มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วโลก และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งของผู้หญิง จากข้อมูลปี 2022 พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 661,000 คน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 348,200 คน สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่เพียงแค่ควบคุมโรคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลดผลข้างเคียงจากการรักษาและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่ใช้การแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับการแพทย์แผนจีน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและช่วยลดอาการไม่สบายจากการรักษา
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยหญิง อายุ 55 ปี
- อาการสำคัญคือถ่ายเป็นเลือดต่อเนื่อง 3 วัน
- เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลวันที่ 11 ธันวาคม 2015
- ผู้ป่วยดูอ่อนเพลีย สีหน้าซีด
- ไม่พบต่อมน้ำเหลืองโต
- มีอาการเจ็บเมื่อกดบริเวณใต้ลิ้นปี่ (บริเวณใต้กระดูกหน้าอก)
ประวัติการรักษาก่อนหน้า
วันที่ 18 ธันวาคม 2015 ผู้ป่วยได้รับการรักษาเพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร ปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร ห้ามเลือดในทางเดินอาหาร หลังจากรักษา อาการถ่ายเป็นเลือดดีขึ้น จึงออกจากโรงพยาบาล
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
- ก่อนหน้านี้ผู้ป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง
- ไม่เคยมีประวัติแพ้ยา
การตรวจร่างกาย
- สีหน้าซีดเล็กน้อย
- ไม่พบต่อมน้ำเหลืองโต
- กดเจ็บบริเวณใต้ลิ้นปี่
การตรวจเพิ่มเติม
- ตรวจอุจจาระพบเลือดแฝงในอุจจาระ
- ตรวจเลือดและปัสสาวะ ตรวจเลือดทั่วไป การทำงานของตับและไต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด เกลือแร่ในร่างกาย เอนไซม์หัวใจ ผลทั้งหมดไม่พบความผิดปกติ
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจผลปกติ
- เอกซเรย์ทรวงอกไม่พบความผิดปกติ
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่องท้องตรวจตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ม้าม และไต ไม่พบความผิดปกติ
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หัวใจ ผลปกติ
- ส่องกล้องกระเพาะอาหารพบแผลในกระเพาะอาหาร และมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound) อุ้งเชิงกรานพบว่าปากมดลูกมีขนาดใหญ่ โครงสร้างของปากมดลูกผิดปกติ เนื้อเยื่อมีลักษณะไม่สม่ำเสมอจึงแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม
- ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) อุ้งเชิงกรานพบว่าปากมดลูกมีขนาดใหญ่ พบก้อนหลายตำแหน่งในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน ก้อนที่ใหญ่ที่สุดอยู่ระหว่างปากมดลูกกับไส้ตรงขนาดประมาณ 4.3 × 2.2 เซนติเมตร
- ตรวจชิ้นเนื้อผลตรวจพบ CIN III (Cervical Intraepithelial Neoplasia III)หมายถึง เซลล์ปากมดลูกมีความผิดปกติรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นมะเร็ง
- ผลตรวจอื่น ๆ เช่น P16++ ,Ki67 มากกว่า 50% เป็นตัวบ่งชี้ว่ามีการแบ่งตัวของเซลล์ผิดปกติสูง พบว่าก้อนมีการลุกลามไปบริเวณข้างปากมดลูก
การวินิจฉัย
มะเร็งปากมดลูก ระยะ IIB (หมายถึงมะเร็งเริ่มลุกลามออกจากปากมดลูกไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ แต่ยังไม่กระจายไปอวัยวะไกล) และพบร่วมกับแผลในกระเพาะอาหารที่มีเลือดออก
แผนการรักษา
- การฉายรังสี วันที่ 1 มีนาคม 2016 ผู้ป่วยเริ่มการรักษาด้วยการฉายรังสี รวม 25 ครั้ง สัปดาห์ละ 5 ครั้ง
- อาการระหว่างการรักษา: วันที่ 7 มีนาคม 2016 ผู้ป่วยมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน
- ผลตรวจเลือดพบ: ภาวะกดไขกระดูก (bone marrow suppression) หมายถึงไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดลดลง
- จึงเริ่มรับประทานตำรับยาสมุนไพรจีน ขนาด 4 แคปซูลต่อครั้ง วันละ 3 ครั้ง
- การฉายรังสีเพิ่มเติม: หลังวันที่ 15 พฤษภาคม 2016 ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีเสริมอีก 2 ครั้ง
การประเมินผล
- วันที่ 10 มิถุนายน 2016 ตรวจเลือดซ้ำพบว่า ค่าเม็ดเลือดดีขึ้นและตัวบ่งชี้มะเร็งอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยยังคงรับประทานตำรับยาสมุนไพรจีนต่อเนื่อง
- ตรวจติดตามทุก 6 เดือน ผลตรวจเลือดและตัวบ่งชี้มะเร็ง ไม่พบความผิดปกติจนถึง มีนาคม 2020 จึงหยุดใช้ตำรับยาสมุนไพรจีน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรค
สรุปกรณีศึกษา
- ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งปากมดลูกระยะ IIB (มะเร็งลุกลามออกจากปากมดลูกไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ แต่ยังไม่กระจายไปอวัยวะไกล)
- การรักษาหลักที่ใช้คือ การฉายรังสี (Radiotherapy)
- ระหว่างการรักษา การฉายรังสีทำให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ค่าเม็ดเลือดลดลง
- ผู้ป่วยได้รับ ตำรับยาสมุนไพรจีน ร่วมกับการฉายรังสีเพื่อช่วยดูแลอาการระหว่างการรักษา
- หลังการรักษาประมาณ 3 เดือน ผลการประเมินพบว่าได้ระดับ PR (Partial Response) หมายถึง ขนาดก้อนมะเร็งลดลงอย่างชัดเจน
- ผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) พบว่าขนาดก้อนมะเร็งลดลงและจำนวนก้อนในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานลดลง
- อาการคลื่นไส้และอาเจียนค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง แต่สามารถรักษาได้
- การฉายรังสีเป็นหนึ่งในวิธีรักษาหลักของโรคนี้
- การฉายรังสีอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือค่าเม็ดเลือดลดลง
- การใช้การแพทย์แผนจีนร่วมกับการรักษาแบบปัจจุบัน สามารถช่วยลดอาการไม่สบายจากการรักษาได้
- การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญ เพื่อดูว่าการรักษาได้ผลดีหรือไม่
- การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม และมาตรวจตามนัด จะช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ


