หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ตับอักเสบเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับอย่างไร? ใครบ้างควรตรวจคัดกรอง

ตับอักเสบเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับอย่างไร? ใครบ้างควรตรวจคัดกรอง

ตับอักเสบเสี่ยงมะเร็งตับไหม? ใครบ้างควรเฝ้าระวัง

ตับอักเสบเรื้อรังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และผู้ที่มีภาวะตับแข็ง เนื่องจากการอักเสบต่อเนื่องทำให้เซลล์ตับได้รับความเสียหายและต้องซ่อมแซมตัวเองซ้ำ ๆ จนอาจเกิดความผิดปกติของเซลล์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ที่มีตับอักเสบทุกคนจะเป็นมะเร็งตับ และการรักษาสาเหตุร่วมกับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกได้

ตับอักเสบเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับอย่างไร?

มะเร็งตับชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma: HCC) ซึ่งมักสัมพันธ์กับโรคตับเรื้อรัง โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และภาวะตับแข็ง เมื่อเซลล์ตับได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน แต่หากกระบวนการนี้เกิดซ้ำเป็นเวลานาน อาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของสารพันธุกรรมภายในเซลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่นำไปสู่การเกิดมะเร็ง

ตับอักเสบเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับได้อย่างไร?

การเกิดมะเร็งตับมีความซับซ้อน แต่สามารถอธิบายกลไกสำคัญได้ 3 ประการ

1. การอักเสบเรื้อรังทำให้เซลล์ตับบาดเจ็บซ้ำ ๆ
เมื่อมีการอักเสบต่อเนื่อง เซลล์ตับอาจถูกทำลายและต้องสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่บ่อยครั้ง กระบวนการนี้เพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์

2. พังผืดและตับแข็งทำให้โครงสร้างตับเปลี่ยนแปลง
การอักเสบเรื้อรังอาจกระตุ้นให้เกิดพังผืดสะสมในเนื้อตับ หากเป็นมากขึ้นจนกลายเป็นตับแข็ง สภาพแวดล้อมภายในตับจะเปลี่ยนไปและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง

3. ไวรัสตับอักเสบบีอาจส่งผลต่อสารพันธุกรรมของเซลล์ตับ
ไวรัสตับอักเสบบีมีความสามารถในการแทรกสารพันธุกรรมบางส่วนเข้าสู่สารพันธุกรรมของเซลล์ตับ ซึ่งอาจรบกวนการควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์และมีส่วนในการเกิดมะเร็ง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังบางรายจึงสามารถเกิดมะเร็งตับได้ แม้ยังไม่มีภาวะตับแข็ง

ไวรัสตับอักเสบบีและซี เสี่ยงมะเร็งตับต่างกันอย่างไร?

แม้ไวรัสทั้งสองชนิดจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับได้ แต่กลไกและการดำเนินโรคมีความแตกต่างกัน

ประเด็นไวรัสตับอักเสบบี (HBV)ไวรัสตับอักเสบซี (HCV)
ความสัมพันธ์กับมะเร็งตับเพิ่มความเสี่ยงจากการอักเสบเรื้อรังและผลของไวรัสต่อเซลล์ตับเพิ่มความเสี่ยงผ่านการอักเสบเรื้อรังและการเกิดพังผืด
ต้องเป็นตับแข็งก่อนหรือไม่ไม่จำเป็นเสมอไปมะเร็งตับส่วนใหญ่เกิดในผู้ที่มีพังผืดรุนแรงหรือตับแข็ง
การรักษาช่วยลดความเสี่ยงหรือไม่ยาต้านไวรัสช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่ทำให้ความเสี่ยงหมดไปทั้งหมดการรักษาจนหายช่วยลดความเสี่ยง โดยเฉพาะก่อนเกิดตับแข็ง
หลังควบคุมหรือรักษาเชื้อแล้วผู้ที่เข้าเกณฑ์เสี่ยงยังต้องตรวจคัดกรองต่อเนื่องผู้ที่มีตับแข็งยังต้องตรวจคัดกรอง แม้รักษาไวรัสหายแล้ว

การรักษาไวรัสตับอักเสบตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยลดความเสียหายสะสมของตับและความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงมะเร็งตับสูง?

ผู้ที่ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงเป็นพิเศษ ได้แก่

  • ผู้ที่มีตับแข็ง ไม่ว่าจะเกิดจากไวรัสตับอักเสบ แอลกอฮอล์ หรือสาเหตุอื่น
  • ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุหรือปัจจัยเสี่ยงตามเกณฑ์คัดกรอง แม้ยังไม่มีตับแข็ง
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย
  • ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีและมีตับแข็ง แม้รักษาเชื้อหายแล้วก็ยังมีความเสี่ยงเหลืออยู่
  • ผู้ที่มีโรคตับจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น ไวรัสตับอักเสบเรื้อรังร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์หรือโรคไขมันพอกตับ

การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งตับแล้ว แต่ควรได้รับการประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจคัดกรองเป็นประจำหรือไม่

มะเร็งตับระยะแรกมีอาการหรือไม่?

มะเร็งตับระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ทราบว่ามีความผิดปกติจนกระทั่งโรคดำเนินไปมากขึ้น เมื่อโรครุนแรงขึ้น อาจพบอาการ เช่น

  • ปวดหรือแน่นบริเวณชายโครงขวา
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียผิดปกติ
  • ท้องโตหรือท้องบวม
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง

อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากมะเร็งตับเพียงอย่างเดียว แต่อาจพบในโรคตับชนิดอื่นได้เช่นกัน จึงจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ สิ่งสำคัญคือผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนตรวจคัดกรอง เพราะเป้าหมายของการคัดกรองคือค้นหามะเร็งในระยะที่ยังไม่มีอาการ

ผู้ที่มีตับอักเสบควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับอย่างไร?

การตรวจคัดกรองมะเร็งตับไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ที่มีตับอักเสบทุกคน แต่แนะนำในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงตามเกณฑ์ทางการแพทย์ วิธีตรวจที่ใช้โดยทั่วไป ได้แก่

  1. อัลตราซาวนด์ตับ เป็นการใช้คลื่นเสียงตรวจดูความผิดปกติภายในตับ ช่วยค้นหาก้อนหรือรอยโรคที่อาจต้องตรวจเพิ่มเติม
  2. ตรวจเลือด AFP ซึ่งเป็นสารที่อาจมีระดับสูงขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งตับบางราย แต่ไม่ได้จำเพาะต่อมะเร็งตับ และผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายอาจมีค่า AFP ปกติ
  3. การตรวจ CT Scan หรือ MRI ใช้เมื่อพบความผิดปกติจากการคัดกรองหรือมีข้อสงสัยที่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม โดยไม่ได้ใช้แทนอัลตราซาวนด์เป็นการตรวจคัดกรองทั่วไปในผู้ป่วยทุกราย

สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์คัดกรองมะเร็งตับ แนะนำให้ตรวจอัลตราซาวนด์ตับทุก 6 เดือน โดยอาจตรวจ AFP ร่วมด้วยตามแนวทางที่ใช้และการประเมินของแพทย์ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังบางกลุ่มอาจต้องเริ่มตรวจตามอายุ ประวัติครอบครัว หรือระดับความเสี่ยง แม้ยังไม่มีตับแข็ง ส่วนผู้ที่มีตับแข็งโดยทั่วไปควรได้รับการติดตามต่อเนื่อง หากสภาพร่างกายยังเหมาะสมต่อการรักษามะเร็งเมื่อพบโรค

รักษาตับอักเสบหายแล้ว ยังเสี่ยงมะเร็งตับไหม?

ความเสี่ยงอาจลดลงหลังรักษาสาเหตุสำเร็จ แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมดในผู้ป่วยทุกคน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่รักษาไวรัสตับอักเสบซีจนตรวจไม่พบเชื้อแล้ว หากมีตับแข็งก่อนรักษา ยังคงมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับและควรตรวจคัดกรองต่อเนื่อง ส่วนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง แม้ใช้ยาจนควบคุมปริมาณไวรัสได้ดี ก็ยังอาจมีความเสี่ยงหลงเหลือ โดยเฉพาะผู้ที่มีตับแข็งหรือปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย 

ลดความเสี่ยงมะเร็งตับได้อย่างไร?

แม้ไม่สามารถป้องกันมะเร็งตับได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสาเหตุของโรคตับและสุขภาพโดยรวม ได้แก่

  • รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี หากยังไม่มีภูมิคุ้มกันและมีข้อบ่งชี้
  • ตรวจและรักษาไวรัสตับอักเสบตามความเหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสียหายสะสมของตับ
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง
  • ควบคุมน้ำหนักและโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและไขมันพอกตับ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาและอาหารเสริมที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อาจทำให้ตับบาดเจ็บ
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งตับตามนัด หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง

การตรวจคัดกรองไม่ได้ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งโดยตรง แต่ช่วยเพิ่มโอกาสพบโรคในระยะเริ่มต้น ซึ่งอาจมีทางเลือกในการรักษามากกว่าระยะลุกลาม

สรุป

ตับอักเสบเรื้อรังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และผู้ที่มีภาวะตับแข็ง การอักเสบต่อเนื่องอาจทำให้เซลล์ตับได้รับความเสียหาย เกิดพังผืด และเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของเซลล์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีตับอักเสบไม่ได้เป็นมะเร็งตับทุกคน การรักษาสาเหตุอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำร้ายตับ และตรวจคัดกรองเป็นประจำในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสตรวจพบมะเร็งตับตั้งแต่ระยะแรก

คำถามที่พบบ่อย

Q: เป็นไวรัสตับอักเสบบี จะเป็นมะเร็งตับทุกคนไหม?
A: ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไม่ได้เป็นมะเร็งตับทุกคน แต่การติดเชื้อเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยง จึงควรประเมินว่าตนเองอยู่ในกลุ่มที่ต้องตรวจคัดกรองหรือไม่

Q: ไม่เป็นตับแข็ง สามารถเป็นมะเร็งตับได้ไหม?
A: ได้ โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังบางราย เพราะไวรัสอาจมีผลต่อเซลล์ตับโดยตรง ไม่จำเป็นต้องเกิดตับแข็งก่อนเสมอไป

Q: ค่า AST และ ALT ปกติ แปลว่าไม่เสี่ยงมะเร็งตับใช่ไหม?
A: ค่า AST และ ALT ใช้ประเมินการบาดเจ็บของเซลล์ตับ แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันว่าไม่มีมะเร็งตับหรือไม่มีความเสี่ยงได้

Q: รักษาไวรัสตับอักเสบซีหายแล้ว ต้องตรวจมะเร็งตับต่อไหม?
A: หากมีตับแข็งอยู่ก่อนหรือหลังรักษา โดยทั่วไปยังควรตรวจคัดกรองต่อเนื่อง เพราะแม้กำจัดไวรัสได้แล้ว ความเสี่ยงมะเร็งตับยังไม่หมดไปทั้งหมด

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Armony

Armony

ตับ // ทางเดินอาหาร // ประสาทและสมอง

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top