำให้สัมผัสเลือด แต่ไม่ใช่ช่องทางหลักของการแพร่เชื้อ HCV หลังได้รับเชื้อ ผู้ติดเชื้อประมาณ 30% สามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 6 เดือน ส่วนที่เหลือประมาณ 70% จะพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง และในผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรังมีความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งประมาณ 15–30% ภายใน 20 ปี ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ C แต่มียาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์โดยตรง หรือ Direct-acting antivirals (DAAs) สามารถรักษาผู้ติดเชื้อให้หายได้มากกว่า 95%

ไวรัสตับอักเสบ A B C ชนิดไหนอันตรายที่สุด?

ความรุนแรงขึ้นอยู่กับระยะของโรค อายุ สุขภาพของผู้ติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ในแง่ผลกระทบระยะยาว B และ C เป็นชนิดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่ทราบสถานะของตนเอง

  • A มักเป็นการติดเชื้อเฉียบพลันและไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง แต่อาจรุนแรงได้ในผู้ป่วยบางราย
  • B สามารถกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังและเพิ่มความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ
  • C สามารถกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังและนำไปสู่ตับแข็งหรือมะเร็งตับได้เช่นกัน แต่ปัจจุบันมีการรักษาที่สามารถกำจัดเชื้อได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่

ดูจากอาการ แยก A B C ได้ไหม?

ไม่สามารถแยกได้จากอาการเพียงอย่างเดียว ทั้ง A, B และ C สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกัน เช่น

  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ปวดหรือไม่สบายท้อง
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง

ที่สำคัญคือผู้ติดเชื้อบางรายไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะการติดเชื้อ B หรือ C เรื้อรัง ดังนั้นการบอกว่าเป็นไวรัสชนิดใดจำเป็นต้องอาศัยการตรวจเลือด ไม่สามารถดูจากสีผิว อาการปวดท้อง หรือความเหนื่อยล้าเพียงอย่างเดียวได้

ป้องกันไวรัสตับอักเสบ A B C ต่างกันอย่างไร?

เนื่องจากช่องทางการติดต่อไม่เหมือนกัน วิธีป้องกันจึงต่างกันด้วย

1. ป้องกันไวรัสตับอักเสบ A

  • รับวัคซีนตามข้อบ่งชี้
  • ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำและก่อนเตรียมอาหาร
  • เลือกรับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด
  • ให้ความสำคัญกับสุขาภิบาล

2. ป้องกันไวรัสตับอักเสบ B

  • รับวัคซีนป้องกัน HBV
  • ไม่ใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวที่อาจปนเปื้อนเลือดร่วมกัน
  • ใช้อุปกรณ์สัก เจาะ หรือของมีคมที่สะอาดและปลอดภัย
  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

3. ป้องกันไวรัสตับอักเสบ C

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดที่อาจมีเชื้อ
  • ไม่ใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน
  • เลือกบริการทางการแพทย์ สัก หรือเจาะที่ใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัย
  • ป้องกันการสัมผัสเลือดระหว่างมีเพศสัมพันธ์

สรุป

ไวรัสตับอักเสบ A B และ C เป็นเชื้อไวรัสคนละชนิดและมีลักษณะสำคัญแตกต่างกัน ไวรัส A ติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง และมีวัคซีนป้องกัน ส่วนไวรัส B ติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่งทางเพศ และจากแม่สู่ลูก สามารถเป็นเรื้อรังได้แต่มีวัคซีนป้องกัน ขณะที่ไวรัส C ติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก สามารถเป็นเรื้อรังและยังไม่มีวัคซีน แต่ปัจจุบันมียาต้านไวรัสที่สามารถรักษาการติดเชื้อให้หายได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ การทราบชนิดของไวรัสจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกวิธีป้องกัน ตรวจติดตาม และรักษาอย่างเหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย

Q: ไวรัสตับอักเสบ A กลายเป็น B หรือ C ได้ไหม?
A: ไม่ได้ A, B และ C เกิดจากไวรัสคนละชนิด การติดเชื้อ A จึงไม่ได้เปลี่ยนเป็น B หรือ C แต่บุคคลหนึ่งสามารถติดเชื้อไวรัสตับอักเสบมากกว่าหนึ่งชนิดได้หากได้รับเชื้อแต่ละชนิด

Q: ไวรัสตับอักเสบชนิดไหนมีวัคซีน?
A: A และ B มีวัคซีนป้องกัน ส่วน C ยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน

Q: ไวรัสตับอักเสบ C รักษาหายจริงไหม?
A: ปัจจุบันยาต้านไวรัส DAAs สามารถรักษาการติดเชื้อ HCV ให้หายได้มากกว่า 95% ของผู้ติดเชื้อ

Q: ไวรัสตับอักเสบ B กับ C ติดต่อจากการกินข้าวร่วมกันไหม?
A: การรับประทานอาหารร่วมกันไม่ใช่ช่องทางหลักของ HBV หรือ HCV โดย B ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งบางชนิด ส่วน C ติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Armony

Armony

ตับ // ทางเดินอาหาร // ประสาทและสมอง

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top