หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  แผลหายช้าเกิดจากอะไร? 7 สาเหตุที่ทำให้แผลไม่หาย

แผลหายช้าเกิดจากอะไร? 7 สาเหตุที่ทำให้แผลไม่หาย

แผลหายช้าเกิดจากอะไร? 7 สาเหตุที่ทำให้แผลไม่หาย

แผลหายช้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัญหาที่ตัวแผลเอง เช่น การติดเชื้อ มีเนื้อตาย หรือถูกกดและเสียดสีซ้ำ ๆ ไปจนถึงปัจจัยภายในร่างกาย เช่น เบาหวาน เลือดมาเลี้ยงแผลไม่เพียงพอ ภาวะขาดสารอาหาร การสูบบุหรี่ หรือยาบางชนิด หากแผลไม่เล็กลง ไม่สร้างเนื้อเยื่อใหม่ หรือกลับแย่ลงเรื่อย ๆ จึงควรค้นหาสาเหตุ ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนยาทาหรือทำแผลบ่อยขึ้น เพราะแผลที่ไม่ดำเนินผ่านกระบวนการสมานตามปกติอาจพัฒนาเป็นแผลเรื้อรังได้

ทำไมบางแผลหายเร็ว แต่บางแผลกลับหายช้า?

เมื่อเกิดบาดแผล ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมทันที ตั้งแต่หยุดเลือด เกิดการอักเสบเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม สร้างหลอดเลือดและเนื้อเยื่อใหม่ ก่อนปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อให้แข็งแรงขึ้น ดังนั้น การที่แผลจะหายได้ดีต้องอาศัยหลายอย่างพร้อมกัน เช่น เลือดและออกซิเจนที่เพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจนและหลอดเลือดใหม่ รวมถึงสารอาหารสำหรับสร้างเนื้อเยื่อ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้แผลหายช้า

1. แผลติดเชื้อ

เมื่อแผลมีการติดเชื้อ ร่างกายต้องใช้ทรัพยากรในการต่อสู้กับเชื้อ ขณะเดียวกันการอักเสบที่ยืดเยื้อสามารถทำลายเนื้อเยื่อและรบกวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ จึงทำให้กระบวนการสมานแผลล่าช้า อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • แผลบวม แดง หรือร้อนมากขึ้น
  • ปวดมากขึ้นแทนที่จะค่อย ๆ ลดลง
  • มีหนองหรือน้ำจากแผลผิดปกติ
  • มีกลิ่นผิดปกติ
  • แผลลุกลาม
  • มีไข้หรือรู้สึกไม่สบายร่วมด้วย

2. เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงแผลไม่เพียงพอ

เนื้อเยื่อที่กำลังซ่อมแซมต้องการเลือดเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารเข้ามา หากเลือดมาเลี้ยงบริเวณแผลไม่ดี การสร้างหลอดเลือดใหม่ การสร้างคอลลาเจน และการต่อสู้กับเชื้อโรคอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ปัญหานี้พบได้ในผู้ที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด โดยเฉพาะแผลบริเวณขาและเท้า นอกจากนี้การบวมจากปัญหาหลอดเลือดดำก็สามารถรบกวนสภาพแวดล้อมของเนื้อเยื่อและทำให้เกิดแผลเรื้อรังได้

3. เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะเมื่อควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี

เบาหวานไม่ได้ทำให้แผลหายช้าด้วยสาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายกลไกประกอบกัน เช่น 

  • การทำงานของเซลล์ที่สร้างเนื้อเยื่อและหลอดเลือดใหม่ผิดปกติ 
  • การอักเสบที่ไม่สมดุล 
  • ปัญหาการไหลเวียนเลือด 
  • เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม 

ซึ่งทำให้เกิดบาดแผลที่เท้าโดยไม่รู้ตัวได้ง่ายขึ้น ดังนั้น หากเป็นเบาหวานแล้วมีแผลที่เท้า แม้แผลจะมีขนาดเล็กก็ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะเมื่อมีอาการชา แผลไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีอาการติดเชื้อ

4. แผลถูกกด เสียดสี หรือกระทบซ้ำ

แผลที่กำลังสร้างเนื้อเยื่อใหม่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หากบริเวณเดิมถูกกดหรือเสียดสีซ้ำ ๆ เนื้อเยื่อที่กำลังฟื้นตัวอาจบาดเจ็บซ้ำและเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นลดลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แผลกดทับ ในผู้ที่นอนหรือนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน และแผลบริเวณฝ่าเท้าที่ต้องรับน้ำหนักทุกครั้งที่เดิน การลดแรงกดจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการรักษาแผลบางชนิด ไม่ใช่ดูแลเฉพาะผิวแผลเท่านั้น

5. ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

การสร้างผิวหนัง คอลลาเจน และเนื้อเยื่อใหม่ต้องใช้ทั้งพลังงาน โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ หากร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ กระบวนการซ่อมแซมจึงอาจช้าลง โดยเฉพาะโปรตีน มีบทบาทต่อการสร้างคอลลาเจนและการทำงานของภูมิคุ้มกัน ส่วนวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดก็มีส่วนในกระบวนการสมานแผล

6. สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่มีผลต่อทั้งการไหลเวียนเลือดและระดับออกซิเจนในเนื้อเยื่อ รวมถึงรบกวนการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันและเซลล์ที่สร้างเนื้อเยื่อใหม่ งานทบทวนพบว่าการสูบบุหรี่สัมพันธ์กับกลไกหลายด้านที่ไม่เอื้อต่อการสมานแผล เช่น การสร้างคอลลาเจนลดลงและการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมแผลผิดปกติ ดังนั้น หากมีแผลที่หายยาก การลดและหยุดสูบบุหรี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรจัดการควบคู่กับการดูแลแผล

7. โรคประจำตัวและยาบางชนิด

นอกจากเบาหวานแล้ว ภาวะสุขภาพอื่น ๆ สามารถส่งผลต่อการสมานแผลได้ เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และภาวะโภชนาการไม่ดี ยาบางกลุ่ม เช่น corticosteroids ยากดภูมิคุ้มกัน และยาเคมีบำบัดบางชนิด ก็อาจรบกวนขั้นตอนของการสมานแผลได้เช่นกัน หากสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่มีผลต่อแผล ไม่ควรหยุดยาเอง แต่ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเพื่อประเมินร่วมกัน

แผลหายช้า ควรทำอย่างไร?

  • ทำความสะอาดและดูแลแผลให้เหมาะกับชนิดของแผล
  • ป้องกันไม่ให้แผลถูกกระแทก กด หรือเสียดสีซ้ำ
  • สังเกตอาการติดเชื้อ
  • รับประทานอาหารให้เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีนและพลังงาน
  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ไม่แกะเนื้อเยื่อหรือบีบหนองด้วยตนเอง

การดูแลแผลเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพต้องจัดการทั้งตัวแผลและสาเหตุที่ทำให้แผลไม่หาย เช่น การติดเชื้อ การไหลเวียนเลือดไม่ดี หรือแรงกด หากแก้เฉพาะบริเวณผิวแผลแต่ปัจจัยเหล่านี้ยังคงอยู่ แผลก็อาจหายได้ยาก

แผลแบบไหนไม่ควรรอดูอาการเอง?

  • แผลใหญ่หรือลึกขึ้น
  • บวม แดง ร้อน หรือปวดมากขึ้น
  • มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ
  • มีเนื้อเยื่อสีดำหรือสงสัยว่าเนื้อตาย
  • มีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกป่วยร่วมด้วย
  • แผลมีเลือดออกผิดปกติ
  • แผลบริเวณเท้าในผู้ที่เป็นเบาหวาน
  • มีอาการชา หรือปลายเท้าเย็น/สีผิวผิดปกติ
  • ดูแลแล้วแผลไม่มีแนวโน้มดีขึ้น

เพราะแผลที่หายช้าอาจเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหา เช่น การติดเชื้อ โรคหลอดเลือด หรือเบาหวาน การประเมินสาเหตุจึงมีความสำคัญพอ ๆ กับการทำแผล

สรุป

แผลหายช้าไม่ได้เกิดจากการดูแลแผลไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดจากการติดเชื้อ เลือดและออกซิเจนมาเลี้ยงไม่เพียงพอ เบาหวาน แรงกดหรือการเสียดสี ภาวะโภชนาการ การสูบบุหรี่ รวมถึงโรคและยาบางชนิดได้ ดังนั้น หากแผลไม่มีแนวโน้มดีขึ้น สิ่งสำคัญคือการค้นหาปัจจัยที่ขัดขวางการสมานแผลและแก้ไขให้ตรงสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อแผลลึกขึ้น มีหนอง บวมแดง เนื้อตาย หรือเป็นแผลที่เท้าในผู้ที่เป็นเบาหวาน ไม่ควรรอให้แผลกลายเป็นแผลเรื้อรังก่อนจึงเริ่มจัดการ

คำถามที่พบบ่อย

Q: แผลไม่แห้ง แปลว่าแผลหายช้าหรือไม่?
A: ไม่เสมอไป แผลไม่จำเป็นต้องแห้งสนิทจึงจะสมานได้ การดูแลแผลสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมและระดับความชื้นที่เหมาะสมกับแผลมากกว่าการพยายามทำให้แผลแห้งทุกชนิด

Q: แผลหายช้าแปลว่าเป็นเบาหวานหรือไม่?
A: ไม่จำเป็น เพราะแผลหายช้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ เลือดมาเลี้ยงไม่ดี แรงกด การสูบบุหรี่ ภาวะโภชนาการ และยาบางชนิด แต่เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคสำคัญที่สัมพันธ์กับการสมานแผลผิดปกติ

Q: แผลหายช้ากับแผลเรื้อรังเหมือนกันไหม?
A: ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว “แผลหายช้า” เป็นคำอธิบายว่าแผลฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ส่วนแผลเรื้อรังหมายถึงแผลที่ไม่ดำเนินผ่านกระบวนการสมานอย่างเหมาะสมและคงอยู่เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม แผลที่หายช้าอย่างต่อเนื่องสามารถพัฒนาไปเป็นแผลเรื้อรังได้

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Jingwanhong Ointment

Jingwanhong Ointment

ผิวหนังและความงาม

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top