หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ทำไมแผลเบาหวานหายช้า? 4 สาเหตุที่ทำให้แผลสมานยาก

ทำไมแผลเบาหวานหายช้า? 4 สาเหตุที่ทำให้แผลสมานยาก

ทำไมแผลเบาหวานหายช้า? 4 สาเหตุที่ทำให้แผลสมานยาก

แผลเบาหวานหายช้าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่รบกวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เส้นประสาทเสื่อมจนรับความรู้สึกได้น้อยลง การไหลเวียนเลือดไม่ดี และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บาดแผลได้รับการฟื้นฟูไม่เต็มที่ โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้าที่ต้องรับน้ำหนักและเสียดสีอยู่เป็นประจำ ดังนั้น การดูแลแผลเบาหวานจึงต้องจัดการทั้งบาดแผลและสาเหตุที่ทำให้แผลสมานช้าไปพร้อมกัน

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานจึงมีโอกาสเกิดแผลหายช้า?

โดยปกติ เมื่อเกิดบาดแผล ร่างกายต้องอาศัยเลือดนำออกซิเจนและสารอาหารมาเลี้ยงบริเวณที่บาดเจ็บ พร้อมกับใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อโรคและสร้างเนื้อเยื่อใหม่  แต่ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน กระบวนการเหล่านี้อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้แผลมีโอกาสหายช้าหรือกลายเป็นแผลเรื้อรังได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะมีแผลหายช้า ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับการควบคุมโรค ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แผลเบาหวานหายช้า

1. ระดับน้ำตาลในเลือดสูง รบกวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องสามารถส่งผลต่อการทำงานของเซลล์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการสมานแผล รวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกันและเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อใหม่ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้กำจัดเชื้อโรคได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • การอักเสบยืดเยื้อ ทำให้แผลเข้าสู่ระยะสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้ช้าลง
  • การสร้างคอลลาเจนผิดปกติ ส่งผลต่อความแข็งแรงของเนื้อเยื่อที่กำลังซ่อมแซม
  • การสร้างหลอดเลือดใหม่ลดลง ทำให้การฟื้นฟูบริเวณบาดแผลเกิดขึ้นได้ยากขึ้น

ดังนั้น การควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีบาดแผล แต่การลดระดับน้ำตาลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากมีปัญหาอื่นร่วมด้วย

2. เส้นประสาทเสื่อม ทำให้ไม่รู้ตัวว่าเกิดแผล

ผู้ป่วยเบาหวานบางรายเกิดภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเส้นประสาทบริเวณเท้า เมื่อเส้นประสาทรับความรู้สึกทำงานลดลง ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกเจ็บแม้มีบาดแผลเกิดขึ้นแล้ว ตัวอย่างที่พบได้ เช่น

  • เดินเหยียบของมีคมแต่ไม่รู้สึกเจ็บ
  • รองเท้ากัดหรือเสียดสีจนเกิดแผลโดยไม่รู้ตัว
  • มีตุ่มพองจากแรงกด แต่ยังเดินลงน้ำหนักตามปกติ
  • สัมผัสของร้อนแล้วไม่รู้สึกว่าผิวหนังถูกทำลาย

นอกจากนี้ เส้นประสาทเสื่อมบางชนิดยังอาจทำให้กล้ามเนื้อเท้าทำงานผิดปกติ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปเท้า และเพิ่มแรงกดในบางตำแหน่ง เมื่อไม่รู้สึกเจ็บ ผู้ป่วยจึงอาจเดินลงน้ำหนักบนแผลซ้ำ ๆ ทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บต่อเนื่องและแผลสมานได้ยาก 

3. เลือดไหลเวียนไม่ดี ทำให้แผลได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

การสมานแผลต้องอาศัยเลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อให้เซลล์สามารถสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้ ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงขาและเท้าลดลง เมื่อเลือดไปเลี้ยงแผลไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้

  • เซลล์บริเวณแผลได้รับออกซิเจนลดลง
  • การสร้างเนื้อเยื่อใหม่เกิดขึ้นได้ช้า
  • แผลมีโอกาสขยายใหญ่หรือเกิดเนื้อตาย
  • การรักษาการติดเชื้อทำได้ยากขึ้น

สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่ามีปัญหาการไหลเวียนเลือด เช่น เท้าเย็นผิดปกติ สีผิวซีดหรือคล้ำ แผลไม่สมาน หรือมีอาการปวดขาขณะเดิน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีเส้นประสาทเสื่อมอาจไม่มีอาการปวดชัดเจน แม้เลือดไหลเวียนไม่เพียงพอ จึงต้องอาศัยการตรวจประเมินเพิ่มเติม

4. การติดเชื้อ ทำให้แผลอักเสบและหายยากขึ้น

ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีอาจมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ทำให้ร่างกายจัดการเชื้อโรคได้ยากขึ้น หากมีบาดแผลร่วมกับการไหลเวียนเลือดไม่ดีหรือการบาดเจ็บซ้ำ เชื้อโรคอาจเข้าสู่เนื้อเยื่อและก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ ลักษณะที่ควรระวัง ได้แก่

  • แผลบวม แดง หรือร้อนมากขึ้น
  • มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ
  • แผลขยายใหญ่ขึ้น
  • มีเนื้อเยื่อสีดำหรือสงสัยเนื้อตาย
  • มีไข้หรืออาการป่วยร่วมด้วย

ในบางราย การติดเชื้ออาจลุกลามลงไปถึงเนื้อเยื่อชั้นลึกหรือกระดูก ทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น 

ทำไมแผลเบาหวานจึงพบบ่อยบริเวณเท้า?

เท้าเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักตัวและสัมผัสแรงกดจากการเดินอยู่ตลอดเวลา หากผู้ป่วยเบาหวานมีเส้นประสาทเสื่อมร่วมด้วย อาจไม่รู้สึกเจ็บเมื่อเกิดการเสียดสีหรือมีบาดแผลเล็กน้อย หากยังเดินลงน้ำหนักบนบริเวณที่มีแผลอย่างต่อเนื่อง เนื้อเยื่ออาจถูกทำลายซ้ำ แม้จะทำความสะอาดและปิดแผลอย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม

แผลเบาหวานหายช้า ควรดูแลอย่างไร?

การดูแลแผลเบาหวานจำเป็นต้องจัดการหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ใช่เพียงใช้ยาทาหรือทำแผลให้สะอาดเท่านั้น แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ปฏิบัติตามแผนการรักษาและติดตามระดับน้ำตาลอย่างเหมาะสม
  • ประเมินการไหลเวียนเลือด ตรวจหาปัญหาหลอดเลือดเมื่อสงสัยว่าเลือดไปเลี้ยงแผลไม่เพียงพอ
  • ลดแรงกดบริเวณแผล ใช้อุปกรณ์ลดแรงกดตามความเหมาะสม โดยเฉพาะแผลที่ฝ่าเท้า
  • ดูแลการติดเชื้อ หากพบการติดเชื้อ ต้องได้รับการรักษาตามความรุนแรง
  • ดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสม ทำความสะอาด กำจัดเนื้อเยื่อที่เสียหายเมื่อมีข้อบ่งชี้ และเลือกวัสดุปิดแผลตามสภาพแผล
  • ดูแลโภชนาการ รับประทานอาหารให้ได้รับพลังงานและโปรตีนเพียงพอ

แผลเบาหวานแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?

  • มีหนองหรือกลิ่นเหม็นผิดปกติ
  • รอยแดงหรืออาการบวมลุกลาม
  • ผิวหนังบริเวณแผลเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำหรือดำ
  • เท้าเย็น ซีด หรือสีผิวเปลี่ยนอย่างชัดเจน
  • แผลลึกจนเห็นเนื้อเยื่อชั้นลึก
  • มีไข้ หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมาก
  • แผลขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

หากมีอาการป่วยรุนแรงร่วมกับการติดเชื้อ ควรได้รับการรักษาฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการลุกลามของการติดเชื้อและการสูญเสียเนื้อเยื่อ

สรุป

แผลเบาหวานหายช้าเกิดจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เส้นประสาทเสื่อม การไหลเวียนเลือดไม่ดี และการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดร่วมกันและทำให้การซ่อมแซมเนื้อเยื่อเป็นไปได้ยากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณเท้าที่ต้องรับน้ำหนักและเสียดสีเป็นประจำ การดูแลแผลเบาหวานจึงไม่ใช่เพียงการล้างแผลหรือใช้ยาทา แต่ต้องควบคุมโรค ประเมินการไหลเวียนเลือด ลดแรงกด และรักษาการติดเชื้ออย่างเหมาะสม หากผู้ป่วยเบาหวานมีแผลที่เท้า แม้เป็นแผลเล็กหรือไม่มีอาการปวด ก็ควรได้รับการประเมินโดยเร็วเพื่อป้องกันการเกิดแผลเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อน

คำถามที่พบบ่อย

Q: แผลเบาหวานหายช้าทุกคนหรือไม่?
A: ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะมีแผลหายช้า ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับการควบคุมระดับน้ำตาล ภาวะเส้นประสาทเสื่อม การไหลเวียนเลือด และการติดเชื้อร่วมด้วย

Q: แผลเบาหวานไม่เจ็บ แสดงว่าไม่อันตรายใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ เพราะผู้ป่วยบางรายมีเส้นประสาทเสื่อมจนรับความรู้สึกเจ็บได้น้อยลง แม้แผลจะลึกหรือมีการติดเชื้อก็อาจไม่รู้สึกปวดชัดเจน

Q: ควบคุมน้ำตาลได้ดีแล้ว แผลจะหายเร็วขึ้นหรือไม่?
A: การควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสมช่วยสนับสนุนการทำงานของร่างกายและลดปัจจัยเสี่ยงบางประการ แต่หากมีหลอดเลือดตีบ แรงกดซ้ำ หรือการติดเชื้อ ก็จำเป็นต้องรักษาปัจจัยเหล่านั้นร่วมด้วย

Q: แผลเบาหวานกี่วันหาย?
A: ไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับขนาดและความลึกของแผล การไหลเวียนเลือด การติดเชื้อ และการลดแรงกด หากมีแผลที่เท้าไม่ควรรอดูอาการหลายวันด้วยตนเอง ควรได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะแรก

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Jingwanhong Ointment

Jingwanhong Ointment

ผิวหนังและความงาม

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top