ไวรัสตับอักเสบบี หรือ Hepatitis B เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HBV ที่ตับ สามารถเป็นได้ทั้งการติดเชื้อระยะสั้นและการติดเชื้อเรื้อรัง จุดสำคัญคือผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้ และหากมีการติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับแข็งและมะเร็งตับ อย่างไรก็ตาม โรคนี้มีวัคซีนป้องกัน และผู้ป่วยเรื้อรังที่มีข้อบ่งชี้สามารถใช้ยาต้านไวรัสเพื่อควบคุมเชื้อและลดความเสี่ยงจากโรคตับในระยะยาวได้
ไวรัสตับอักเสบบีทำให้เกิดอะไรขึ้นกับตับ?
เมื่อเชื้อ HBV เข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเข้าสู่ตับและเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ตับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากเชื้อทำลายเซลล์ตับโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อเซลล์ที่ติดเชื้อด้วย หลังได้รับเชื้อ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละคน โดยแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะสำคัญ
- การติดเชื้อเฉียบพลัน (Acute hepatitis B) เป็นการติดเชื้อในช่วง 6 เดือนแรกหลังได้รับเชื้อ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่สามารถกำจัดเชื้อและฟื้นตัวได้
- การติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic hepatitis B) คือเชื้อยังคงอยู่ในร่างกายต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการติดตามอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการอักเสบของตับ พังผืด ตับแข็ง หรือมะเร็งตับในระยะยาว
อายุขณะที่ได้รับเชื้อมีผลอย่างมากต่อโอกาสเป็นเรื้อรัง เด็กทารกที่ติดเชื้อประมาณ 90% จะพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ขณะที่ผู้ใหญ่ประมาณ 95% สามารถหายจากการติดเชื้อเฉียบพลันและไม่กลายเป็นเรื้อรัง
ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อทางไหน?
HBV ติดต่อเมื่อเลือด น้ำอสุจิ หรือสารคัดหลั่งบางชนิดของผู้ติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายของอีกคน ช่องทางสำคัญ ได้แก่
- จากแม่สู่ลูกระหว่างคลอด เป็นช่องทางสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อ HBV สูง
- การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ โดยไม่ได้ป้องกัน
- การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน
- การสัมผัสเลือดที่มีเชื้อ ผ่านเข็มหรือของมีคม
- การใช้ของส่วนตัวบางอย่างร่วมกัน เช่น มีดโกนหรือแปรงสีฟัน หากมีเลือดปนเปื้อน
- การสักหรือเจาะร่างกายด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการทำให้ปราศจากเชื้ออย่างเหมาะสม
ไวรัสตับอักเสบบีไม่ได้ติดต่อผ่านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น การกอด ไอ จาม รับประทานอาหารร่วมกัน หรือใช้แก้วน้ำร่วมกัน ดังนั้นผู้ติดเชื้อจึงสามารถเรียน ทำงาน และใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ โดยเน้นป้องกันกิจกรรมที่อาจทำให้สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบบีมีอาการอย่างไร?
ผู้ติดเชื้อ HBV จำนวนมากไม่มีอาการ โดยเฉพาะผู้ที่มีการติดเชื้อเรื้อรัง จึงไม่ควรรอให้เกิดอาการก่อนจึงค่อยตรวจในผู้ที่มีความเสี่ยง หากการติดเชื้อเฉียบพลันมีอาการ อาจพบ
- อ่อนเพลีย
- มีไข้
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- ปวดท้อง
- ปวดข้อ
- ปัสสาวะสีเข้ม
- อุจจาระสีซีด
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
ตรวจไวรัสตับอักเสบบีอย่างไร?
การตรวจ HBV ไม่ได้มีเพียงการดูค่า AST หรือ ALT เพราะค่าเอนไซม์ตับบอกได้ว่ามีความผิดปกติของเซลล์ตับหรือไม่ แต่ไม่สามารถยืนยันด้วยตัวเองว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี การตรวจเลือดที่เกี่ยวข้องกับ HBV มีหลายรายการ เช่น
- HBsAg ใช้บ่งชี้ว่าปัจจุบันมีการติดเชื้อ HBV อยู่หรือไม่
- Anti-HBs บ่งชี้ภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจเกิดหลังได้รับวัคซีนหรือหลังหายจากการติดเชื้อ
- Total anti-HBc บ่งชี้ว่าเคยสัมผัสเชื้อ HBV โดยไม่เกิดจากวัคซีนเพียงอย่างเดียว
ในผู้ที่ตรวจพบการติดเชื้อ อาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น HBV DNA เพื่อประเมินปริมาณไวรัส รวมถึงค่าเอนไซม์ตับและการประเมินสภาพตับ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจำเป็นต้องรักษาหรือควรติดตามอย่างไร
ป้องกันไวรัสตับอักเสบบีได้อย่างไร?
แนวทางการป้องกันประกอบด้วยการรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีตามคำแนะนำ ไม่ใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการใช้มีดโกนหรือแปรงสีฟันร่วมกับผู้ติดเชื้อ และมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย WHO ยังให้ความสำคัญกับการให้วัคซีนเข็มแรกแก่ทารกโดยเร็วหลังคลอด รวมถึงการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก หากมีสมาชิกในครอบครัวหรือคู่นอนเป็นผู้ติดเชื้อ HBV ผู้ที่ใกล้ชิดควรได้รับการประเมินว่ามีการติดเชื้อหรือมีภูมิคุ้มกันแล้วหรือไม่ และรับวัคซีนหากยังไม่มีภูมิคุ้มกันตามความเหมาะสม
สรุป
ไวรัสตับอักเสบบีเป็นการติดเชื้อ HBV ที่สามารถเกิดได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง เชื้อแพร่ผ่านเลือด สารคัดหลั่งทางเพศ และจากแม่สู่ลูกระหว่างคลอด แต่ไม่ได้ติดต่อจากการกอด รับประทานอาหาร หรือใช้ชีวิตร่วมกันตามปกติ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเรื้อรัง จึงต้องอาศัยการตรวจเลือดและการติดตามเพื่อประเมินโรค สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้ ยาต้านไวรัสสามารถช่วยควบคุมไวรัสและลดความเสี่ยงต่อโรคตับในระยะยาวได้ ขณะที่การฉีดวัคซีนยังเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
คำถามที่พบบ่อย
Q: กินข้าวกับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ไหม?
A: ได้ การรับประทานอาหารร่วมกันไม่ใช่ช่องทางการแพร่เชื้อ HBV โดยทั่วไป เชื้อแพร่ผ่านเลือด น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งบางชนิด ไม่ได้แพร่ผ่านการกอด ไอ จาม หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน
Q: เป็นไวรัสตับอักเสบบีต้องกินยาตลอดชีวิตหรือไม่?
A: ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อเรื้อรังทุกคนจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส แต่ผู้ที่เริ่มการรักษาบางรายอาจต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานาน การเริ่มหรือหยุดยาต้องประเมินตามระยะของโรค ผลเลือด สภาพตับ และแนวทางการรักษา ไม่ควรหยุดยาเอง
Q: ไม่มีอาการ แปลว่าเชื้อไม่ทำร้ายตับใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ ผู้ติดเชื้อ HBV เรื้อรังจำนวนมากไม่มีอาการ แต่บางรายยังสามารถเกิดตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ การติดตามจึงมีความสำคัญแม้รู้สึกแข็งแรงดี
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









