หากความเครียด อารมณ์ ความคิด หรือการนอนเริ่มเปลี่ยนไปต่อเนื่อง และเริ่มรบกวนการทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์ หรือกิจวัตรประจำวัน การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยประเมินว่าเกิดอะไรขึ้น และควรดูแลต่ออย่างไร ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เมื่อมีอาการที่รุนแรงหรือสร้างความทุกข์ต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป เช่น นอนไม่หลับ สมาธิลดลง หมดความสนใจ หรือทำกิจวัตรตามปกติได้ยาก แต่หากอาการรุนแรงมาก ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 2 สัปดาห์
อาการแบบไหนที่ควรเริ่มคิดถึงการขอความช่วยเหลือ?
ไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกข้อ สิ่งสำคัญคือดูว่าอาการต่างจากตัวเราในช่วงปกติมากแค่ไหน เป็นมานานเท่าไร และกระทบชีวิตหรือไม่ ควรพิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากมีอาการ เช่น
- เศร้า ว่างเปล่า หรือหมดหวังต่อเนื่อง
- วิตกกังวลมากจนควบคุมได้ยาก
- หงุดหงิดหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงมากกว่าปกติ
- นอนไม่หลับ นอนมากเกินไป หรือการนอนเปลี่ยนไปชัดเจน
- เบื่ออาหารหรือกินมากขึ้นจนผิดจากเดิม
- น้ำหนักเปลี่ยนโดยไม่ได้ตั้งใจ
- สมาธิลดลง
- ตัดสินใจเรื่องง่าย ๆ ได้ยาก
- ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ
- รู้สึกไม่มีแรงหรือเหนื่อยตลอดเวลา
- เริ่มแยกตัวจากคนรอบข้าง
- ทำงาน เรียน หรือดูแลตัวเองได้ยากขึ้น
ไม่ต้องรอให้ครบ 2 สัปดาห์เสมอไป
คำว่า “2 สัปดาห์” มักถูกพูดถึงในเรื่องสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า แต่ไม่ควรเข้าใจว่าต้องอดทนให้ครบ 2 สัปดาห์ก่อน ถึงจะไปพบแพทย์ได้ หากอาการเพิ่งเกิดไม่นาน แต่รุนแรงมาก เช่น
- ไม่สามารถไปทำงานหรือเรียนได้
- ไม่สามารถดูแลตัวเองได้
- รู้สึกตื่นตระหนกรุนแรงบ่อย ๆ
- ไม่ได้นอนหลายคืนจนใช้ชีวิตไม่ได้
- รู้สึกหมดหวังอย่างมาก
- มีความคิดทำร้ายตัวเอง
จิตแพทย์กับนักจิตวิทยาต่างกันอย่างไร?
| เปรียบเทียบ | จิตแพทย์ | นักจิตวิทยา |
|---|---|---|
| พื้นฐานวิชาชีพ | เป็นแพทย์ที่ได้รับการฝึกเฉพาะทางด้านจิตเวช | ได้รับการฝึกด้านจิตวิทยา การประเมิน และการบำบัดทางจิตวิทยา |
| ช่วยเรื่องอะไร? | ประเมิน วินิจฉัย และรักษาความผิดปกติทางจิตเวช | ประเมินความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และให้การบำบัดทางจิตวิทยา |
| ใช้ยาได้หรือไม่? | สามารถพิจารณาสั่งยาได้ | โดยทั่วไปเน้นการประเมินและจิตบำบัด ไม่ใช่การสั่งยา |
| เหมาะกับใคร? | อาการค่อนข้างรุนแรง สงสัยโรคทางจิตเวช หรืออาจต้องประเมินเรื่องยา | ต้องการพูดคุย ทำความเข้าใจปัญหา และเรียนรู้วิธีจัดการความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรม |

สัญญาณที่ไม่ควรรอ
อาการบางอย่างไม่ควรรอดูว่าจะดีขึ้นเอง ควรขอความช่วยเหลือทันที หากมี
- ความคิดฆ่าตัวตาย
- ความคิดหรือแรงกระตุ้นที่จะทำร้ายตัวเอง
- มีแผนหรือเตรียมวิธีที่จะทำร้ายตัวเอง
- รู้สึกว่าชีวิตไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ
- รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของตัวเองได้
- พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจนเสี่ยงต่อความปลอดภัย
ความคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเองเป็นสัญญาณของความทุกข์ทางอารมณ์ที่รุนแรง และหากมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองทันที ควรติดต่อบริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นบริการของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
สรุป
ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการหนักก่อนจึงค่อยพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ควรเริ่มพิจารณาขอความช่วยเหลือเมื่ออารมณ์ ความคิด การนอน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปต่อเนื่อง และเริ่มกระทบการทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์ หรือการดูแลตัวเอง หากต้องการพูดคุย ทำความเข้าใจความคิดและอารมณ์ หรือทำ Psychotherapy สามารถเริ่มจากนักจิตวิทยาได้ ส่วนจิตแพทย์สามารถประเมิน วินิจฉัย และพิจารณาการใช้ยาเมื่อจำเป็น หากมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย ไม่ควรรอดูอาการ ควรขอความช่วยเหลือทันทีที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
คำถามที่พบบ่อย
Q: เครียดแค่ไหนถึงควรพบจิตแพทย์?
A: ไม่สามารถตัดสินจากระดับความเครียดอย่างเดียว ควรดูว่าอาการเกิดนานแค่ไหน รุนแรงเพียงใด และกระทบชีวิตมากแค่ไหน หากเริ่มทำงาน นอน หรือใช้ชีวิตได้ยากขึ้น ควรพิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
Q: ต้องมีอาการครบ 2 สัปดาห์ถึงจะไปพบจิตแพทย์ได้ไหม?
A: ไม่ต้อง หากอาการรุนแรงหรือกระทบชีวิตมากสามารถไปได้ทันที ตัวเลข 2 สัปดาห์เป็นหนึ่งในจุดที่ใช้ประกอบการประเมิน ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าต้องรอก่อนขอความช่วยเหลือ
Q: ไม่อยากกินยา ไปพบนักจิตวิทยาก่อนได้ไหม?
A: ได้ นักจิตวิทยาสามารถช่วยประเมินและให้ Psychotherapy ได้ และหากประเมินแล้วเห็นว่าควรได้รับการดูแลทางการแพทย์หรือพิจารณาเรื่องยา ก็สามารถแนะนำให้พบจิตแพทย์เพิ่มเติมได้
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









