หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ไขมันพอกตับรักษาหายไหม? ต้องดูแลอย่างไรให้ไขมันในตับลดลง

ไขมันพอกตับรักษาหายไหม? ต้องดูแลอย่างไรให้ไขมันในตับลดลง

ไขมันพอกตับรักษาหายไหม? วิธีฟื้นฟูตับอย่างถูกต้อง

ไขมันพอกตับสามารถหายหรือดีขึ้นได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะระยะเริ่มต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหายได้จากการกินยาหรืออาหารเสริมเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือการลดปัจจัยที่ทำให้ไขมันสะสม ได้แก่ น้ำหนักเกิน ภาวะดื้ออินซูลิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การรับประทานน้ำตาลมาก และการมีกิจกรรมทางกายน้อย โอกาสฟื้นตัวขึ้นอยู่กับว่า

  • มีเพียงไขมันสะสมหรือมีตับอักเสบร่วมด้วย
  • มีพังผืดในตับหรือไม่
  • พังผืดอยู่ในระยะใด
  • สามารถควบคุมน้ำหนักและโรคประจำตัวได้หรือไม่
  • ยังคงดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่กระทบต่อตับหรือไม่

ดังนั้น ผู้ป่วยสองคนที่ตรวจพบไขมันพอกตับระดับเดียวกันจากอัลตราซาวนด์ อาจมีโอกาสฟื้นตัวและแนวทางรักษาแตกต่างกันได้ 

ไขมันพอกตับระยะใดมีโอกาสหายมากที่สุด?

  • ระยะไขมันสะสมโดยยังไม่มีการอักเสบรุนแรง

ระยะนี้มีโอกาสฟื้นตัวได้ดีที่สุด เมื่อร่างกายได้รับพลังงานเหมาะสมและภาวะดื้ออินซูลินดีขึ้น ตับสามารถลดการสร้างไขมันและนำไขมันที่สะสมอยู่ไปใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้น

  • ระยะตับอักเสบจากไขมัน

หากมีการอักเสบร่วมด้วย หรือเข้าสู่ภาวะ MASH หรือ Metabolic Dysfunction-Associated Steatohepatitis ยังมีโอกาสดีขึ้นได้ แต่ต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจังและประเมินพังผืดเพิ่มเติม เพราะการอักเสบเรื้อรังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคลุกลาม

  • ระยะพังผืด

พังผืดบางระยะอาจลดลงได้เมื่อสาเหตุของการอักเสบได้รับการแก้ไข แต่ต้องใช้เวลาและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีพังผืดระดับปานกลางถึงรุนแรงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะมีความเสี่ยงต่อการดำเนินไปสู่ตับแข็ง

  • ระยะตับแข็ง

เมื่อตับมีพังผืดกระจายทั่วและโครงสร้างเปลี่ยนแปลงเป็นตับแข็งแล้ว เนื้อตับมักไม่สามารถกลับเป็นปกติได้ทั้งหมด การรักษาจะมุ่งควบคุมสาเหตุ รักษาการทำงานของตับ ป้องกันน้ำในช่องท้อง เลือดออกจากหลอดเลือดขอด การติดเชื้อ ภาวะสมองจากโรคตับ และตรวจคัดกรองมะเร็งตับ

วิธีรักษาไขมันพอกตับที่สำคัญที่สุดคืออะไร?

1. ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม  สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การลดน้ำหนักช่วยลดไขมันในตับและลดความรุนแรงของโรคได้

  • ลดประมาณ 3–5% ของน้ำหนักตัว อาจช่วยลดไขมันสะสมในตับ
  • ลดประมาณ 7–10% มีโอกาสช่วยลดการอักเสบและความเสียหายของเซลล์ตับ
  • การลดได้มากกว่า 10% ในผู้ที่เหมาะสมอาจสัมพันธ์กับโอกาสที่พังผืดจะดีขึ้นมากขึ้น

2. ปรับอาหารเพื่อลดไขมันในตับ การรับประทานอาหารควรเน้นลดพลังงานส่วนเกิน ลดน้ำตาล และเพิ่มอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น

  • ผักหลากหลายชนิด
  • ธัญพืชไม่ขัดสี
  • ปลา ไก่ไม่ติดหนัง เต้าหู้ และถั่ว
  • ผลไม้สดในปริมาณเหมาะสม
  • ไขมันไม่อิ่มตัวจากปลา ถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันพืช
  • อาหารที่มีใยอาหารสูง

ต้องงดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดหรือไม่?

ไม่จำเป็น ผู้ป่วยยังสามารถรับประทานคาร์โบไฮเดรตได้ แต่ควรควบคุมปริมาณและเลือกชนิดที่มีใยอาหารมากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่ว

3. ออกกำลังกาย แม้น้ำหนักยังไม่ลดก็มีประโยชน์ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ลดไขมันในช่องท้อง และลดไขมันสะสมในตับได้ แม้น้ำหนักตัวอาจยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แนวทางสากลสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการปรับอาหาร

4. ควบคุมเบาหวาน ไขมันในเลือด และความดัน ไขมันพอกตับไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะตับ แต่สัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ผู้ป่วยจึงควรดูแลโรคร่วม ได้แก่

  • ระดับน้ำตาลและ HbA1c
  • ไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล
  • ความดันโลหิต
  • น้ำหนักและรอบเอว
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

5. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีพังผืดมากหรือตับแข็งควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ส่วนผู้ที่ยังไม่มีพังผืดควรปรึกษาแพทย์ว่าควรงดทั้งหมดหรือจำกัดในระดับใด เนื่องจากความเสี่ยงแตกต่างกันตามภาวะสุขภาพของแต่ละคน แนวทางยุโรปแนะนำให้ลดการดื่มและไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในผู้ป่วย MASLD

ต้องใช้เวลานานเท่าไร ไขมันในตับจึงจะลดลง?

ระยะเวลาแตกต่างกันตามปริมาณไขมัน ระยะพังผืด น้ำหนักตั้งต้น โรคร่วม และความสม่ำเสมอในการดูแล ผู้ป่วยบางรายอาจเห็นค่าตับหรือน้ำหนักดีขึ้นภายในไม่กี่เดือน แต่การประเมินว่าตับฟื้นตัวมากน้อยเพียงใดอาจต้องติดตามนานกว่านั้น 

สัญญาณใดควรรีบพบแพทย์? 

  • ตัวเหลืองหรือตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ
  • ท้องโตหรือมีน้ำในช่องท้อง
  • ขาบวม
  • อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ
  • ฟกช้ำหรือเลือดออกง่าย
  • สับสน ง่วงซึม หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
  • น้ำหนักลดมากโดยไม่ตั้งใจ
  • อ่อนเพลียรุนแรง

สรุป

ไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้นมีโอกาสดีขึ้นหรือกลับเข้าสู่ภาวะใกล้ปกติได้ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีพังผืดรุนแรง วิธีดูแลที่สำคัญที่สุดคือการลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม ลดเครื่องดื่มหวานและอาหารแปรรูป ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมเบาหวาน ไขมันในเลือดและความดัน รวมถึงลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

คำถามที่พบบ่อย

ไขมันในตับอาจลดลงได้เมื่อปัจจัยต้นเหตุเปลี่ยนแปลง เช่น น้ำหนักลด กิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น และควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรรอให้หายเองโดยไม่ปรับพฤติกรรมหรือติดตามผล
มีโอกาสดีขึ้นสูง เพราะมักเป็นระยะที่ไขมันสะสมยังไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ต้องประเมินปัจจัยเสี่ยงและพังผืดร่วมด้วย ไม่ควรพิจารณาจากระดับอัลตราซาวนด์เพียงอย่างเดียว
ควรคิดเป็นสัดส่วนของน้ำหนักตั้งต้น โดยการลดประมาณ 3–5% อาจช่วยลดไขมันในตับ ส่วนการลดประมาณ 7–10% อาจช่วยลดการอักเสบได้มากขึ้น
ไม่เสมอไป ค่า AST และ ALT ที่ลดลงเป็นสัญญาณที่ดี แต่ไม่สามารถยืนยันว่าปริมาณไขมันหรือพังผืดหายไปทั้งหมด อาจต้องประเมินร่วมกับผลเลือดอื่น อัลตราซาวนด์ หรือ FibroScan

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Carbova Capsules

Carbova Capsules

ตับ // หัวใจ // ประสาทและสมอง // การไหลเวียนเลือด

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top