หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  วิธีจัดการความเครียดที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เริ่มจากอะไรดี?

วิธีจัดการความเครียดที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เริ่มจากอะไรดี?

วิธีจัดการความเครียดที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

การจัดการความเครียดไม่ได้หมายถึงการทำให้ชีวิตไม่มีความเครียดเลย แต่คือการแยกว่า อะไรแก้ได้ อะไรต้องปรับตัว และอะไรต้องขอความช่วยเหลือ WHO ระบุว่า ความเครียดเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของมนุษย์ และการเรียนรู้วิธีรับมือกับความเครียดสามารถช่วยลดความรู้สึกว่าปัญหามากเกินกำลัง และส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจได้

1. เริ่มจากหาต้นเหตุของความเครียดให้เจอ ก่อนจะพยายามคลายเครียด เราควรถามตัวเองก่อนว่า ตอนนี้เราเครียดเรื่องอะไร? อาจเป็นเพราะ

  • งานมากเกินไป
  • มีหลายเรื่องต้องทำพร้อมกัน
  • ปัญหาทางการเงิน
  • ความสัมพันธ์
  • สุขภาพ
  • การนอนน้อย
  • ความคาดหวังของตัวเอง
  • เรื่องที่ควบคุมไม่ได้

อ่านเพิ่มเติม: ความเครียดคืออะไร? อาการและสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

2. แยกสิ่งที่ “ควบคุมได้” กับ “ควบคุมไม่ได้” หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ความเครียดหนักขึ้น คือการใช้พลังไปกับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แบ่งปัญหาออกเป็น 2 กลุ่ม

สิ่งที่ควบคุมได้สิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ตารางงานของตัวเอง
การพักระหว่างวัน
การขอความช่วยเหลือ
การลดงานบางอย่าง
เวลานอน
การตอบสนองของตัวเองต่อปัญหา
ความคิดเห็นของคนอื่น
เหตุการณ์ที่เกิดไปแล้ว
การตัดสินใจของผู้อื่น
เหตุการณ์บางอย่างในอนาคต

เป้าหมายคือใช้พลังกับสิ่งที่เราทำอะไรได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกปัญหาในวันเดียว

3. แบ่งปัญหาใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก กำหนดเป้าหมายและจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนจำเป็นต้องทำตอนนี้ และเรื่องไหนรอได้ รวมถึงเรียนรู้ที่จะปฏิเสธงานเพิ่มเมื่อภาระเริ่มมากเกินไป วิธีคือ 

  • เขียนสิ่งที่ต้องทำออกมา
  • เลือกเรื่องสำคัญที่สุด 1–3 เรื่อง
  • แบ่งงานใหญ่เป็นขั้นตอนเล็ก ๆ
  • ทำทีละอย่าง
  • ให้เวลาพักระหว่างงาน

4. ฝึกให้ร่างกายออกจากภาวะตึงเครียด เวลาเครียด ร่างกายมักอยู่ในภาวะตื่นตัว เช่น หายใจเร็ว กล้ามเนื้อตึง หรือรู้สึกว่าหัวหยุดคิดไม่ได้ กิจกรรมผ่อนคลายสามารถช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ลดความตื่นตัวลงได้ ลองใช้วิธีที่ทำได้จริง เช่น 

  • หายใจช้าและลึก
  • ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  • นั่งเงียบ ๆ สักครู่
  • เดินเล่น
  • ฟังเพลง
  • อ่านหนังสือ
  • อยู่ในธรรมชาติ
  • ทำกิจกรรมที่รู้สึกเพลิดเพลิน

WHO มีแนวทาง Doing What Matters in Times of Stress ซึ่งประกอบด้วยเทคนิค เช่น การดึงความสนใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน การไม่ถูกความคิดยาก ๆ ดึงไปทั้งหมด การยอมรับอารมณ์ และการปฏิบัติต่อตนเองอย่างเมตตา โดยสามารถฝึกได้เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน

5. ขยับร่างกายหรือออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักจึงจะมีประโยชน์ การเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น 

  • เดิน
  • ปั่นจักรยาน
  • เต้น
  • ทำงานบ้าน
  • ออกกำลังกายที่ชอบ

WHO แนะนำการออกกำลังกายเป็นประจำเป็นหนึ่งในวิธีรับมือกับความเครียด ขณะที่ NIMH ระบุว่าการเดินประมาณ 30 นาทีต่อวันสามารถช่วยส่งเสริมอารมณ์และสุขภาพโดยรวมได้ และถ้าทำไม่ถึง 30 นาทีในครั้งเดียวก็สามารถแบ่งเป็นช่วงสั้น ๆ ได้ 

6. อย่ามองข้ามการนอน  หากเครียดมากแต่ยังนอนน้อยต่อเนื่อง ร่างกายจะมีเวลาฟื้นตัวไม่เพียงพอ สิ่งที่ควรทำ ได้แก่ 

  • เข้านอนและตื่นใกล้เคียงเวลาเดิม
  • ลดการใช้โทรศัพท์ก่อนนอน
  • ลดคาเฟอีนช่วงเย็น
  • หลีกเลี่ยงมื้อใหญ่ใกล้เวลานอน
  • จัดห้องให้มืด เงียบ และสบาย
  • ออกกำลังกายในช่วงกลางวัน

WHO ระบุว่าการนอนเพียงพอมีความสำคัญต่อทั้งร่างกายและจิตใจ และแนะนำให้รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ รวมถึงลดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน 

อ่านเพิ่มเติม: นอนไม่หลับทำอย่างไร? วิธีช่วยให้นอนหลับดีขึ้นโดยไม่พึ่งยา

7. กินให้เป็นเวลา และดูคาเฟอีนให้เหมาะสม เวลางานยุ่งหรือเครียด หลายคนอาจกินไม่ตรงเวลา หรือใช้กาแฟช่วยให้ทำงานต่อได้ แต่ถ้าดื่มคาเฟอีนมากเกินไป บางคนอาจรู้สึก

  • ใจสั่น
  • กระวนกระวาย
  • นอนไม่หลับ
  • รู้สึกตื่นตัวมากขึ้น

ควรสังเกตว่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือปริมาณคาเฟอีนส่งผลต่อความรู้สึกของตัวเองอย่างไร 

8. พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ความเครียดมักหนักขึ้นเมื่อรู้สึกว่าต้องจัดการทุกอย่างคนเดียว WHO แนะนำให้รักษาความสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อน และแบ่งปันความรู้สึกหรือความกังวลกับคนที่ไว้ใจ เช่น

  • คนในครอบครัว
  • เพื่อน
  • คู่ชีวิต
  • เพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจ
  • ผู้เชี่ยวชาญ

9. ลดสิ่งที่ทำให้สมองรับความเครียดเพิ่มโดยไม่จำเป็น บางครั้งต้นเหตุไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เราได้รับสิ่งกระตุ้นเพิ่มตลอดวัน เช่น

  • เช็กข่าวตลอดเวลา
  • เปิดแจ้งเตือนทุกแอป
  • อ่านโซเชียลมีเดียก่อนนอน
  • เอางานกลับมาทำตลอดคืน

WHO ระบุว่าการติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียมากเกินไปอาจเพิ่มความเครียด และแนะนำให้จำกัดเวลาหากสังเกตว่าการรับข้อมูลทำให้รู้สึกเครียดมากขึ้น

เทคนิคจาก WHO ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

แนวทาง Doing What Matters in Times of Stress ของ WHO เสนอเทคนิคหลัก 5 อย่างที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ ได้แก่

  • Grounding ดึงความสนใจกลับมาอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
  • Unhooking ฝึกไม่ปล่อยให้ความคิดหรืออารมณ์ยาก ๆ ควบคุมการกระทำทั้งหมด
  • Acting on values เลือกทำสิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราให้คุณค่า
  • Making room ยอมรับว่าอารมณ์ไม่สบายใจสามารถเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องรีบต่อสู้กับมันทุกครั้ง
  • Engaging with kindness ปฏิบัติต่อตัวเองและผู้อื่นด้วยความเมตตา

เมื่อไรการดูแลตัวเองอาจไม่เพียงพอ?

ควรพิจารณาขอความช่วยเหลือจากแพทย์ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ หาก

  • ความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องและควบคุมได้ยาก
  • นอนไม่ดีต่อเนื่อง
  • สมาธิหรือความสามารถในการทำงานลดลง
  • เริ่มหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือคนรอบตัว
  • รู้สึกเศร้า วิตก หรือหมดแรงมากขึ้น
  • ไม่สามารถทำกิจวัตรตามปกติได้
  • ลองปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการรุนแรงหรือสร้างความทุกข์ต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป เช่น นอนไม่หลับ สมาธิลดลง หมดความสนใจ หรือทำกิจวัตรตามปกติไม่ได้

สรุป

การจัดการความเครียดไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเอง “ไม่เครียดเลย” แต่เป็นการรู้ว่ากำลังเครียดจากอะไร และเลือกวิธีรับมือให้ตรงกับต้นเหตุ เริ่มจากแยกสิ่งที่ควบคุมได้ จัดลำดับปัญหา และแบ่งงานให้เล็กลง พร้อมดูแลการนอน การเคลื่อนไหวร่างกาย และหาเวลาผ่อนคลาย การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจและลดสิ่งกระตุ้นที่ไม่จำเป็นก็ช่วยลดภาระทางใจได้ หากลองดูแลตัวเองแล้วความเครียดยังคงรุนแรงหรือเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ 

คำถามที่พบบ่อย

Q: เครียดมากควรเริ่มจากอะไรเป็นอย่างแรก?

A: เริ่มจากหาว่าอะไรเป็นต้นเหตุหลัก แล้วแยกสิ่งที่ควบคุมได้ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ จากนั้นเลือกแก้ทีละเรื่อง ไม่จำเป็นต้องพยายามจัดการทุกอย่างพร้อมกัน

Q: การหายใจช่วยลดความเครียดได้จริงไหม?

A: การฝึกหายใจและกิจกรรมผ่อนคลายเป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ช่วยลดความตื่นตัวของร่างกายและช่วยให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน WHO และ NIMH รวมเทคนิคผ่อนคลายและการฝึกสติไว้ในแนวทางช่วยจัดการความเครียด

Q: ออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้ไหม?

A: ได้ การเคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นหนึ่งในวิธีที่ WHO และ NIMH แนะนำสำหรับการดูแลความเครียดและสุขภาพจิต

Q: ต้องทำทุกวิธีพร้อมกันหรือไม่?

A: ไม่จำเป็น การเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกันอาจทำให้รู้สึกกดดันมากกว่าเดิม ควรเลือก 1–2 เรื่องที่ทำได้จริง เช่น ปรับเวลานอน เดินวันละช่วงสั้น ๆ หรือแบ่งงานออกเป็นขั้นตอน แล้วค่อยเพิ่มวิธีอื่นภายหลัง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Armony

Armony

ตับ // ทางเดินอาหาร // ประสาทและสมอง

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top