หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  แผลมีกี่ประเภท? แผลเฉียบพลันและแผลเรื้อรังต่างกันอย่างไร

แผลมีกี่ประเภท? แผลเฉียบพลันและแผลเรื้อรังต่างกันอย่างไร

แผลมีกี่ประเภท? รู้จักแผลเฉียบพลันและแผลเรื้อรัง

หากแบ่งตามกระบวนการสมาน แผลสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ “แผลเฉียบพลัน” และ “แผลเรื้อรัง” แผลเฉียบพลันเกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือเหตุการณ์ที่ระบุได้ และโดยทั่วไปสามารถดำเนินผ่านขั้นตอนการสมานแผลได้ตามปกติ ส่วนแผลเรื้อรังคือแผลที่กระบวนการสมานถูกรบกวน ทำให้แผลดีขึ้นช้า หยุดอยู่ในบางระยะ หรือไม่หายตามที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์ยังสามารถแบ่งแผลด้วยเกณฑ์อื่น เช่น สาเหตุ ความลึก หรือลักษณะของบาดแผลได้ด้วย 

แผลคืออะไร?

แผล (Wound) คือภาวะที่เนื้อเยื่อได้รับความเสียหายจนสูญเสียความสมบูรณ์ของโครงสร้างหรือการทำงาน เมื่อเกิดแผลขึ้น ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมทันที การสมานแผลตามธรรมชาติประกอบด้วย 4 ระยะที่ทำงานต่อเนื่องและซ้อนทับกัน ได้แก่

  • ระยะห้ามเลือด (Hemostasis) ร่างกายสร้างลิ่มเลือดเพื่อหยุดเลือด
  • ระยะอักเสบ (Inflammation) เซลล์ภูมิคุ้มกันเข้ามาจัดการเชื้อโรคและเนื้อเยื่อที่เสียหาย
  • ระยะสร้างเนื้อเยื่อใหม่ (Proliferation) เริ่มสร้างหลอดเลือด คอลลาเจน และผิวหนังใหม่
  • ระยะปรับโครงสร้าง (Remodeling) เนื้อเยื่อและคอลลาเจนค่อย ๆ ปรับตัวจนแผลแข็งแรงขึ้น

หากกระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปตามปกติ แผลจะค่อย ๆ สมาน แต่หากมีปัจจัยมารบกวน เช่น การติดเชื้อ เลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ เบาหวาน หรือแรงกดต่อเนื่อง แผลอาจหายช้าและพัฒนาเป็นแผลเรื้อรังได้

แผลเฉียบพลัน คืออะไร? 

แผลเฉียบพลัน (Acute Wound) คือแผลที่เกิดขึ้นและสามารถดำเนินผ่านกระบวนการสมานตามธรรมชาติได้อย่างเป็นลำดับ โดยมักทราบสาเหตุหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดแผลค่อนข้างชัดเจน เช่น ถูกของมีคมบาด หกล้มจนผิวหนังถลอก หรือได้รับความร้อนจนเกิดแผลไหม้ ตัวอย่างแผลเฉียบพลันที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • แผลถลอก จากการเสียดสีกับพื้นหรือวัตถุ
  • แผลบาด จากของมีคม
  • แผลฉีกขาด จากอุบัติเหตุ
  • แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
  • แผลผ่าตัด ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

แผลเฉียบพลันที่ไม่มีปัจจัยรบกวนมักแสดงความคืบหน้าของการสมานภายในช่วงประมาณ 2–4 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาที่แผลปิดสนิทจริงแตกต่างกันได้มากตามชนิด ขนาด ความลึก ตำแหน่ง และสุขภาพของแต่ละคน จึงไม่ควรใช้จำนวนวันเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าแผลผิดปกติหรือไม่

แผลเรื้อรัง คืออะไร?

แผลเรื้อรัง (Chronic Wound) ไม่ได้หมายถึงเพียงแผลที่เป็นมานาน แต่หมายถึงแผลที่ กระบวนการสมานไม่ดำเนินไปตามลำดับตามปกติ เกิดความล่าช้า หยุดชะงัก หรือไม่แสดงความคืบหน้าในการหายตามที่ควร แผลเรื้อรังมักมีการอักเสบต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ระยะสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่

  • แผลเบาหวาน โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้า
  • แผลกดทับ
  • แผลจากหลอดเลือดดำ
  • แผลจากหลอดเลือดแดง
  • แผลผ่าตัดหรือแผลจากการบาดเจ็บบางชนิดที่ไม่สมานตามปกติ

กลุ่มแผลเรื้อรังที่พบบ่อยจึงสัมพันธ์กับปัญหาที่มากกว่าผิวหนัง เช่น การไหลเวียนเลือดผิดปกติ เบาหวาน และแรงกดต่อเนื่อง

แผลเฉียบพลันสามารถกลายเป็นแผลเรื้อรังได้หรือไม่?

ได้ เพราะคำว่าแผลเฉียบพลันและแผลเรื้อรังไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคคนละชนิดกันเสมอไป ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจมีแผลถลอกจากการหกล้ม ซึ่งเริ่มต้นเป็นแผลเฉียบพลัน แต่ถ้ามีปัจจัยรบกวนการสมาน เช่น แผลติดเชื้อ เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นไม่เพียงพอ หรือมีโรคที่ทำให้การซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิดปกติ แผลอาจหยุดชะงักและกลายเป็นแผลที่หายยากได้ ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่

  • เบาหวาน
  • การติดเชื้อ
  • การไหลเวียนเลือดไม่ดี
  • แรงกดหรือการเสียดสีต่อเนื่อง
  • ภาวะโภชนาการไม่เพียงพอ
  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • การสูบบุหรี่
  • ยาหรือการรักษาบางชนิด

ดังนั้น การดูแลแผลตั้งแต่ระยะแรกและจัดการปัจจัยที่รบกวนการสมานจึงมีความสำคัญ

ต้องกี่วันถึงเรียกว่า “แผลเรื้อรัง”?

ไม่มีจำนวนวันที่เป็นเกณฑ์ตายตัวสำหรับแผลทุกชนิดหากได้รับการดูแลตามมาตรฐานแล้ว แผลยังไม่แสดงความคืบหน้าในการสมานภายในประมาณ 4 สัปดาห์ ควรพิจารณาว่าเป็นแผลเรื้อรังและประเมินหาสาเหตุที่ทำให้แผลไม่หาย 

รู้ได้อย่างไรว่าแผลกำลังสมานตามปกติ?

ลักษณะของแผลแตกต่างกันในแต่ละคน แต่โดยทั่วไปควรเห็นแนวโน้มของการฟื้นตัว เช่น

  • ขนาดของแผลค่อย ๆ เล็กลง
  • ขอบแผลค่อย ๆ เข้าหากัน
  • เริ่มมีเนื้อเยื่อใหม่
  • อาการปวดและบวมลดลง
  • ไม่มีรอยแดงที่กำลังขยาย
  • ไม่มีหนองหรืออาการติดเชื้อ
  • แผลไม่ลึกหรือขยายใหญ่ขึ้น

ในทางกลับกัน หากแผลไม่ดีขึ้น ใหญ่หรือลึกขึ้น ปวดมากขึ้น มีหนอง มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีเนื้อเยื่อตาย ควรหาสาเหตุว่ามีปัจจัยใดกำลังขัดขวางการสมานแผล

แผลแบบไหนควรได้รับการประเมินโดยเร็ว?

ไม่จำเป็นต้องรอให้แผลเป็นมานานหลายสัปดาห์จึงค่อยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพบลักษณะต่อไปนี้

  • แผลลึกหรือขนาดใหญ่
  • เลือดออกมากหรือหยุดยาก
  • มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในแผล
  • แผลบวม แดง ร้อน หรือปวดมากขึ้น
  • มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ
  • มีเนื้อเยื่อสีดำหรือสงสัยเนื้อตาย
  • มีไข้หรืออาการผิดปกติทั่วร่างกาย
  • แผลไม่แสดงแนวโน้มดีขึ้น
  • มีแผลที่เท้าและเป็นเบาหวาน
  • บริเวณแผลหรือปลายเท้ามีอาการชา เย็น หรือสีผิวผิดปกติ

เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำให้แผลไม่หายไม่ใช่ตัวแผลเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นปัญหาการติดเชื้อ การไหลเวียนเลือด หรือโรคประจำตัวที่ต้องจัดการร่วมกัน

สรุป

หากแบ่งตามกระบวนการสมาน ประเภทของแผลแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ แผลเฉียบพลันและแผลเรื้อรัง แผลเฉียบพลันสามารถดำเนินผ่านขั้นตอนการซ่อมแซมของร่างกายได้ตามปกติ ส่วนแผลเรื้อรังมีการสมานที่ล่าช้า หยุดชะงัก หรือไม่เป็นไปตามที่ควร สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจำว่าแผลเป็นมากี่วัน แต่ควรสังเกตว่า แผลมีแนวโน้มเล็กลงและฟื้นตัวหรือไม่ หากแผลไม่ดีขึ้น ขยายใหญ่ มีหนอง บวมแดง หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวานและปัญหาการไหลเวียนเลือด ควรค้นหาสาเหตุที่รบกวนการสมานแผล เพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก

คำถามที่พบบ่อย

Q: แผลผ่าตัดเป็นแผลเฉียบพลันหรือแผลเรื้อรัง?
A: โดยทั่วไปแผลผ่าตัดเริ่มต้นเป็นแผลเฉียบพลัน และหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็จะดำเนินผ่านกระบวนการสมานตามปกติ แต่หากเกิดการติดเชื้อ แผลแยก หรือมีปัจจัยอื่นรบกวนการสมาน แผลอาจกลายเป็นแผลที่หายยากได้

Q: แผลเบาหวานเป็นแผลเรื้อรังหรือไม่?
A: แผลที่เท้าจากเบาหวานเป็นหนึ่งในกลุ่มแผลเรื้อรังที่พบบ่อย เนื่องจากอาจมีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น เส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติ การไหลเวียนเลือดไม่ดี และความผิดปกติของกระบวนการสมานแผล

Q: แผลไฟไหม้เป็นแผลเรื้อรังหรือไม่?
A: แผลไฟไหม้เริ่มต้นเป็นแผลเฉียบพลัน แต่ระยะเวลาการหายขึ้นอยู่กับความลึกและความรุนแรง หากเนื้อเยื่อเสียหายมาก มีการติดเชื้อ หรือมีปัจจัยรบกวนการสมาน ก็อาจกลายเป็นแผลที่หายยากได้

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Jingwanhong Ointment

Jingwanhong Ointment

ผิวหนังและความงาม

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top