มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นกลุ่มโรคมะเร็งที่เกิดจากระบบน้ำเหลืองและระบบสร้างเม็ดเลือด ถือเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยในหลายประเทศ แนวทางการรักษาในปัจจุบันมักใช้การรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Treatment: การรักษาที่ใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น เคมีบำบัด รังสีรักษา และการรักษาอื่น ๆ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา การใช้การแพทย์แผนจีนเป็นการรักษาเสริมได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาหลัก เช่น
- อาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
- ภาวะกดไขกระดูกหรือภาวะที่ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดลดลง (Bone marrow suppression)
- เส้นประสาทอักเสบส่วนปลาย (Peripheral neuropathy)
- นอกจากนี้ยังอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโดยรวมได้
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- เพศหญิงอายุ 59 ปี
- พบต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกายมาประมาณ 6 เดือน ก่อนมารับการตรวจรักษา
ประวัติการรักษาก่อนหน้า
- เดือนตุลาคม ปี 2023 ผู้ป่วยเข้ารับการ ผ่าตัดตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบขวาเพื่อตรวจชิ้นเนื้อ ผลการตรวจทางพยาธิวิทยา (Pathology) ระบุว่า เป็นต่อมน้ำเหลืองที่ตอบสนองต่อการอักเสบหรือการกระตุ้นของภูมิคุ้มกัน (Reactive lymph node) แต่ยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Follicular lymphoma)
- จึงแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมด้วย IHC (Immunohistochemistry: การตรวจหาชนิดของโปรตีนในเซลล์เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค) เมื่อมีการทบทวนผลตรวจอีกครั้ง พบว่าลักษณะเนื้อเยื่อและผล IHC สอดคล้องกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Follicular lymphoma) ชนิดเกรดต่ำ (low-grade follicular lymphoma: มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่มักโตช้า) จึงแนะนำให้ตรวจยีน BCL-2 (ยีนที่ช่วยยืนยันชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง) เพิ่มเติมเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย
- จากการตรวจเพิ่มเติม พบ
- การตรวจไขกระดูกยัง ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่ามะเร็งลุกลามเข้าสู่ไขกระดูก
- ไม่พบยีนฟิวชัน IGH/BCL-2 (การรวมตัวของยีนที่พบในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด)
- ผลตรวจโครโมโซม: 46, XX (โครโมโซมปกติของเพศหญิง)
- ผลตรวจ flow cytometry (การตรวจชนิดของเซลล์ภูมิคุ้มกันในเลือดหรือไขกระดูก) ไม่พบความผิดปกติ
การตรวจร่างกาย
- มีต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
- พบต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ในช่องท้อง
- ต่อมน้ำเหลืองตื้นพบที่คอ รักแร้และขาหนีบ
การตรวจเพิ่มเติม
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อประเมินตำแหน่งและขนาดของต่อมน้ำเหลือง
- ตรวจด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจลักษณะของต่อมน้ำเหลือง
- การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันชนิดของโรค
การวินิจฉัย
- การวินิจฉัยทางคลินิก Follicular lymphoma ระยะ III E S (มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่โตค่อนข้างช้า โดยโรคพบในต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่งทั้งเหนือและใต้กระบังลม และมีการเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อภายนอกต่อมน้ำเหลืองรวมถึงม้าม)
- ขนาดต่อมน้ำเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในช่วงวินิจฉัยครั้งแรก 67 × 56 × 55 มม.
แผนการรักษา
- ผู้ป่วยได้รับ เคมีบำบัดสูตร R-CHOP ให้ยา ทุก 3 สัปดาห์ แผนการรักษาทั้งหมด 8 รอบ ปัจจุบันได้รับแล้ว 5 รอบ
- ระหว่างการทำเคมีบำบัด ผู้ป่วยได้รับตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมด้วย
การประเมินผล
- หลังการรักษารอยโรคมีขนาดลดลง
- ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ ขาหนีบ และในช่องท้อง มีขนาดเล็กลงอย่างชัดเจน
- ขนาดต่อมน้ำเหลืองใหญ่ที่สุดลดลงตามลำดับ
- ครั้งแรก : 67 × 56 × 55 มม.
- รอบที่ 2 : 59 × 55 × 51 มม.
- รอบที่ 3 : 48 × 42 × 38 มม.
- รอบที่ 4 : 43 × 35 × 32 มม.
- รอบที่ 5 : 29 × 27 × 22 มม.
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Follicular lymphoma ระยะ III E S หลังจากได้รับการรักษาด้วย สูตรเคมีบำบัด R-CHOP ร่วมกับ ตำรับยาสมุนไพรจีน จำนวน 5 รอบ พบว่า
- ก้อนต่อมน้ำเหลืองมีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่อง
- อาการไม่พึงประสงค์จากเคมีบำบัดลดลง
- ภาวะกดไขกระดูกดีขึ้น
- อาการทางเดินอาหารดีขึ้น
- ความอ่อนเพลียลดลง
การประเมินผลการรักษาโดยรวมอยู่ในระดับ PR (ตอบสนองบางส่วน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรักษามีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง ผลการประเมินการรักษา PR (Partial Response:การตอบสนองต่อการรักษาบางส่วน หมายถึงก้อนมะเร็งลดลงแต่ยังไม่หายหมด)
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น เคมีบำบัด การรักษาทางภูมิคุ้มกัน และการรักษาเสริมอื่น ๆ
- การใช้การแพทย์แผนจีนร่วมกับการรักษาหลักอาจช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด เช่น อาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ภาวะเม็ดเลือดต่ำ
- การติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญ เพราะขนาดของต่อมน้ำเหลืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการรักษา
- ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามแผนการรักษาให้ครบคอร์ส และเข้ารับการตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ


